Trend following ได้ผลจริงไหม งานวิจัย Time-series momentum บอกอะไร
งานวิจัยเรื่องการตามเทรนด์ข้ามหลายตลาดพบอะไร ทำไมผลถึงเป็นขาดทุนเล็กบ่อย ชนะใหญ่ไม่กี่ครั้ง และทำไมเวอร์ชันตลาดเดียวของรายย่อยถึงแกว่งกว่ามาก
- Time-series momentum คือการดูว่าตลาดนั้นขึ้นหรือลงในช่วงที่ผ่านมา แล้วถือตามทิศนั้น ต่างจาก Cross-sectional momentum ที่จัดอันดับหลายตลาดเทียบกัน
- งานวิจัยที่อ้างกันมากทดสอบบนสัญญาฟิวเจอร์สหลายสิบตลาดพร้อมกัน ผลที่ดีมาจากการกระจาย ไม่ใช่จากตลาดใดตลาดหนึ่ง
- หน้าตาปกติของการตามเทรนด์คือชนะไม่ถึงครึ่ง ขาดทุนเล็กบ่อย กำไรมาจากไม้ใหญ่ไม่กี่ไม้ และมีช่วงไม่ทำจุดสูงใหม่ยาวหลายปี
- ในการจำลองของเรา กฎ SMA 50/200 ได้ผลเฉพาะชุดราคาที่มีเทรนด์ บนชุดที่แกว่งกลับหาค่ากลางขาดทุนเกือบทุกครั้ง
Trend following หรือการเทรดตามเทรนด์ เป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่มีงานวิจัยวิชาการรองรับข้ามหลายตลาดและหลายทศวรรษ ในวงวิชาการเรียกว่า Time-series momentum แต่สิ่งที่งานวิจัยวัดคือพอร์ตที่กระจายหลายสิบตลาดพร้อมกัน ไม่ใช่กราฟเดียวที่เทรดเดอร์รายย่อยเปิดดูอยู่ บทนี้อธิบายว่างานวิจัยพบอะไร หน้าตาผลจริงเป็นยังไง แล้วจำลองกฎ SMA 50/200 ให้เห็นว่ามันชนะเฉพาะตอนที่ตลาดมีเทรนด์จริง
Time-series momentum กับ Cross-sectional momentum ต่างกันยังไง
คำว่า momentum ในงานวิจัยมีสองแบบ ชื่อคล้ายกันแต่คนละเรื่อง
| Time-series momentum | Cross-sectional momentum | |
|---|---|---|
| คำถาม | ตลาดนี้ขึ้นหรือลงเทียบกับตัวเองในอดีต | ตลาดไหนแข็งกว่าตลาดอื่น |
| วิธี | ขึ้นมาตลอดช่วงวัด ถือ Buy ลงมา ถือ Sell | จัดอันดับ ซื้อกลุ่มที่แข็ง ขายกลุ่มที่อ่อน |
| ทิศรวมของพอร์ต | Buy ทั้งหมดหรือ Sell ทั้งหมดก็ได้ | มักจับคู่ซื้อขายให้หักล้างกัน |
| งานที่อ้างกันมาก | Moskowitz, Ooi & Pedersen (2012) | Jegadeesh & Titman (1993) ในหุ้น |
ระบบเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน หรือการเบรกกรอบอย่าง Donchian Channel เป็น time-series momentum ทั้งหมด เพราะดูแค่ราคาของตัวเอง ส่วน Currency strength meter ที่จัดอันดับว่าค่าเงินไหนแข็งสุด ใกล้กับแบบ cross-sectional มากกว่า
งานวิจัยพบอะไร
