เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Currency Strength Meter คืออะไร สร้างจาก 28 คู่เงินยังไง และจุดที่มันหลอก

มิเตอร์ความแข็งค่าของสกุลเงินคิดจาก % เปลี่ยนแปลงของ 28 คู่ ดูวิธีคำนวณทีละขั้น การเลือก lookback การจับคู่แข็งสุดกับอ่อนสุด และเหตุที่ตัวเลขชุดเดียวกันอ่านผิดได้

กลาง อ่าน 10 นาที 21 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • คะแนนความแข็งของแต่ละสกุล คือค่าเฉลี่ย % เปลี่ยนแปลงเทียบอีก 7 สกุล ถ้าสกุลนั้นเป็นตัวหลัง (quote) ของคู่ ให้กลับเครื่องหมายก่อน
  • คะแนนทั้ง 8 สกุลรวมกันได้ศูนย์เสมอ จึงบอกได้แค่ว่าใครแข็งกว่าใคร ไม่ได้บอกว่าตลาดทั้งหมดขึ้นหรือลง
  • คู่ "แข็งสุดเทียบอ่อนสุด" ก็คือคู่ที่วิ่งไปไกลที่สุดในช่วงที่วัดแล้ว การเลือกคู่นี้จึงเป็นการเดิมพันว่าแรงเดิมจะไปต่อ
  • lookback ต่างกันให้อันดับต่างกันได้มาก และข่าวดอลลาร์ทำให้อีก 7 สกุลดูแข็งขึ้นพร้อมกันทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยน

Currency strength meter (มิเตอร์ความแข็งค่าของสกุลเงิน) คือเครื่องมือที่แยกราคาคู่เงินออกเป็นคะแนนของแต่ละสกุล เพื่อตอบคำถามว่า EURUSD ขึ้นเพราะยูโรแข็ง หรือเพราะดอลลาร์อ่อน มันไม่ได้มีข้อมูลใหม่ ทุกตัวเลขมาจากราคาย้อนหลังของคู่เงินที่เราเห็นอยู่แล้ว บทนี้สร้างมิเตอร์ให้ดูทีละขั้นจาก 28 คู่ ลองคำนวณจริงด้วยตัวเลขสมมติ แล้วดูว่ามันหลอกเราได้ตรงไหนบ้าง

ทำไมต้องใช้ 28 คู่

ราคาคู่เงินเป็นราคาเทียบกันเสมอ EURUSD ขึ้น 0.3% อาจแปลว่ายูโรแข็ง ดอลลาร์อ่อน หรือทั้งสองอย่าง ดูคู่เดียวแยกไม่ออก

ทางแก้คือดูสกุลเดียวกันเทียบกับหลาย ๆ สกุล มิเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ 8 สกุลหลัก คือ EUR GBP AUD NZD USD CAD CHF JPY จับคู่กันได้ 8 × 7 ÷ 2 = 28 คู่ และแต่ละสกุลอยู่ใน 7 คู่พอดี ถ้ายูโรขึ้นเทียบทั้ง 7 สกุล ก็ค่อนข้างชัดว่ายูโรแข็งจริง ไม่ใช่แค่ดอลลาร์อ่อน

ในตลาด แต่ละคู่ quote ไว้ทางเดียว เช่นมี EURJPY แต่ไม่มี JPYEUR สกุลที่อยู่หน้าเรียกว่า base สกุลที่อยู่หลังเรียกว่า quote ถ้าคู่ขึ้น แปลว่า base แข็งขึ้นเทียบ quote

สร้างมิเตอร์ทีละขั้น

  1. เลือก lookback คือช่วงที่จะวัด เช่น 1 วัน 5 วัน หรือ 20 วัน
  2. คิด % เปลี่ยนแปลงของแต่ละคู่ = (ราคาปิดล่าสุด ÷ ราคาปิดเมื่อ lookback แท่งก่อน − 1) × 100
  3. รวบรวม 7 คู่ของแต่ละสกุล ถ้าสกุลนั้นเป็น base ใช้ค่าตามเดิม ถ้าเป็น quote ให้กลับเครื่องหมาย เช่น EURAUD −0.45% แปลว่า AUD แข็งขึ้นเทียบ EUR ราว +0.45%
  4. หาค่าเฉลี่ย 7 ค่า ได้คะแนนความแข็งของสกุลนั้น

