เรียนรู้ › จิตวิทยาการเทรด

ชนะติดกันแล้วพัง: Overconfidence, House money และการเพิ่ม lot ตามมือขึ้น

ชนะติดกันเกิดเองได้บ่อยในระบบที่ชนะราวครึ่งหนึ่ง จำลองให้เห็นว่าเพิ่ม lot ตามมือขึ้นเปลี่ยนผลและ Drawdown อย่างไร พร้อมงานวิจัยและกฎที่ใช้ได้จริงหลังวันที่ชนะเยอะ

กลาง อ่าน 11 นาที 23 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • ระบบชนะ 50% เทรด 100 ไม้ มีโอกาสราว 81% ที่จะเจอชนะติดกัน 5 ไม้ขึ้นไป โดยไม่ต้องมีฝีมือเพิ่มเลย
  • หลังกำไร คนมักกล้าเสี่ยงขึ้นเพราะรู้สึกว่าเล่นด้วยเงินกำไร (House money effect) และมักยกความดีให้ฝีมือตัวเอง
  • ในการจำลอง เพิ่ม lot แบบทวีตามมือขึ้น ทำให้โอกาสจบติดลบเพิ่มจาก 9% เป็นราว 20% ทั้งที่ผลกลาง ๆ แทบไม่ต่าง
  • ใช้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่ไม่ว่าเพิ่งชนะหรือแพ้ และทบทวนไม้ที่ชนะให้หนักเท่าไม้ที่แพ้

หลายคนระวังตัวดีตอนแพ้ แต่ช่วงที่บัญชีเสียหายหนักกลับเริ่มหลังวันที่ชนะเยอะ ชนะติดกันห้าไม้ รู้สึกว่าอ่านตลาดออก เลยเพิ่ม lot เปิดไม้นอกแผน และเทรดถี่ขึ้น บทนี้ดูว่าชนะติดกันเกิดเองโดยบังเอิญได้บ่อยแค่ไหน งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมหลังกำไร แล้วจำลองให้เห็นตัวเลขจริงว่าเพิ่ม lot ตามมือขึ้นเปลี่ยนผลอย่างไร

บทนี้ต่อยอดจาก อคติในการเทรด และเป็นด้านกลับของ แพ้ติดกันกี่ไม้ถึงเรียกว่าปกติ

ชนะติดกันเกิดเองได้บ่อยแค่ไหน

สมมติระบบชนะ 50% และแต่ละไม้ไม่เกี่ยวกัน โอกาสที่ 5 ไม้ชุดหนึ่งจะชนะหมดคือ 0.5 ยกกำลัง 5 = 3.1% ฟังดูยาก แต่เทรด 100 ไม้ ช่วงชนะติดเริ่มได้เกือบทุกไม้ เราคำนวณละเอียดด้วยการนับความน่าจะเป็นทีละไม้ (ไม่ได้สุ่ม) ได้ว่า

  • ระบบชนะ 50% เทรด 100 ไม้ มีโอกาส 81.0% ที่จะเจอชนะติดกัน 5 ไม้ขึ้นไป
  • โอกาสเจอชนะติด 7 ไม้ขึ้นไปยังมีถึง 31.8% และชนะติดยาวสุดโดยเฉลี่ยราว 6.0 ไม้
  • ระบบชนะแค่ 40% ก็ยังมีโอกาส 45.9% ที่จะเจอชนะติด 5 ไม้ขึ้นไป
100978155 321794 99804621 941<1 3+4+5+6+ 7+8+9+10+ ชนะติดกันอย่างน้อย (ไม้) ในการเทรด 100 ไม้ โอกาสที่จะเจอ (%) ระบบชนะ 50%ระบบชนะ 40%
โอกาสเจอชนะติดกันอย่างน้อย k ไม้ ในการเทรด 100 ไม้ คำนวณจากความน่าจะเป็น โดยสมมติว่าแต่ละไม้เป็นอิสระต่อกัน (ไม่ใช่ผลเทรดจริง) ชนะติด 5 ไม้ในระบบที่ชนะครึ่งต่อครึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณว่าฝีมือพุ่ง

ชนะติดกันยาว ๆ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเก่งขึ้น เหมือนแพ้ติดกันยาว ๆ ไม่ได้พิสูจน์ว่าระบบพัง ทั้งสองเป็นของที่โชคสร้างได้เอง

ทำไมสมองอ่านสตรีคเป็นฝีมือ

Self-attribution bias (อคติยกความดีให้ตัวเอง) คือแนวโน้มที่จะคิดว่าผลดีมาจากฝีมือ ส่วนผลร้ายมาจากโชคหรือปัจจัยภายนอก งานทบทวนของ Miller และ Ross (1975) พบว่าหลักฐานชัดที่สุดอยู่ด้านแรก คือการรับเครดิตเมื่อสำเร็จ ในการเทรดจะออกมาเป็นประโยคคุ้นหู ไม้ชนะ “อ่านขาดเลย” ไม้แพ้ “โดนข่าวกระชาก” หรือ “โบรกลาก”

Gervais และ Odean (2001) ทำแบบจำลองชื่อ “Learning to Be Overconfident” อธิบายว่า ถ้าเทรดเดอร์ให้เครดิตตัวเองกับไม้ที่ชนะมากเกินไป ความมั่นใจจะโตเร็วกว่าฝีมือจริง และโตเร็วที่สุดช่วงต้น ๆ ที่เพิ่งเริ่มประสบความสำเร็จ แบบจำลองนี้ไม่ได้บอกว่ากำไรช่วงแรกเป็นโชคทั้งหมด แต่บอกว่าวิธีที่เราเรียนรู้จากกำไรทำให้มั่นใจเกินได้ง่าย

ปัญหาคือ ช่วงที่มั่นใจที่สุดมักตรงกับช่วงหลังชนะติด ซึ่งจากหัวข้อก่อน เกิดเองโดยบังเอิญได้บ่อยอยู่แล้ว

House money effect: เงินกำไรรู้สึกเหมือนไม่ใช่เงินเรา

Thaler และ Johnson (1990) ทดลองให้คนเลือกเดิมพันหลังจากได้หรือเสียเงินมาก่อน พบสองรูปแบบ

  • House money effect หลังได้กำไรมา คนกล้าเสี่ยงมากขึ้น เหมือนนักพนันที่ชนะคาสิโนแล้วรู้สึกว่ากำลังเล่นด้วย “เงินเจ้ามือ” เสียไปก็ไม่เจ็บเท่าเงินตัวเอง
  • Break-even effect หลังขาดทุน คนกล้าเสี่ยงมากขึ้นเหมือนกัน ถ้าทางเลือกนั้นมีโอกาสพากลับมาเท่าทุน ซึ่งเป็นรากของ Revenge trading

ในบัญชีเทรด กำไรเมื่อวานกับเงินฝากตั้งต้นเป็นเงินก้อนเดียวกัน หนึ่งดอลลาร์มีค่าเท่ากัน แต่ใจเราแยกบัญชีไว้ เลยกล้าเอากำไรไปเสี่ยงหนักกว่า ด้านร่างกายก็มีส่วน ชัยชนะติดกันเปลี่ยนระดับฮอร์โมนและความอยากเสี่ยงได้ ดูเพิ่มในบท ฮอร์โมนความเครียดกับการกล้าเสี่ยง

Overtrading: มั่นใจเกินแล้วเทรดถี่

Barber และ Odean ศึกษาบัญชีจริงของนักลงทุนหุ้นรายย่อย ไม่ใช่การทดลองในห้อง

  • “Trading Is Hazardous to Your Wealth” (2000) ใช้ข้อมูลราว 66,000 ครัวเรือน ช่วงปี 1991–1996 กลุ่ม 20% ที่ซื้อขายถี่ที่สุดได้ผลตอบแทนสุทธิราว 11.4% ต่อปี ขณะที่ตลาดได้ราว 17.9% ส่วนต่างส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมและต้นทุนที่จ่ายตามจำนวนครั้ง ไม่ใช่เพราะเลือกหุ้นแย่กว่ามาก
  • “Boys Will Be Boys” (2001) พบว่าผู้ชายซื้อขายถี่กว่าผู้หญิงราว 45% และการซื้อขายถี่ทำให้ผลสุทธิของผู้ชายลดลงมากกว่า ผู้เขียนตีความว่าสอดคล้องกับ Overconfidence เพราะงานจิตวิทยาพบว่าผู้ชายมักมั่นใจในเรื่องการเงินมากกว่า
  • งานปี 2002 ของทั้งคู่ดูนักลงทุนที่เปลี่ยนไปซื้อขายออนไลน์ คนกลุ่มนี้ทำผลได้ดีกว่าตลาด ก่อน เปลี่ยน แต่หลังเปลี่ยนกลับซื้อขายถี่และเก็งกำไรมากขึ้น ผลตามหลังตลาด เป็นภาพที่ตรงกับบทนี้ ความสำเร็จก่อนหน้านำไปสู่การเทรดหนักขึ้น

ใน Forex และทองคำ ต้นทุนหลักคือ spread และค่าคอมมิชชัน ไม้ที่เปิดเพราะมั่นใจแต่ไม่มีความได้เปรียบ จึงไม่ได้ผลเฉลี่ยเป็นศูนย์ แต่ติดลบเท่าต้นทุน ดู ต้นทุน spread ต่อไม้

Hot hand: เรื่องที่ถกกันมากว่า 40 ปี

Gilovich, Vallone และ Tversky (1985) ดูสถิติการชู้ตบาสเกตบอล แล้วพบว่าโอกาสชู้ตลงหลังลูกที่ลง ไม่ได้สูงกว่าหลังลูกที่พลาดอย่างมีนัย จึงสรุปว่า “มือขึ้น” ที่ผู้เล่นและแฟนเชื่อกันเป็นภาพลวง งานนี้ถูกอ้างอิงเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการมองหารูปแบบในความสุ่ม

Miller และ Sanjurjo (2018) ชี้ว่าวิธีวัดนั้นมีอคติซ่อนอยู่ ลองโยนเหรียญ 4 ครั้ง แล้วดูว่า “หลังออกหัว ครั้งถัดไปออกหัวกี่ %” ในลำดับนั้น

  1. ลำดับที่เป็นไปได้มี 16 แบบ ตัดแบบที่ไม่มีหัวใน 3 ครั้งแรกออก (TTTT และ TTTH) เหลือ 14 แบบ
  2. คิด % ในแต่ละลำดับ เช่น HTHT ได้ 0% ส่วน HHHH ได้ 100%
  3. เฉลี่ยทั้ง 14 แบบ ได้ 40.5% ไม่ใช่ 50% ทั้งที่เหรียญยุติธรรม

ต้นเหตุคือลำดับที่มีหัวติดกันยาว ๆ มีหลายจังหวะให้นับ แต่ถูกนับเป็นค่าเดียว ส่วนลำดับที่หัวโผล่โดด ๆ ตามด้วยก้อย ได้ 0% เต็ม ๆ ค่าเฉลี่ยจึงถูกดึงลง พอนำอคตินี้ไปแก้กับข้อมูลชู้ตลูกแบบควบคุมในงานปี 1985 ผลกลับเห็นหลักฐานของมือขึ้น ข้อสรุปเดิมสำหรับข้อมูลชุดนั้นจึงกลับด้าน ส่วนมือขึ้นในกีฬาใหญ่แค่ไหน ยังถกกันต่อ

อคติเดียวกันโผล่ในบันทึกการเทรดได้ เราจำลองระบบที่ชนะ 50% แบบเหรียญล้วน ๆ เทรด 100 ไม้ ทำซ้ำ 200,000 รอบ แล้วนับ “อัตราชนะของไม้ที่ตามหลังชนะติด 3 ไม้” ในแต่ละบันทึก ค่าเฉลี่ยออกมาราว 46% ถ้าคุณเปิดบันทึกตัวเองแล้วเห็นแบบนี้ อย่าเพิ่งสรุปว่า “ชนะติดแล้วต้องแพ้” ผลแบบนี้ได้มาจากวิธีนับล้วน ๆ

บทเรียนสำหรับเทรดเดอร์มีสองข้อ ข้อแรก ความรู้สึกว่ามือขึ้นเชื่อไม่ได้ ข้อสอง คำถามที่ควรถามไม่ใช่ “ตอนนี้มือขึ้นไหม” แต่เป็น “ผลไม้ของระบบเราต่อเนื่องกันจริงหรือเปล่า” ซึ่งตอบได้ด้วยไม้จำนวนมาก และเทียบกับผลที่สลับลำดับไม้แบบสุ่มแล้ว ดู ต้องกี่ไม้ถึงพอ และ Monte Carlo

จำลอง: เพิ่ม lot ตามมือขึ้น เปลี่ยนผลแค่ไหน

ตั้งระบบสมมติที่มีความได้เปรียบเล็กน้อย ชนะ 50% ไม้ชนะได้ 1.2R ไม้แพ้เสีย 1R (R คือเงินที่เสียเมื่อโดน Stop loss หนึ่งครั้ง) ตั้ง 1R = 100 ดอลลาร์ เทรด 200 ไม้ ทำซ้ำ 20,000 รอบด้วยลำดับไม้ชุดเดียวกันสำหรับทุกกติกา

ผลเฉลี่ยต่อไม้ = 0.5 × 1.2 − 0.5 × 1 = 0.1R หรือ 10 ดอลลาร์ 200 ไม้จึงคาดได้ราว 2,000 ดอลลาร์ ผลจำลองของกติกา lot คงที่ได้เฉลี่ย 1,996 ดอลลาร์ ตรงกัน

เทียบสามกติกา

  • lot คงที่ เสี่ยง 1R ทุกไม้
  • เบิ้ลหลังชนะ 3 ไม้ ชนะติด 3 ไม้ขึ้นไป ไม้ถัดไปเสี่ยง 2R จนกว่าจะแพ้ แล้วกลับมา 1R
  • ทวีตามมือขึ้น ชนะติด 3 ไม้ เสี่ยง 2R ชนะติด 4 ไม้ เสี่ยง 4R ชนะติด 5 ไม้ขึ้นไป เสี่ยง 8R แพ้เมื่อไรกลับมา 1R
ผลหลัง 200 ไม้ (ดอลลาร์)lot คงที่เบิ้ลหลังชนะ 3 ไม้ทวีตามมือขึ้น
ผลกลาง (Median)+2,000+2,180+2,140
ผลเฉลี่ย+1,996+2,239+2,719
แย่สุด 5% ของรอบ−640−740−1,460
โอกาสจบติดลบ9.0%11.2%19.5%
Drawdown กลาง1,1201,2601,760
โอกาส Drawdown ถึง 2,0007.8%11.9%34.8%
+2,000+1,0000−1,000 −640−1,460 ผลกลาง: +2,000 กับ +2,140 แย่สุด 5% (เส้นประ) ไม้ที่ 0 ถึง 200 lot คงที่ทวีตามมือขึ้น
กำไรสะสม (ดอลลาร์) จากการจำลองระบบสมมติ ชนะ 50% ได้ 1.2R เสีย 1R ทำซ้ำ 20,000 รอบ ค่าทุก 25 ไม้ เส้นทึบคือผลกลาง เส้นประคือรอบที่แย่สุด 5% ผลกลางแทบเท่ากัน แต่ด้านร้ายของการทวีตามมือขึ้นลึกกว่ามาก (ข้อมูลจำลอง ไม่ใช่ตลาดจริง)

อ่านตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา

  1. ไม้ที่เบิ้ลไม่ได้ชนะบ่อยขึ้น ไม้ที่ตามหลังชนะติด 3 ไม้ชนะ 49.9% เท่าไม้อื่น สตรีคไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับไม้ถัดไป เพราะระบบนี้ผลแต่ละไม้ไม่เกี่ยวกัน
  2. เบิ้ลหลังชนะ 3 ไม้ แทบเท่ากับเพิ่ม lot คงที่ราว 12% ไม้ที่โดนเบิ้ลมีราว 12% ของทั้งหมด ขนาดเฉลี่ยจึงเป็น 1.12R เราลองรัน lot คงที่ 1.12R เทียบ ได้ผลกลาง +2,246 และโอกาส Drawdown ถึง 2,000 อยู่ที่ 12.3% ใกล้กันมาก กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นแค่ผลของการเสี่ยงมากขึ้นโดยเฉลี่ย ไม่ใช่ความได้เปรียบใหม่
  3. ทวีตามมือขึ้นทำให้ค่าเฉลี่ยสวย แต่ผลกลางไม่ดีขึ้น ค่าเฉลี่ยสูงเพราะมีบางรอบที่ชนะติดยาวแล้วได้ก้อนใหญ่ แต่ผลกลางยังราว 2,100 ขณะที่โอกาสจบติดลบเพิ่มจาก 9.0% เป็น 19.5% และโอกาส Drawdown ถึง 2,000 เพิ่มจาก 7.8% เป็น 34.8% หรือราว 4.5 เท่า

ถ้าระบบไม่มีความได้เปรียบเลย (ชนะ 50% ได้เสีย 1:1) ทุกกติกาได้ผลเฉลี่ยราวศูนย์เท่ากัน แต่โอกาส Drawdown ถึง 2,000 อยู่ที่ 29.7% สำหรับ lot คงที่ 40.5% สำหรับเบิ้ลหลังชนะ 3 ไม้ และ 80.5% สำหรับทวีตามมือขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่ได้อะไรกลับมา

และนี่คือกรณีที่ดีที่สุดสำหรับการเพิ่ม lot เพราะสมมติว่าคุณภาพการเทรดยังเท่าเดิม ในชีวิตจริง ไม้ที่เปิดตอนมั่นใจเกินมักเป็นไม้นอกแผน ความได้เปรียบของไม้ใหญ่จึงอาจต่ำกว่านี้อีก เราไม่ได้จำลองส่วนนั้นเพราะไม่มีตัวเลขที่เชื่อถือได้

ข้อยกเว้นที่ต้องพูดให้ครบ ถ้าระบบของคุณมีผลไม้ที่ต่อเนื่องกันจริง เช่น ระบบตามเทรนด์ที่ไม้ชนะมักมาเป็นกลุ่มในช่วงตลาดมีเทรนด์ การเพิ่มขนาดตามสตรีคอาจช่วยได้ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลายร้อยไม้ และระวังอคติการนับข้างบน ดูเรื่องการปรับขนาดตามเส้นกำไรได้ในบท Equity curve trading

กฎที่ใช้ได้จริงหลังชนะ

1. ความเสี่ยงต่อไม้คงที่ ไม่ขึ้นกับสตรีค กำหนด % เสี่ยงต่อไม้ไว้ในแผน เช่น 1% ของพอร์ต แล้วใช้เท่าเดิมทั้งหลังชนะและหลังแพ้ ถ้าจะเพิ่มขนาดตามพอร์ตที่โต ให้คำนวณใหม่ตามรอบที่กำหนดไว้ เช่นทุกต้นเดือน ไม่ใช่หลังวันที่ชนะเยอะ ดู เพิ่มขนาดไม้ตามพอร์ต และอย่าลืมว่าเสี่ยงต่อไม้สูงขึ้น โอกาสพอร์ตพังโตเร็วกว่าที่คิด ดู Risk of ruin

2. กฎพักหลังวันทำสถิติ (Cooling-off) เขียนไว้ล่วงหน้าว่า “วันทำสถิติ” คืออะไร เช่น กำไรวันนั้นเกิน 2 เท่าของวันบวกเฉลี่ย หรือพอร์ตทำจุดสูงสุดใหม่ แล้วตั้งกติกาว่า

  • หยุดเปิดไม้ใหม่ที่เหลือของวันนั้น
  • เซสชันถัดไปใช้ % เสี่ยงเดิม และจำนวนไม้สูงสุดต่อวันเท่าเดิม
  • ก่อนเทรดรอบถัดไป เขียนทบทวนไม้ที่ชนะให้เสร็จก่อน

ตัวเลข 2 เท่าเป็นแค่จุดเริ่ม ไม่มีงานวิจัยบอกว่าตัวเลขไหนดีที่สุด สิ่งสำคัญคือกติกาถูกเขียนตอนใจเย็น ไม่ใช่ตอนกำลังฮึก

3. ทบทวนไม้ชนะให้หนักเท่าไม้แพ้ ไม้ที่ชนะทุกไม้ ถามสี่ข้อในบันทึกการเทรด

  1. ไม้นี้อยู่ในแผนไหม หรือเปิดเพราะรู้สึก
  2. ขนาดไม้ตรงตามแผนไหม
  3. ออกตามกติกาไหม หรือโชคดีที่ราคาวิ่งมาช่วย
  4. ระหว่างถือ ราคาเคยไปทางผิดใกล้ Stop loss แค่ไหน ดู MAE และ MFE

ไม้ที่ผิดแผนแต่ได้กำไร คือไม้ที่อันตรายที่สุด เพราะสอนสมองว่าการทำผิดแผนให้รางวัล แยกกระบวนการออกจากผลลัพธ์ได้ในบท กระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ และใช้แบบฟอร์มจาก Trading journal

ไม้ที่ผิดแผนแต่ได้เงิน ให้บันทึกเป็นความผิดพลาด ไม่ใช่ความสำเร็จ

4. เพิ่มขนาดได้ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก ถ้าคิดว่าฝีมือดีขึ้นจริง ตั้งเงื่อนไขไว้ก่อน เช่น เทรดตามกติกาเดิมครบหลายร้อยไม้ ผลเฉลี่ยต่อไม้อยู่เหนือจุดคุ้มทุนชัดเจน และ Drawdown ยังอยู่ในกรอบที่คาด แล้วค่อยขยับขนาดทีละขั้นเล็ก ๆ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • คิดว่ากำไรเป็น “เงินฟรี” แล้วเอาไปเสี่ยงหนักกว่าเงินต้น ทุกดอลลาร์ในบัญชีมีค่าเท่ากัน
  • เพิ่ม lot หลังชนะติด ในระบบที่ผลแต่ละไม้ไม่เกี่ยวกัน ได้แค่ความเสี่ยงเพิ่ม และถ้าทวีหลายขั้น ด้านร้ายลึกขึ้นมาก
  • เทรดถี่ขึ้นหลังวันดี เปิดไม้นอก Setup เพราะ “ตลาดกำลังเข้าทาง” ทุกไม้จ่ายต้นทุน
  • ทบทวนแต่ไม้แพ้ ไม้ชนะที่มาจากโชคจึงไม่เคยถูกตรวจ และกลายเป็นนิสัย
  • อ่านสถิติ “หลังชนะติด” จากบันทึกไม่กี่ร้อยไม้ แล้วสรุปว่ามีรูปแบบ ทั้งที่การนับเองก็ให้ผลเพี้ยนได้
  • หยุดไม่ได้หลังชนะ หรือรู้สึกต้องเทรดต่อเรื่อย ๆ ถ้าเป็นบ่อยจนกระทบชีวิต ดู สัญญาณเตือนของการพนันและภาวะหมดไฟ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต โทร 1323
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

ชนะติดกันหลายไม้ แปลว่าช่วงนี้ฝีมือดีขึ้นใช่ไหม

ยังบอกไม่ได้ ระบบที่ชนะ 50% เทรด 100 ไม้ ชนะติดกันยาวสุดเฉลี่ยราว 6 ไม้อยู่แล้ว ต้องดูจากไม้จำนวนมากภายใต้กติกาเดิม ว่าอัตราชนะหรือกำไรเฉลี่ยต่อไม้ขยับขึ้นจริงหรือไม่ และดูว่าไม้ที่ชนะเป็นไปตามแผนหรือเปล่า

เพิ่ม lot หลังชนะติดกันผิดเสมอหรือเปล่า

ถ้าผลแต่ละไม้ไม่เกี่ยวกัน การเพิ่ม lot ตามสตรีคไม่ได้เพิ่มความได้เปรียบเลย แค่เพิ่มขนาดเฉลี่ยแบบสุ่ม ๆ ถ้าอยากเพิ่มขนาด ให้เพิ่มตามกติกาที่เขียนไว้ล่วงหน้าจากขนาดพอร์ต ไม่ใช่จากความรู้สึกว่ามือขึ้น

Hot hand มีจริงไหม

ในกีฬายังถกกันอยู่ งานปี 2018 ชี้ว่าวิธีวัดในงานคลาสสิกปี 1985 มีอคติ และพอแก้แล้วเห็นหลักฐานมือขึ้นบ้าง แต่ในการเทรด คำถามที่ต้องตอบคือผลไม้ของระบบเรามีความต่อเนื่องจริงไหม ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ไม่ใช่ความรู้สึก

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

จิตวิทยา
จิตวิทยาการเทรดกลาง

กลัวกดเข้าหลังแพ้ติด: ข้ามสัญญาณแล้วเสียอะไร จำลองให้ดู 20,000 รอบ

แพ้ติดแล้วไม่กล้ากดไม้ต่อไป ดูเหมือนปลอดภัย แต่ระบบชนะน้อยได้ไม้ใหญ่จะพลาดไม้ที่ทำเงิน จำลองให้ดูว่าเสียเท่าไร และวิธีแก้ที่ทำได้จริง

อ่าน 10 นาที
จิตวิทยา
จิตวิทยาการเทรดกลาง

ฮอร์โมนกับการเทรด: Testosterone, Cortisol และความกล้าเสี่ยงที่เปลี่ยนไปเอง

งานวิจัยบนห้องค้าจริงพบว่าฮอร์โมนขยับตามกำไรและความผันผวน บทนี้อธิบายกลไก ข้อจำกัดของหลักฐาน จำลองผลของการขยายไม้หลังชนะ และกฎที่ไม่ขึ้นกับอารมณ์

อ่าน 10 นาที
จิตวิทยา
จิตวิทยาการเทรดเริ่มต้น

เมื่อการเทรดเริ่มไม่ใช่การเทรด สัญญาณหมดไฟและพฤติกรรมคล้ายการพนัน

สัญญาณ Burnout และพฤติกรรมคล้ายการพนันในการเทรด ทำไมเทรดที่มี Leverage ดึงใจได้แรง พร้อมเช็กลิสต์รายสัปดาห์ วิธีพัก ตั้งขีดจำกัด และกลับมาเทรดใหม่

อ่าน 10 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์