Moskowitz, Ooi & Pedersen (2012) ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Financial Economics ชื่องาน “Time series momentum” ทดสอบบนสัญญาฟิวเจอร์สและฟอร์เวิร์ด 58 ตลาด ทั้งดัชนีหุ้น ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และพันธบัตร หลักคือดูผลตอบแทนย้อนหลังราว 12 เดือน ถ้าบวกให้ถือ Buy ถ้าลบให้ถือ Sell แล้วปรับขนาดไม้ของแต่ละตลาดให้มีความผันผวนใกล้กัน ข้อค้นพบหลัก:
- ผลตอบแทนในอดีตของตลาดหนึ่งช่วยบอกทิศของตลาดเดียวกันในเดือนถัดไปได้เล็กน้อย และเห็นแบบนี้ในหลายกลุ่มสินทรัพย์
- ผลต่อเนื่องอยู่ราวหนึ่งปี หลังจากนั้นบางส่วนกลับทิศ
- พอร์ตที่กระจายทุกตลาดทำผลได้ดีในช่วงที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวรุนแรงทั้งขึ้นและลง
- งานเดียวกันใช้ข้อมูล รายงาน COT และพบว่ากลุ่มเก็งกำไรมักถือตามทิศ momentum
ต่อมา Hurst, Ooi & Pedersen เขียนงาน “A Century of Evidence on Trend-Following Investing” ทดสอบกฎแบบเดียวกันย้อนไปกว่าร้อยปี ข้อสรุปหลักสอดคล้องกัน อีกงานที่ควรรู้คือ Fung & Hsieh (2001) ที่อธิบายว่าผลของกองทุนตามเทรนด์มีลักษณะคล้ายการถือ option ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาวิ่งไกลไปทางใดทางหนึ่ง
ข้อควรรู้ก่อนเอาไปใช้ งานกลุ่มนี้วัดบนฟิวเจอร์สที่ต้นทุนต่ำ กระจายหลายสิบตลาด และผู้เขียนสองงานแรกหลายคนทำงานกับ AQR บริษัทที่บริหารกองทุนลักษณะนี้เอง ผลในงานวิจัยเป็นผลย้อนหลัง ไม่ได้บอกผลในอนาคต
หน้าตาผลลัพธ์ที่ต้องรับให้ได้
การตามเทรนด์มีบุคลิกที่คนส่วนใหญ่ทนไม่ไหว:
- ขาดทุนเล็กบ่อย ตลาดไม่มีทิศ ระบบเข้าแล้วโดนตัด เข้าใหม่แล้วโดนตัดอีก
- ชนะใหญ่ไม่กี่ครั้ง กำไรเกือบทั้งหมดมาจากเทรนด์ยาวไม่กี่ช่วง การกระจายผลจึง เบ้ขวา (positive skew) หางยาวไปทางกำไร
- ช่วงเงียบยาว หลายปีหลังวิกฤตปี 2008 กองทุนกลุ่มนี้หลายแห่งผลทรงตัวหรืออ่อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- Crisis alpha เป็นแนวโน้ม ไม่ใช่สัญญา ถ้าตลาดร่วงช้าและยาว ระบบได้ Short ตาม แต่ถ้าร่วงเร็วแล้วเด้งกลับทันที เทรนด์ยังไม่ทันก่อตัว
การตามเทรนด์ไม่ได้ทำเงินจากการทายถูกบ่อย แต่จากการปล่อยไม้ที่ถูกให้วิ่งไกล และตัดไม้ที่ผิดให้เล็ก ถ้าตัดไม้ใหญ่ทิ้ง ระบบก็เหลือแต่ไม้ขาดทุนเล็ก ๆ
เรื่องแพ้ติดกันยาวเป็นเรื่องปกติของวิธีนี้ อ่านเพิ่มใน แพ้ติดกันเป็นเรื่องปกติ