คะแนนความแข็งของสกุล X = ค่าเฉลี่ยของ % เปลี่ยนแปลงทั้ง 7 คู่ที่มี X (กลับเครื่องหมายเมื่อ X เป็นตัว quote)

มีคุณสมบัติสองข้อที่ต้องเข้าใจก่อนใช้

  • คะแนนทั้ง 8 สกุลรวมกันได้ศูนย์เสมอ เพราะทุกคู่ถูกนับเป็นบวกหนึ่งครั้งให้ base และลบหนึ่งครั้งให้ quote มิเตอร์จึงบอกได้แค่ลำดับแข็งอ่อน ไม่มีทางที่ทุกสกุลจะแข็งพร้อมกัน
  • คะแนน ≈ การเคลื่อนไหวของสกุลนั้น ลบด้วยค่าเฉลี่ยของอีก 7 สกุล เป็นตัวเลขเชิงเทียบล้วน ๆ

มิเตอร์ที่แจกหรือขายกันอยู่อาจคิดต่างจากนี้ เช่น ปรับสเกลเป็น 0–10 คิดเป็น pip ใช้ RSI ของแต่ละคู่ หรือถ่วงน้ำหนักบางคู่มากกว่า ตัวเลขจึงไม่ตรงกันข้ามโปรแกรม แต่แก่นยังเหมือนกัน คือเรียงลำดับจากการเปลี่ยนแปลงของคู่เงินชุดเดียวกัน

ตัวอย่างคำนวณ: กู้อันดับที่ซ่อนอยู่กลับมา

เราสร้างข้อมูลสมมติด้วย node โดยกำหนดให้แต่ละสกุลเคลื่อนไหวจริงในหนึ่งวันดังนี้ (รวมกันได้ศูนย์) AUD +0.45% NZD +0.30% CAD +0.15% GBP +0.05% EUR −0.05% CHF −0.15% USD −0.25% JPY −0.50%

จากนั้นคิด % เปลี่ยนแปลงของทั้ง 28 คู่จากการเคลื่อนไหวของสองสกุลในคู่ แล้วบวก noise สุ่มขนาดราว ±0.05% ให้แต่ละคู่ เหมือนตลาดจริงที่แต่ละคู่มีการซื้อขายเฉพาะตัว ปัดเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง ทีนี้ทำเหมือนเราไม่รู้คำตอบ แล้วคำนวณคะแนนจาก 28 ตัวเลขนี้เท่านั้น

7 คู่ของ AUD

คู่% เปลี่ยนแปลงAUD อยู่ฝั่งค่าที่ใช้
EURAUD−0.45quote+0.45
GBPAUD−0.39quote+0.39
AUDNZD+0.16base+0.16
AUDUSD+0.64base+0.64
AUDCAD+0.31base+0.31
AUDCHF+0.56base+0.56
AUDJPY+0.88base+0.88

รวม = 3.39 หาร 7 = +0.48 คือคะแนนของ AUD

JPY เป็น quote ทั้ง 7 คู่ (EURJPY +0.46 GBPJPY +0.50 AUDJPY +0.88 NZDJPY +0.79 USDJPY +0.29 CADJPY +0.65 CHFJPY +0.30) รวม 3.87 กลับเครื่องหมายแล้วหาร 7 ได้ −0.55

ทำครบ 8 สกุล

สกุลคะแนนจากมิเตอร์การเคลื่อนไหวที่กำหนดไว้ค่าตามทฤษฎี (× 8 ÷ 7)
AUD+0.48+0.45+0.51
NZD+0.35+0.30+0.34
CAD+0.17+0.15+0.17
GBP+0.04+0.05+0.06
EUR−0.04−0.05−0.06
CHF−0.17−0.15−0.17
USD−0.27−0.25−0.29
JPY−0.55−0.50−0.57

ตรวจผล: คะแนนทั้ง 8 รวมกันได้ 0.000 พอดี และอันดับตรงกับที่กำหนดไว้ทุกตำแหน่ง ค่าตามทฤษฎีมาจากข้อสังเกตข้างบน AUD เคลื่อน +0.45 ค่าเฉลี่ยของอีก 7 สกุลคือ −0.45 ÷ 7 = −0.064 คะแนนจึงควรเป็น 0.45 + 0.064 = 0.514 หรือ 0.45 × 8 ÷ 7 ส่วนต่างเล็ก ๆ ที่เหลือคือ noise สังเกตว่า GBP กับ EUR ห่างกันแค่ 0.08 noise แค่นิดเดียวก็สลับอันดับได้

+0.16+0.31+0.39+0.45+0.56+0.64+0.88+0.48−0.16+0.16+0.23+0.37+0.50+0.54+0.79+0.35−0.31−0.16+0.20+0.18+0.27+0.37+0.65+0.17−0.39−0.23−0.20+0.12+0.17+0.32+0.50+0.04−0.45−0.37−0.18−0.12+0.08+0.27+0.46−0.04−0.56−0.50−0.27−0.17−0.08+0.07+0.30−0.17−0.64−0.54−0.37−0.32−0.27−0.07+0.29−0.27−0.88−0.79−0.65−0.50−0.46−0.30−0.29−0.55 AUDNZDCADGBPEURCHFUSDJPYคะแนนAUDNZDCADGBPEURCHFUSDJPY ตัวหนา = คู่ที่ quote จริงในตลาด ตัวปกติ = กลับเครื่องหมายจากคู่นั้น
% เปลี่ยนแปลงของสกุลในแถวเทียบสกุลในคอลัมน์ ครบ 28 คู่ (แต่ละคู่โผล่สองครั้ง สลับเครื่องหมาย) จากข้อมูลสมมติในตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาตลาดจริง เรียงแถวจากแข็งไปอ่อน สีเขียว = แถวแข็งกว่า สีส้ม = แถวอ่อนกว่า คอลัมน์สุดท้ายคือค่าเฉลี่ยของแถว ซึ่งก็คือคะแนนความแข็ง
AUDNZDCADGBPEURCHFUSDJPY+0.48+0.35+0.17+0.04−0.04−0.17−0.27−0.55 ← อ่อนค่าแข็งค่า →คะแนนความแข็งแรง (% เฉลี่ยเทียบอีก 7 สกุล)
คะแนนความแข็งที่คำนวณจาก 28 คู่ในตารางสีด้านบน (ข้อมูลสมมติ) AUD แข็งสุด JPY อ่อนสุด ผลรวมของแท่งด้านบวกเท่ากับแท่งด้านลบพอดี

คู่แข็งสุดเทียบอ่อนสุด คือ AUD เทียบ JPY หรือ AUDJPY ซึ่งขึ้น +0.88% และเป็นคู่ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดใน 28 คู่ (ตามด้วย NZDJPY +0.79 และ CADJPY +0.65) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คะแนนคือการเคลื่อนไหวเชิงเทียบ สองสกุลที่ห่างกันมากที่สุดในมิเตอร์ก็คือคู่ที่วิ่งไปไกลที่สุดแล้วในช่วงนั้น

การเลือกคู่ “แข็งสุดเทียบอ่อนสุด” คือการเลือกคู่ที่วิ่งไปมากที่สุดแล้ว แล้วเดิมพันว่ามันจะวิ่งต่อ นี่คือ momentum ไม่ใช่การรู้ล่วงหน้า

เลือก lookback ยังไง

มิเตอร์ตัวเดียวกัน แค่เปลี่ยนช่วงที่วัด ก็ได้อันดับคนละแบบ เราสร้างข้อมูลสมมติรายวัน 20 วัน (แต่ละสกุลมีแนวโน้มเล็ก ๆ บวก noise สุ่มรายวัน) แล้วคำนวณคะแนนสามช่วง

อันดับ1 วันล่าสุด5 วัน20 วัน
1CHF +0.68CHF +1.28CHF +2.65
2GBP +0.40EUR +0.69JPY +0.68
3NZD +0.01AUD +0.18EUR +0.34
4EUR −0.02CAD +0.18CAD −0.49
5JPY −0.02JPY −0.21AUD −0.60
6CAD −0.12USD −0.39USD −0.83
7AUD −0.27GBP −0.66GBP −0.86
8USD −0.66NZD −1.07NZD −0.89

อ่านได้สามเรื่อง

  • อันดับกลางตารางแกว่งมาก GBP อยู่อันดับ 2 ในหนึ่งวัน แต่อันดับ 7 ในห้าวัน NZD อันดับ 3 ในหนึ่งวัน แต่อ่อนสุดในห้าวัน
  • อ่อนสุดเปลี่ยนตามช่วง 1 วันชี้คู่ USDCHF ส่วน 5 และ 20 วันชี้ NZDCHF ใน 20 วัน USD GBP NZD ห่างกันไม่ถึง 0.07 คำว่า “อ่อนสุด” จึงแทบเป็นการจับฉลาก
  • noise ชนะแนวโน้มได้ ในข้อมูลที่เราสร้าง EUR ถูกกำหนดแนวโน้มให้แข็งกว่า CHF เล็กน้อย แต่ noise สุ่ม 20 วันทำให้ CHF นำทุกช่วง ในตลาดจริงเราไม่มีทางรู้ว่าแนวโน้มเบื้องหลังคืออะไร เห็นแค่ผลรวมที่ปนกันแล้ว

หลักง่าย ๆ

  • ตั้ง lookback ให้ใกล้กับระยะที่ตั้งใจถือออเดอร์ ถือหลายวันก็อย่าดูแค่มิเตอร์ 1 ชั่วโมง
  • ดูสองช่วงพร้อมกัน เช่น ช่วงที่ใช้เทรดกับช่วงที่ยาวกว่า ถ้าสองช่วงเห็นตรงกันจึงค่อยให้น้ำหนัก ตรงกับแนวคิด วิเคราะห์หลายไทม์เฟรม
  • ใช้ราคาปิดของแท่งที่ปิดแล้ว ถ้ามิเตอร์คิดจากราคาปัจจุบันของแท่งที่ยังไม่ปิด ค่าจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าแท่งจะปิด (อ่านเพิ่มใน อินดิเคเตอร์ที่ repaint)
  • อย่าลองหลาย lookback แล้วเลือกตัวที่ผลย้อนหลังดีที่สุด นั่นคือการหาความบังเอิญ อ่าน การทดสอบซ้ำหลายรอบ

ใช้มิเตอร์ช่วยเลือกคู่อย่างมีเหตุผล

ใช้เป็น ตัวกรอง ไม่ใช่ตัวสั่งเข้า

  1. ดูช่องว่างของคะแนน ไม่ใช่แค่อันดับ สองสกุลที่อยู่กลางตารางใกล้ศูนย์ทั้งคู่บอกอะไรได้น้อย ช่องว่างควรใหญ่กว่าการแกว่งปกติของคู่นั้นในช่วงเดียวกัน เทียบกับ ATR ของคู่ได้
  2. ยืนยันด้วยกราฟของคู่นั้นเอง มิเตอร์ไม่บอกจุดเข้า จุด Stop loss หรือแนวรับแนวต้าน ยังต้องดูโครงสร้างราคาเหมือนเดิม
  3. เช็กว่าทำไมสกุลนั้นแข็ง มาจากข่าวดอกเบี้ย ตัวเลขเศรษฐกิจ หรืออารมณ์ตลาดแบบ risk-on risk-off ถ้ามาจากข่าวครั้งเดียว แรงอาจหมดเร็ว
  4. คิดเรื่องต้นทุน คู่แข็งสุดอ่อนสุดมักเป็นคู่ cross เช่น AUDJPY หรือ NZDCHF ซึ่ง spread มักกว้างกว่าคู่หลัก ดู ต้นทุน spread ต่อไม้
  5. อย่าเปิดหลายคู่ที่มีสกุลเดียวกัน ในตัวอย่าง AUDJPY NZDJPY CADJPY ขึ้นหมด ถ้าเปิดทั้งสามคู่ทางเดียวกัน คือการเดิมพันเรื่องเยนก้อนเดียว เสี่ยงราวสามเท่า อ่าน Correlation และความเสี่ยงพอร์ต แล้วคำนวณ ขนาดไม้จาก Stop loss ทุกครั้ง

จุดที่มิเตอร์หลอกได้

1. ทุกมิเตอร์คือค่าเฉลี่ยย้อนหลังของคู่ชุดเดียวกัน 28 คู่จาก 8 สกุล มีข้อมูลอิสระจริง ๆ แค่ราว 7 ตัวเลข คือการเคลื่อนไหวของแต่ละสกุลเทียบสกุลอ้างอิงหนึ่งตัว คู่ที่เหลือคำนวณต่อจากนั้นได้เกือบหมด มิเตอร์เป็นแค่การจัดเรียงตัวเลขเหล่านั้นใหม่ให้อ่านง่าย มันช้ากว่าราคาเสมอเหมือน เส้นค่าเฉลี่ย และไม่มีข้อมูลอะไรที่กราฟ 28 คู่ไม่มี

2. lookback ต่างกันให้คำตอบต่างกัน ดังตารางด้านบน มิเตอร์สองเว็บที่บอกไม่ตรงกัน อาจไม่มีใครผิด แค่วัดคนละช่วง

3. ข่าวดอลลาร์ขยับทุกอย่างพร้อมกัน ดอลลาร์อยู่ใน 7 จาก 28 คู่ และเป็นสกุลที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ลองใส่ข่าวสมมติในตัวอย่างเดิม ให้ USD อ่อนเพิ่มอีก 0.6% โดยสกุลอื่นไม่มีอะไรเปลี่ยน

AUDNZDCADGBPEURCHFJPYUSD+0.48 → +0.57+0.35 → +0.43+0.17 → +0.26+0.04 → +0.13−0.04 → +0.04−0.17 → −0.09−0.55 → −0.47−0.27 → −0.88 คะแนนความแข็งแรง (% เฉลี่ยเทียบอีก 7 สกุล)จุดเทา = ก่อนข่าว จุดสี = หลังข่าว
คะแนนก่อนและหลังข่าวดอลลาร์สมมติ (ข้อมูลชุดเดียวกับตัวอย่าง) USD อ่อนลงชัดเจน แต่อีก 7 สกุลก็ "แข็งขึ้น" พร้อมกันราว 0.09 เท่ากันหมด เพราะทุกตัวมีคู่กับ USD อยู่หนึ่งคู่

USD ลดจาก −0.27 เป็น −0.88 และกลายเป็นสกุลอ่อนสุดแทน JPY คู่แข็งสุดอ่อนสุดเปลี่ยนจาก AUDJPY เป็น AUDUSD ส่วนอีก 7 สกุลขยับขึ้นราว +0.09 ทุกตัว (0.6 ÷ 7) ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนในตัวเอง EUR พลิกจากลบเป็นบวก ถ้าอ่านตอนนี้ว่า “ยูโรเริ่มแข็ง” ก็อ่านผิด เป็นแค่เงาของดอลลาร์ ช่วงข่าวสหรัฐฯ ใหญ่ ๆ จึงควรดู ดัชนีดอลลาร์ DXY และ ปฏิทินข่าว ควบคู่ไปด้วย

4. ค่าที่สุดโต่งอาจไปต่อหรือย้อนกลับก็ได้ การเลือกคู่แข็งสุดอ่อนสุดคือการเดิมพัน momentum งานวิจัยวิชาการเคยพบผล momentum ข้ามสกุลเงินในกรอบรายเดือน (เช่น Menkhoff, Sarno, Schmeling และ Schrimpf ปี 2012) แต่ผลไม่สม่ำเสมอข้ามช่วงเวลา และต้นทุนการซื้อขายกินไปส่วนหนึ่ง ในกรอบสั้นมาก ค่าที่สุดโต่งมักมาจากข่าวครั้งเดียวหรือเงินไหลชั่วคราว บางครั้งก็ดีดกลับ ไม่มีกฎตายตัวว่าจะไปต่อหรือกลับ และมิเตอร์บอกไม่ได้ว่าตอนนี้เป็นแบบไหน

5. ข้อมูลต่างแหล่งต่างเวลาปิด เวลาปิดแท่งรายวันขึ้นกับเซิร์ฟเวอร์ของแต่ละที่ แท่ง “1 วัน” ของสองแพลตฟอร์มจึงอาจเริ่มนับคนละเวลา ช่วงเปลี่ยนวันของตลาด (เวลาไทยราว 04:00–06:00) สภาพคล่องบาง spread ของคู่ cross ถ่างออก ราคาที่มิเตอร์ใช้อาจกระโดดผิดปกติ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • คิดว่ามิเตอร์ทำนายได้ มันสรุปสิ่งที่เกิดไปแล้ว ไม่ต่างจากการดูกราฟ 28 คู่พร้อมกัน
  • อ่านอันดับโดยไม่ดูขนาด อันดับ 4 กับ 5 ที่ห่างกัน 0.02 ไม่ได้แปลว่าตัวหนึ่งแข็งกว่าอีกตัวจริง
  • เข้าทุกครั้งที่สกุลขึ้นอันดับ 1 ตอนที่ขึ้นอันดับ 1 คือตอนที่ราคาวิ่งมาแล้ว ถ้าเข้าโดยไม่มีจุด Stop loss ที่มีเหตุผล ก็คือการไล่ราคา
  • มองข้ามข่าวดอลลาร์ หลังข่าวสหรัฐฯ ทั้งตารางขยับตาม USD สกุลอื่นที่ดู “แข็งขึ้น” อาจไม่ได้มีอะไรเลย
  • เปิดหลายคู่ที่มีสกุลเดียวกัน เช่น Buy AUDJPY Buy NZDJPY Buy CADJPY พร้อมกัน คือความเสี่ยงเรื่องเยนก้อนเดียวคูณสาม
  • เปลี่ยน lookback ไปเรื่อย ๆ จนได้คำตอบที่อยากเห็น ตั้งไว้ครั้งเดียวให้เข้ากับระยะถือออเดอร์ แล้วใช้แบบเดิมทุกครั้ง
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Currency strength meter ตัวไหนแม่นที่สุด

ไม่มีตัวไหนรู้อนาคต ทุกตัวคิดจากราคาย้อนหลังของคู่เงินชุดเดียวกัน ต่างกันแค่วิธีถ่วงน้ำหนัก ช่วงเวลา และการปรับสเกล สิ่งที่ควรรู้คือมิเตอร์ที่ใช้คำนวณจาก lookback เท่าไร ใช้ราคาปิดหรือราคาปัจจุบัน และใช้คู่อะไรบ้าง

ควรตั้ง lookback เท่าไร

ให้ใกล้กับระยะที่ตั้งใจถือออเดอร์ ถ้าถือไม่กี่วันก็ดูช่วงหลายวันถึงสองสามสัปดาห์ ถ้าเทรดรายชั่วโมงก็ดูช่วงสั้นลง และควรเช็กสองช่วงพร้อมกัน ถ้าสองช่วงชี้ไปคนละทาง แปลว่าภาพยังไม่ชัด

ใช้มิเตอร์อย่างเดียวเข้าออเดอร์ได้ไหม

ไม่ควร มิเตอร์บอกแค่ว่าช่วงที่ผ่านมาใครแข็งกว่าใคร ยังต้องดูโครงสร้างกราฟของคู่นั้น จุด Stop loss ข่าวที่กำลังจะออก และ spread ของคู่ cross ซึ่งมักกว้างกว่าคู่หลัก

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Trend following ได้ผลจริงไหม งานวิจัย Time-series momentum บอกอะไร

งานวิจัยเรื่องการตามเทรนด์ข้ามหลายตลาดพบอะไร ทำไมผลถึงเป็นขาดทุนเล็กบ่อย ชนะใหญ่ไม่กี่ครั้ง และทำไมเวอร์ชันตลาดเดียวของรายย่อยถึงแกว่งกว่ามาก

อ่าน 11 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

MACD คืออะไร อ่านเส้น MACD, Signal และ Histogram พร้อมตัวอย่างคำนวณ

อธิบาย MACD ตั้งแต่ชื่อ Convergence Divergence สูตร EMA 12 26 9 วิธีอ่านเส้นตัดกัน เส้นศูนย์ และ Histogram พร้อมตัวอย่างตัวเลข และจุดที่ MACD หลอกบ่อย

อ่าน 9 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟเริ่มต้น

RSI คืออะไร สูตร Wilder วิธีอ่าน 70/30 และทำไม Overbought ยังขึ้นต่อได้

อธิบาย RSI ตั้งแต่สูตร Wilder พร้อมตัวอย่างคำนวณ 14 แท่ง วิธีอ่านเส้น 70 30 และ 50 ช่วงแกว่งที่เปลี่ยนตามเทรนด์ Failure swing และการใช้ RSI เป็นตัวกรองเทรนด์

อ่าน 9 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์