ทดลองเอง: กฎ SMA 50/200 บนราคาจำลองสองแบบ
เพื่อให้เห็นกลไกชัด เราสร้างราคาจำลองสองชุด ชุดละ 3,000 แท่ง เริ่มที่ 100 ทั้งคู่มีความผันผวนเท่ากันคือ 1% ต่อแท่ง
- ชุดที่มีเทรนด์ แต่ละแท่งมีแรงเอียง 0.06% ไปทางหนึ่ง แต่ละแท่งมีโอกาส 1 ใน 250 ที่ทิศจะกลับ เทรนด์จึงยาวเฉลี่ยราว 250 แท่ง
- ชุดที่แกว่งกลับหาค่ากลาง ทุกแท่งราคาถูกดึงกลับเข้าหา 100 ทีละ 1% ของระยะห่าง
กฎ: ทุกแท่งตอนปิด ถ้า SMA 50 อยู่เหนือ SMA 200 ถือ Buy ถ้าอยู่ใต้ ถือ Sell สลับทิศเมื่อเส้นตัดกัน ใช้แค่ราคาปิดที่รู้แล้ว ไม่แอบดูอนาคต คิดต้นทุน 0.1% ของราคาต่อไม้ (เข้าและออก) ผลวัดเป็น % ของราคา ไม่ทบต้น ไม่ใช้เลเวอเรจ
ตัวอย่างหนึ่งไม้จากชุดที่มีเทรนด์ ทีละขั้น:
- แท่งที่ 2,299: SMA 50 = 35.5945 ยังต่ำกว่า SMA 200 = 35.6880 ระบบถือ Sell อยู่
- แท่งที่ 2,300: SMA 50 = 35.7050 ขึ้นเหนือ SMA 200 = 35.7047 ปิด Sell แล้วเปิด Buy ที่ราคาปิด 39.05
- ราคาวิ่งขึ้นไปสูงสุดที่ 58.22 ในแท่งที่ 2,619 ตอนนั้นไม้นี้กำไร 58.22 ÷ 39.05 − 1 = 49.1%
- แท่งที่ 2,661: SMA 50 = 53.96 ลงต่ำกว่า SMA 200 = 54.02 ปิด Buy ที่ 51.87
- ผล = 51.87 ÷ 39.05 − 1 = 32.8% หักต้นทุน 0.1% เหลือ +32.7% ถือไว้ 361 แท่ง
ไม้ที่ดีที่สุดยังคืนกำไรไปราว 16 จุดเปอร์เซ็นต์ก่อนออก เพราะเส้นค่าเฉลี่ยช้ากว่าราคาเสมอ นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้อยู่ในเทรนด์ได้นาน
ทั้งชุดที่มีเทรนด์ ระบบเทรด 16 ไม้ ชนะ 7 ไม้ (43.8%) ไม้ชนะเฉลี่ย +15.3% ไม้แพ้เฉลี่ย −6.36% ผลรวม +49.8% สามไม้ที่ดีที่สุด (+29.7%, +29.3%, +32.7%) รวมกัน 91.7% มากกว่าผลรวมทั้งหมด แปลว่าอีก 13 ไม้รวมกันขาดทุน ส่วนชุดที่แกว่งกลับ เทรด 26 ไม้ ชนะแค่ 4 ไม้ ผลรวม −88.0%
สังเกตว่าแม้ในชุดที่มีเทรนด์ ผลสะสมยังไม่ทำจุดสูงใหม่นานถึง 1,497 แท่ง ถ้าเป็นกราฟรายวันคือราว 6 ปี และลดลงจากจุดสูงสุดลึกสุด 42.4% ทั้งที่กฎไม่ได้เปลี่ยนเลย
ชุดเดียวอาจโชคดีหรือโชคร้าย เราจึงสุ่มสร้างแต่ละแบบ 500 ชุด แล้วรันกฎเดียวกัน:
| ชุดที่มีเทรนด์ | ชุดที่แกว่งกลับ | |
|---|---|---|
| ชุดที่จบเป็นบวก | 78.0% | 0.6% |
| ผลรวมค่ากลาง | +53.5% | −90.3% |
| อัตราชนะต่อไม้ | 39.5% | 22.1% |
| Profit factor | 1.78 | 0.20 |
| ช่วงไม่ทำจุดสูงใหม่ยาวสุด (ค่ากลาง) | 1,252 แท่ง | — |
ชุดที่มีเทรนด์ยังมี 22% ที่จบเป็นลบ และ 10% ของชุดแย่กว่า −32.7% ส่วนชุดที่แกว่งกลับ กฎเดียวกันขาดทุนแทบทุกครั้ง เพราะเมื่อ SMA 50 ขึ้นเหนือ SMA 200 แปลว่าราคาอยู่สูงกว่าค่ากลางแล้ว ซึ่งเป็นจุดที่ราคาถูกดึงกลับพอดี ตัวเลขทั้งหมดนี้มาจากราคาจำลอง ไม่ใช่ตลาดจริง
การกระจายผลต่อไม้เบ้ขวา
เอาทุกไม้จาก 500 ชุดที่มีเทรนด์มารวมกัน ได้ 8,227 ไม้
ไม้ค่ากลางขาดทุน −2.49% ไม้ชนะเฉลี่ย +18.58% ไม้แพ้เฉลี่ย −6.80% ค่าความเบ้ (skewness) เท่ากับ 3.57 ซึ่งเป็นบวกชัด และ 10% ของไม้ที่ดีที่สุดทำกำไรรวมเท่ากับ 145% ของกำไรสุทธิ ส่วนอีก 90% รวมกันขาดทุน
ข้อที่น่าสนใจ บนชุดที่แกว่งกลับ ค่าความเบ้ของผลต่อไม้ก็ยังเป็นบวก (0.51) เพราะรูปทรงของกฎคือตัดขาดทุนเมื่อเส้นตัดกลับ และปล่อยกำไรวิ่ง แต่ Profit factor เหลือ 0.20 รูปทรงเบ้ขวามาจากกติกา ส่วนกำไรต้องมาจากตลาดที่มีเทรนด์จริงเท่านั้น
ทำไมต้องกระจายหลายตลาด
ตลาดเดียวคือการพนันว่าตลาดนั้นจะมีเทรนด์ในช่วงที่คุณถืออยู่ งานวิจัยหลบปัญหานี้ด้วยการถือหลายสิบตลาด ปีที่ทองไม่ไปไหน อาจมีพันธบัตรหรือน้ำมันวิ่งแทน
เราจำลองต่อ: สร้าง 200 พอร์ต พอร์ตละ 20 ตลาดที่มีเทรนด์แบบเดียวกันแต่ไม่เกี่ยวข้องกัน ลงเงินเท่ากันทุกตลาด
| ตลาดเดียว (4,000 ชุด) | พอร์ต 20 ตลาด (200 พอร์ต) | |
|---|---|---|
| จบเป็นบวก | 78.9% | 100% |
| ผลรวมค่ากลาง | +48.1% | +50.3% |
| ลดลงจากจุดสูงสุดลึกสุด (ค่ากลาง) | 52.8% | 6.4% |
ผลเฉลี่ยเกือบเท่าเดิม แต่ความลึกของการลดลงเหลือราวหนึ่งในแปด ถ้าลดแรงเทรนด์ลงครึ่งหนึ่ง (0.03% ต่อแท่ง) ตลาดเดียวจบบวกแค่ 58.1% พอร์ต 20 ตลาดจบบวก 79.0%
ในโลกจริงตลาดไม่ได้อิสระต่อกัน ถ้าความสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างตลาดคือ ρ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความผันผวนจะดีขึ้นประมาณ √(N ÷ (1 + (N − 1) × ρ)) เท่า
- 20 ตลาด ρ = 0: √20 = 4.47 เท่า
- 20 ตลาด ρ = 0.2: √(20 ÷ 4.8) = 2.04 เท่า
- 20 ตลาด ρ = 0.5: √(20 ÷ 10.5) = 1.38 เท่า
คู่เงินที่มี USD ด้วยกันมักสัมพันธ์กันสูง เทรด 5 คู่ USD จึงไม่ใช่การกระจาย 5 ตลาด อ่านเพิ่มใน Correlation และความเสี่ยงของพอร์ต
ต้นทุนและเลเวอเรจ
ต้นทุนต่อไม้ กฎช้าอย่าง SMA 50/200 เทรดแค่ราว 16 ไม้ต่อ 3,000 แท่ง ต้นทุนจึงกินผลไม่มาก ในการจำลอง ถ้าเพิ่มต้นทุนจาก 0.1% เป็น 0.5% ต่อไม้ ผลรวมค่ากลางลดจาก +53.5% เหลือ +47.8% แต่ถ้าย่อกฎเดียวกันลงไปเทรดกราฟเล็ก จำนวนไม้เพิ่มหลายเท่า และระยะเทรนด์เทียบกับ spread เล็กลง ดู ต้นทุน spread บนกราฟเล็ก
ค่าถือข้ามคืน การตามเทรนด์ถือไม้นาน ในการจำลองนี้ระบบมีไม้เปิดอยู่ 2,800 แท่งจาก 3,000 ถ้าเป็นกราฟรายวัน (ราว 250 แท่งต่อปี) คือ 11.2 ปี สมมติ ค่า swap สุทธิติดลบ 2% ต่อปีของมูลค่าสัญญา จะเสีย 11.2 × 2 = 22.4% เกือบครึ่งของผลค่ากลาง +53.5% ค่า swap จริงแตกต่างกันตามสินทรัพย์และโบรก และอาจเป็นบวกในบางทิศ ตรวจในรายละเอียดสัญญาของโบรกก่อนเสมอ
เลเวอเรจ พอร์ตกระจายมีการลดลงตื้นกว่ามาก กองทุนจึงเพิ่มขนาดไม้ได้ ส่วนตลาดเดียวที่ลดลงลึกราว 50% ของมูลค่าสัญญาแม้ไม่ใช้เลเวอเรจ ถ้าใช้เลเวอเรจสูง พอร์ตจะหมดก่อนเทรนด์ถัดไปมาถึง คุมขนาดไม้ตาม ความเสี่ยง 1% ต่อไม้ และ เลเวอเรจกับ Stop out
สิ่งที่เราเห็นในการทดสอบย้อนหลังของเราบนทองคำ
ผลบนทองคำ (XAUUSD) ของเราสอดคล้องกับภาพในงานวิจัย คือตลาดเดียวขึ้นกับว่าปีนั้นมีเทรนด์หรือไม่
- ฝั่งตามชนะ ฝั่งสวนแพ้ในปีเทรนด์ ระบบตามเทรนด์ชุดหนึ่งบนทองคำ M1 ไม้ละ 0.10 lot ทุน 10,000 ดอลลาร์ ปี 2024 ขาดทุน 2,764 ดอลลาร์ ปี 2025 กำไร 7,404 และมกราคมถึงกันยายน 2026 กำไร 17,836 ส่วนระบบสวนช่วงเช้า ปี 2024 กำไร 1,230 ปี 2025 ขาดทุน 728 (2024–2025 ใช้ข้อมูลราคาราย 1 นาที 2026 ใช้ tick จริง) ระบบสวนแบบเป็นขั้นอีกชุดกำไร 11,791 ในปี 2026 แต่ปี 2024 เสียจนพอร์ตหมด รายละเอียดใน ตามหรือสวนเมื่อราคาถึงจุดสูงเดิม
- กำแพง regime ระบบรับย่อตัวตามคลื่นบนทองคำ M1 ลองพารามิเตอร์ 7 ค่า ปี 2026 บวกครบ 7 ช่อง แต่ปี 2022–2025 ขาดทุน 25 จาก 28 ช่อง ตัวแปรจริงคือปี ไม่ใช่ค่าพารามิเตอร์ ดู ตลาดเปลี่ยนนิสัย
- เป้าไกลชนะเป้าใกล้ บนทองคำ M5 วันที่ 5 มกราคม ถึง 24 กรกฎาคม 2026 tick จริง ไม้ละ 0.02 lot ทุน 3,000 ดอลลาร์ จุดเข้าเดียวกัน ทางออกที่ล็อกกำไรเร็วชนะ 78.5% แต่ขาดทุน 493 ดอลลาร์ ส่วนเป้าไกลที่ Fibonacci 161.8 ชนะแค่ 38.9% แต่กำไร 3,185 ดอลลาร์ ซึ่งคือรูปทรงเบ้ขวาแบบเดียวกับข้างบน แต่เป้าไกลชุดเดียวกันก็ขาดทุนในปี 2022 และ 2023 ดู Take profit ใกล้หรือไกล
ทั้งหมดนี้เป็นผลทดสอบย้อนหลังบนตลาดเดียว ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง
ใช้ความรู้นี้ยังไง
- วัดระบบตามเทรนด์ด้วยไม้ชนะเทียบไม้แพ้ ไม่ใช่อัตราชนะ ชนะ 40% อาจปกติ ดู อัตราชนะกับจุดเท่าทุน
- อย่าตัดไม้ใหญ่ ทางออกแบบ trailing ที่รัดแน่นเกินไปฆ่ารูปทรงเบ้ขวา เทียบวิธีต่าง ๆ ใน วิธีเลื่อน Stop loss แบบ trailing
- ทดสอบหลายปี หลาย regime ระบบตามเทรนด์ต้องผ่านปีที่ตลาดไซด์เวย์ ระบบสวนต้องผ่านปีที่ตลาดวิ่งแรง
- ตั้งความคาดหวังเรื่องช่วงเงียบ ก่อนเริ่ม ให้ดูช่วงไม่ทำจุดสูงใหม่ที่ยาวที่สุดในผลทดสอบ แล้วถามตัวเองว่าทนได้ไหม
งานวิจัยบอกว่าการตามเทรนด์แบบกระจายหลายตลาดมีหลักฐานในอดีต ไม่ได้บอกว่ากราฟเดียวของคุณจะมีเทรนด์ในปีนี้
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ยกผลงานวิจัยมาใช้กับตลาดเดียว ผลวิชาการมาจากหลายสิบตลาดที่ปรับขนาดตามความผันผวน ตลาดเดียวแกว่งกว่ามาก
- เลิกระบบในช่วงเงียบ แล้วกลับมาใช้หลังเทรนด์ใหญ่ผ่านไปแล้ว ทำให้ได้แต่ไม้ขาดทุนและพลาดไม้ใหญ่
- ปรับเส้นให้ไวขึ้นเพื่อออกเร็ว ได้อัตราชนะสูงขึ้น แต่จำนวนไม้และต้นทุนเพิ่ม และตัดหางกำไรที่เป็นแหล่งเงินจริงทิ้ง
- เลือกพารามิเตอร์ที่ดีที่สุดจากอดีต ลองหลายค่าแล้วเลือกตัวสวยสุด ผลมักดีเกินจริง ดู การทดสอบซ้ำหลายครั้งและ data snooping
- ลืมค่า swap การถือไม้นานหลายเดือนบน CFD ค่าถือข้ามคืนสะสมกินกำไรได้มาก
คำถามที่พบบ่อย
ถ้างานวิจัยบอกว่าการตามเทรนด์ได้ผล แปลว่าใช้กับคู่เงินคู่เดียวแล้วจะได้ผลไหม
ไม่แน่ งานวิจัยวัดผลของพอร์ตที่กระจายหลายสิบตลาดและปรับขนาดตามความผันผวน ในตลาดเดียว ผลแกว่งกว่ามาก อาจขาดทุนหรือไม่ทำจุดสูงใหม่หลายปีทั้งที่วิธีไม่ได้ผิด และผลในอดีตไม่ได้รับประกันอนาคต
ทำไมระบบตามเทรนด์ชนะแค่ 30–45%
เพราะออกช้าตอนเทรนด์จบ และโดนตัดบ่อยตอนตลาดไม่มีทิศ ไม้ขาดทุนจึงมีจำนวนมากแต่ขนาดเล็ก ส่วนกำไรมาจากไม่กี่ครั้งที่ตลาดวิ่งยาว อัตราชนะต่ำจึงเป็นเรื่องปกติของวิธีนี้ สิ่งที่ต้องดูคือขนาดไม้ชนะเทียบไม้แพ้
Crisis alpha คืออะไร
คือแนวโน้มที่พอร์ตตามเทรนด์ซึ่งกระจายหลายตลาดมักทำผลได้ดีในช่วงตลาดหุ้นตกหนักและยาว เพราะได้ขาย Short ตามเทรนด์ขาลง แต่ไม่ได้เกิดทุกวิกฤต ถ้าตลาดร่วงเร็วแล้วเด้งกลับทันที เทรนด์ยังไม่ทันก่อตัว ระบบก็อาจขาดทุนได้
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด