เรียนรู้ › จัดการความเสี่ยง

MAE และ MFE วัดว่าแต่ละไม้ติดลบลึกแค่ไหน ใช้หลักฐานตั้ง SL และ TP

MAE คือระยะที่ไม้ติดลบลึกสุด MFE คือระยะที่บวกมากสุดระหว่างถือ อ่านกราฟสองตัวนี้เพื่อปรับ Stop loss และเป้าจากข้อมูลจริง พร้อมกับดักที่ทำให้หลอกตัวเอง

ขั้นสูง อ่าน 11 นาที 22 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • MAE คือระยะที่ราคาวิ่งสวนลึกสุดระหว่างถือ MFE คือระยะที่วิ่งไปทางกำไรไกลสุด วัดเป็น R จะเทียบข้ามไม้ได้
  • จาก MAE คำนวณได้แน่ว่า SL ที่แคบลงจะเปลี่ยนผลในอดีตยังไง แต่บอกไม่ได้ว่า SL ที่กว้างขึ้นจะเป็นยังไง
  • ไม้ชนะกองอยู่ฝั่ง MAE น้อยแม้ในระบบที่ไม่มี edge เลย ต้องเทียบกับค่าสุ่มก่อนสรุป
  • เลือกระยะ SL ที่ดีที่สุดจากข้อมูลชุดเดียวแล้วใช้ต่อ คือการ curve fit ต้องทดสอบกับข้อมูลที่ไม่ได้ใช้เลือก

ทุกไม้ที่เปิดมีสองตัวเลขที่ไม่โผล่ในประวัติการเทรด คือ ระหว่างถือ ราคาวิ่งสวนเราลึกสุดเท่าไร และวิ่งไปทางกำไรไกลสุดเท่าไร ตัวแรกเรียกว่า MAE (Maximum Adverse Excursion) ตัวที่สองเรียกว่า MFE (Maximum Favorable Excursion) แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักจาก John Sweeney ผู้เขียนหนังสือชื่อ Maximum Adverse Excursion ถ้าจดสองตัวเลขนี้ทุกไม้ จะเลิกเดาว่า SL แคบไปไหม หรือเป้าไกลไปไหม แล้วดูจากหลักฐานแทน บทนี้อธิบายวิธีวัด วิธีอ่านกราฟ และกับดักที่ทำให้หลักฐานนี้หลอกเราได้ง่ายมาก

MAE กับ MFE คืออะไร

  • MAE ระยะจากจุดเข้าไปถึงราคาที่แย่ที่สุดระหว่างถือ ไม้ Buy คือ ราคาเข้า − ราคาต่ำสุด ไม้ Sell คือ ราคาสูงสุด − ราคาเข้า
  • MFE ระยะจากจุดเข้าไปถึงราคาที่ดีที่สุดระหว่างถือ ไม้ Buy คือ ราคาสูงสุด − ราคาเข้า ไม้ Sell คือ ราคาเข้า − ราคาต่ำสุด
  • นับเฉพาะช่วงที่ออเดอร์เปิดอยู่ จากเวลาเข้าถึงเวลาออก

ให้วัดเป็น R คือหารด้วยระยะ Stop loss เดิมของไม้นั้น (1R = ระยะ SL) ไม้ที่ใช้ SL 20 pips กับไม้ที่ใช้ 50 pips จะเทียบกันได้ทันที MAE 0.5R แปลว่าราคาสวนมาครึ่งทางของ SL วิธีคิดผลเป็น R อยู่ใน บันทึกการเทรด

ตัวอย่าง 1 ไม้ คำนวณทีละขั้น

Buy EURUSD ที่ 1.08500 ตั้ง SL 1.08200 และ TP 1.09100 ระหว่างถือ ราคาลงไปต่ำสุด 1.08380 ขึ้นไปสูงสุด 1.08950 แล้วเราปิดเองที่ 1.08780

  1. ระยะ SL (1R) = 1.08500 − 1.08200 = 30 pips
  2. MAE = 1.08500 − 1.08380 = 12 pips = 12 ÷ 30 = 0.4R
  3. MFE = 1.08950 − 1.08500 = 45 pips = 45 ÷ 30 = 1.5R
  4. ผลไม้ = 1.08780 − 1.08500 = +28 pips = 28 ÷ 30 = +0.93R
  5. ส่วนที่เก็บได้จากระยะที่ราคาไปถึง = 28 ÷ 45 = 62% คืนกลับไประหว่างทาง 45 − 28 = 17 pips

ตรวจ: 0.93R ÷ 1.5R = 0.62 ตรงกับข้อ 5

TP 1.09100 SL 1.08200 (1R = 30 pips) เข้า 1.08500 MAE 12 pips (0.4R) MFE 45 pips (1.5R) ปิด +28 pips (0.93R)
แผนภาพจากตัวเลขในตัวอย่าง เส้นแดงคือ MAE เส้นเขียวคือ MFE เส้นน้ำเงินคือผลที่ได้จริง ไม้นี้เก็บได้ 62% ของระยะที่ราคาไปถึง

ไม้เดียวยังไม่บอกอะไร ประโยชน์เกิดตอนเอาหลายร้อยไม้มาวางเป็นกราฟ

ชุดข้อมูลจำลองที่ใช้ในบทนี้

ตัวเลขต่อจากนี้มาจากการจำลองเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ข้อมูลตลาดจริง เราสร้างไม้ 400 ไม้ด้วย node ราคาแต่ละไม้เดินแบบสุ่ม SL 1R, TP 2R และถ้าครบเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่โดนอะไร ก็ปิดที่ราคาตลาด (time stop) ไม่หัก spread

  • ชุดมี edge: 20% ของไม้ ราคามีแรงไปทางเราตั้งแต่เข้า อีก 80% สุ่มล้วน ได้ win rate 50.5% เฉลี่ย +0.349R ต่อไม้
  • ชุดไม่มี edge: สุ่มล้วนทุกไม้ ใช้เทียบ ได้ win rate 39.0% เฉลี่ย −0.017R ต่อไม้ (ค่าจริงคือ 0 ที่เหลือคือความบังเอิญของตัวอย่าง)

กราฟ MAE กับผลไม้: ไม้ชนะกองอยู่ฝั่งซ้าย

แกนนอนคือ MAE แกนตั้งคือผลไม้ ภาพที่เห็นแทบทุกระบบคือ ไม้ชนะส่วนใหญ่อยู่ฝั่งซ้าย คือติดลบไม่ลึก ส่วนไม้แพ้กองที่ MAE 1R เพราะโดน SL เต็ม

90% ของไม้ชนะอยู่ซ้ายเส้นนี้ (0.71R) ชนะ แพ้ ค่ากลาง MAE ของไม้ชนะ = 0.37R 180 ไม้โดน SL เต็ม กองที่มุมขวาล่าง ผลไม้ (R) +2+1 0−1 00.250.5 0.751 MAE: ติดลบลึกสุดระหว่างถือ (R)
ชุดจำลองที่มี edge 400 ไม้ (ข้อมูลจำลองเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ตลาดจริง) จุดที่เรียงแถวบนสุดคือไม้ที่ถึง TP 2R จุดกลางกราฟคือไม้ที่ปิดเพราะครบเวลา

ก่อนจะดีใจว่าระบบเราดี ให้เทียบกับชุดที่ไม่มี edge เลย

ค่าที่วัดชุดมี edgeชุดไม่มี edge
Win rate50.5%39.0%
ค่ากลาง MAE ของไม้ชนะ0.37R0.41R
ไม้ชนะ 90% มี MAE ไม่เกิน0.71R0.82R
ไม้ชนะที่ MAE ต่ำกว่า 0.5R66.8%59.0%
ไม้ที่เคยติดลบถึง 0.75R แล้วกลับมาชนะ9.2%9.0%

ไม้ชนะกองฝั่งซ้ายทั้งสองชุด ภาพนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเรขาคณิต ไม่ใช่ฝีมือ ไม้ที่ติดลบไปแล้ว 0.75R เหลือระยะถึง SL แค่ 0.25R แต่ต้องวิ่งอีก 2.75R ถึงจะถึง TP ถ้าราคาเดินสุ่ม โอกาสถึง TP ก่อน = 0.25 ÷ (0.25 + 2.75) = 8.3% ใกล้กับ 9.0% และ 9.2% ในตาราง (ที่ต่างไปนิดมาจาก time stop และความบังเอิญของตัวอย่าง) สิ่งที่ edge เปลี่ยนจริงคือขอบของกลุ่มไม้ชนะขยับเข้ามาทางซ้าย ซึ่งต่างกันไม่มาก วิธีสร้างชุดเทียบแบบนี้กับระบบตัวเองอยู่ใน ทดสอบกับการเข้าแบบสุ่ม

ใช้ MAE ปรับ SL: อะไรรู้ได้แน่ อะไรรู้ไม่ได้

MAE ทำให้คำนวณย้อนหลังได้ตรงตัวว่าถ้า SL แคบลง ผลจะเปลี่ยนยังไง กติกามีข้อเดียว ไม้ไหน MAE ถึงระยะ SL ใหม่ ไม้นั้นจะโดนตัดที่ SL ใหม่ ไม้ที่เหลือผลเท่าเดิม (สมมติว่าได้ราคาที่ SL พอดี ไม่มี slippage)

ชุดมี edge ลองบีบ SL จาก 1R ลงมา ใช้ lot เท่าเดิม:

SL ใหม่Win rateไม้ชนะที่กลายเป็นแพ้เฉลี่ยต่อไม้ (R ของ SL เดิม)
1.0R (เดิม)50.5%0+0.349
0.9R49.0%6+0.358
0.8R47.3%13+0.370
0.7R44.3%25+0.363
0.5R33.8%67+0.278
0.3R22.0%114+0.172

ดูทีละขั้นที่ SL 0.8R: ไม้ชนะ 13 ไม้กลายเป็นแพ้ เสียไป 26.27R ไม้แพ้ 183 ไม้ที่เคยเสียเกิน 0.8R (180 ไม้ในนั้นเสียเต็ม 1R) เหลือเสีย 0.8R ได้คืน 36.30R มีไม้แพ้เล็ก ๆ 5 ไม้ที่ปิดเพราะครบเวลา แต่เคยติดลบเกิน 0.8R ระหว่างทาง ถูกตัดลึกขึ้นอีก 1.48R รวมได้ 36.30 − 26.27 − 1.48 = +8.55R จาก 400 ไม้ = +0.021R ต่อไม้ ตรงกับ 0.370 − 0.349 ในตาราง

MAE ตอบได้แน่แค่คำถามว่า “ถ้า SL แคบกว่านี้ จะเกิดอะไรกับไม้ในอดีต” ส่วน SL ที่กว้างกว่าเดิม ข้อมูลไม่มี เพราะไม้ที่โดน SL ไปแล้ว เราไม่รู้ว่าถ้าไม่โดนตัด ราคาจะไปทางไหนต่อ

อีกเรื่องที่ตารางนี้ไม่ได้บอก คือถ้าบีบ SL แล้วเพิ่ม lot ให้เสี่ยงเป็นเงินเท่าเดิม spread และ slippage ที่เป็นราคาคงที่ จะกลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นของความเสี่ยงทันที ผลทดสอบจริงที่ SL แคบทำให้ระบบพังอยู่ใน Stop loss แคบหรือกว้าง

จากการทดสอบย้อนหลังของเรา

ในการทดสอบย้อนหลังของเรา เราบันทึก MAE ของทุกไม้จากระบบที่รับย่อตัวบนทองคำ M1 ระบบนี้วาง SL ตามความกว้างของคลื่น จึงวัด MAE เป็น % ของความกว้างคลื่น ไม้แพ้ส่วนใหญ่ติดลบราว 18–19% ก่อนโดนตัด ซึ่งคือตำแหน่ง SL

ช่วงข้อมูลจำนวนไม้ไม้ชนะค่ากลาง MAE ไม้ชนะไม้ชนะ 90% ไม่เกินไม้ชนะที่ติดลบ 9% ขึ้นไป
ม.ค.–ก.ค. 2026 (tick จริง)204488.4%17.5%21 ไม้ (44%)
ม.ค.–ธ.ค. 2022 (tick สร้างจากแท่ง 1 นาที)3986210.1%16.7%32 ไม้ (52%)

ค่ากลางบอกว่าไม้ชนะราวครึ่งหนึ่งติดลบไม่ถึงครึ่งทางของ SL ฟังดูน่าบีบ SL ลงครึ่งหนึ่ง แต่คอลัมน์สุดท้ายบอกอีกด้าน ไม้ชนะเกือบครึ่งติดลบเกิน 9% ซึ่งราวครึ่งทางของ SL ถ้าบีบ SL ไว้ตรงนั้น ไม้กลุ่มนี้จะกลายเป็นไม้แพ้ทั้งหมด และ 1 ใน 10 ของไม้ชนะลงไปเกือบแตะ SL ก่อนกลับตัว ไม้ชนะของระบบรับย่อตัวมัก “หายใจ” ลึก จำนวนไม้ชนะในแต่ละปีมีแค่ 48–62 ไม้ ขอบของกลุ่มจึงยังขยับได้ เป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง

MFE กับประสิทธิภาพการออก

MFE ตอบคำถามฝั่งกำไร คือ ราคาเคยไปถึงไหน และเราเก็บไว้ได้เท่าไร

เส้นประ = เก็บได้ครบทุกระยะที่ราคาไปถึง ชนะ แพ้ ยิ่งห่างใต้เส้น ยิ่งคืนกำไรระหว่างทาง แถวล่างขวา: ไม้แพ้ที่เคยบวกเกิน +1R ผลไม้ (R) +2+1 0−1 00.51 1.52 MFE: บวกมากสุดระหว่างถือ (R)
ชุดจำลองเดียวกับกราฟก่อนหน้า (ข้อมูลจำลอง ไม่ใช่ตลาดจริง) ไม้ที่ถึง TP 2R ซ้อนกันอยู่จุดเดียวที่มุมขวาบน

ตัวเลขจากชุดมี edge:

  • ไม้ชนะที่ปิดเพราะครบเวลา 66 ไม้ ค่ากลางเก็บได้ 55.6% ของ MFE ที่เหลือคืนตลาดไประหว่างทาง
  • ไม้แพ้ 198 ไม้ มี 35 ไม้ (17.7%) เคยบวกถึง +1R และ 76 ไม้ (38.4%) เคยบวกถึง +0.5R ก่อนจะกลับมาแพ้

MFE ใช้ทดสอบเป้าที่ใกล้กว่าเดิมได้ตรงตัว แบบเดียวกับที่ MAE ใช้กับ SL ที่แคบลง ไม้ไหน MFE ถึงเป้าใหม่ ถือว่าได้เป้าใหม่ ไม้อื่นผลเท่าเดิม เพราะ MFE วัดก่อนไม้ปิด ราคาจึงไปถึงเป้าใหม่ก่อนจะโดน SL แน่นอน

TPWin rateเฉลี่ยต่อไม้
0.5R69.5%+0.043R
1.0R59.3%+0.184R
1.5R52.3%+0.251R
2.0R (เดิม)50.5%+0.349R

เป้าใกล้ชนะบ่อยขึ้นแต่กำไรรวมหาย เหมือนที่เห็นใน Take profit ใกล้หรือไกล ส่วนเป้าที่ไกลกว่า 2R ทดสอบจากข้อมูลนี้ไม่ได้ เพราะ MFE ของไม้ที่ถึง TP ถูกตัดไว้ที่ 2R พอดี เราไม่รู้ว่าถ้าไม่ปิด ราคาจะไปได้อีกเท่าไร

เรื่อง เลื่อน SL ไปจุดคุ้มทุน MAE กับ MFE ตอบให้ไม่ได้ เพราะสองตัวเลขนี้ไม่บอกว่าจุดแย่สุดเกิดก่อนหรือหลังจุดดีสุด ไม้ที่ MAE 0.4R และ MFE 1.5R อาจติดลบก่อนแล้วค่อยขึ้น (Break-even ไม่ทำอะไร) หรือขึ้นก่อนแล้วย้อนมาแตะจุดเข้า (Break-even ตัดไม้นี้ทิ้ง) ต้องใช้ข้อมูลราคาทั้งเส้นทาง หรือจด “MAE หลังจากบวกถึง +1R” เป็นอีกคอลัมน์ เช่นเดียวกับ Trailing stop ที่ต้องรู้ลำดับของราคา

กับดัก: ดู MAE แล้วปรับให้พอดี คือ curve fitting

ในตาราง SL ด้านบน 0.8R ดีที่สุด แต่ชุดจำลองนี้สร้างจากโมเดลที่เรารู้คำตอบ ไม้ที่มีแรงไปทางเราไม่ได้ประโยชน์จาก SL ที่แคบลงเลย ส่วนไม้สุ่มได้ค่าเฉลี่ยเป็นศูนย์ไม่ว่า SL อยู่ตรงไหน 0.8R ที่ดูดีกว่าจึงเป็นแค่ความบังเอิญของ 400 ไม้ชุดนี้

เพื่อวัดว่าความบังเอิญนี้หลอกได้แค่ไหน เราจำลองซ้ำ 300 ชุด ชุดละ 400 ไม้ ใช้ 200 ไม้แรกเลือก SL ที่ดีที่สุดจาก 8 ค่า (0.3R ถึง 1.0R) แล้วเอาค่านั้นไปใช้กับอีก 200 ไม้ที่ไม่ได้ใช้เลือก

  • ชุดไม่มี edge: SL ที่เลือกได้ทำเฉลี่ย +0.061R ต่อไม้ในข้อมูลที่ใช้เลือก พอไปใช้กับข้อมูลใหม่เหลือ +0.012R ใกล้กับ +0.003R ของ SL เดิม ความได้เปรียบเกือบทั้งหมดหายไป
  • ชุดมี edge: ในข้อมูลที่ใช้เลือก SL ที่เลือกดีกว่า SL เดิม (+0.345R เทียบ +0.335R) แต่ในข้อมูลใหม่กลับแย่กว่า (+0.307R เทียบ +0.317R) และชนะ SL เดิมแค่ 47 จาก 300 ชุด

ค่าที่ดีที่สุดจากข้อมูลชุดที่ใช้เลือก ดูดีเกินจริงเสมอ ต้องพิสูจน์กับข้อมูลที่ไม่ได้ใช้เลือก ถ้าดีขึ้นแค่นิดเดียว ให้ถือว่าไม่ต่าง

วิธีแบ่งข้อมูลอย่างเป็นระบบอยู่ใน Walk-forward testing และเรื่องเลือกค่าบนยอดแหลมอยู่ใน Overfitting: ยอดแหลมกับที่ราบ จำนวนไม้ที่พอจะตัดสินดูใน ต้องมีกี่ไม้

วิธีจดและคำนวณเอง

เพิ่ม 4 คอลัมน์ในบันทึกการเทรด: ราคาต่ำสุดระหว่างถือ ราคาสูงสุดระหว่างถือ MAE (R) และ MFE (R)

  • ไม้ Buy: MAE (R) = (ราคาเข้า − ต่ำสุด) ÷ (ราคาเข้า − SL), MFE (R) = (สูงสุด − ราคาเข้า) ÷ (ราคาเข้า − SL)
  • ไม้ Sell: MAE (R) = (สูงสุด − ราคาเข้า) ÷ (SL − ราคาเข้า), MFE (R) = (ราคาเข้า − ต่ำสุด) ÷ (SL − ราคาเข้า)
  • ส่วนที่เก็บได้ = ผลไม้ ÷ MFE ใช้เฉพาะไม้ที่ MFE มากกว่าศูนย์

หาราคาสูงสุดต่ำสุดจากกราฟ M1 ช่วงเวลาที่ถือ แท่งที่เข้าและแท่งที่ออกมีราคาก่อนเข้าและหลังออกปนอยู่ ตัวเลขจึงคลาดได้เล็กน้อย กราฟ MT5 ของคู่เงินส่วนใหญ่วาดจากราคา Bid ไม้ Buy ปิดที่ Bid จึงใช้ได้ตรง แต่ไม้ Sell ปิดที่ Ask ให้บวก spread เข้าไปกับราคาสูงสุดที่เห็น ไม่อย่างนั้น MAE ของไม้ Sell จะดูน้อยกว่าจริง

รายงานของ Strategy Tester ใน MT5 มีกราฟการกระจาย MFE และ MAE ให้ดูภาพรวมของการทดสอบย้อนหลัง แต่รายการ deals บอกแค่ราคาเข้า ราคาออก และกำไร ไม่มีคอลัมน์ MAE หรือ MFE ของแต่ละไม้ให้นำไปคำนวณต่อ ถ้าใช้ EA ให้ EA เก็บราคาต่ำสุดและสูงสุดตั้งแต่เปิดออเดอร์ทุก tick แล้วเขียนลงไฟล์ตอนปิด ซึ่งแม่นกว่าการย้อนดูกราฟ

กฎใช้งาน

  1. จดทุกไม้ ไม่ใช่เฉพาะไม้ที่จำได้ และวัดเป็น R
  2. ดูขอบของกลุ่มไม้ชนะ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ถามว่า “ไม้ชนะกี่ไม้และกำไรเท่าไร จะหายไปถ้า SL อยู่ตรงนี้”
  3. เทียบกับชุดเข้าแบบสุ่มที่ใช้ SL และ TP เดียวกันก่อน ถ้าภาพเหมือนกัน แปลว่ายังไม่ได้เห็นอะไรเกี่ยวกับ edge
  4. ใช้ MAE กับคำถาม SL แคบลง และ MFE กับคำถามเป้าใกล้ขึ้นเท่านั้น คำถามฝั่งกว้างขึ้นหรือไกลขึ้นต้องทดสอบใหม่
  5. ปรับทีละอย่าง บีบ SL พร้อมย้ายเป้าคำนวณจาก MAE กับ MFE ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อน
  6. ทุกค่าที่เลือกจากข้อมูล ต้องผ่านข้อมูลที่ไม่ได้ใช้เลือก และต้องดีกว่าเดิมชัดเจน ไม่ใช่นิดเดียว

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • เห็นไม้ชนะกองฝั่งซ้ายแล้วบีบ SL ทันที ภาพนี้เกิดได้แม้ไม่มี edge และไม้ชนะที่อยู่ปลายขอบมักเป็นไม้ที่ทำกำไรก้อนใหญ่
  • ใช้ MAE ตอบคำถามว่า SL กว้างขึ้นดีไหม ข้อมูลไม่มีคำตอบ ไม้ที่โดนตัดไปแล้วไม่มีอนาคตให้ดู
  • ลืมต้นทุนเมื่อเพิ่ม lot ตาม SL ที่แคบลง spread และ slippage คิดเป็น R ใหญ่ขึ้นตามสัดส่วน
  • วัด MAE ของไม้ Sell จากราคา Bid บนกราฟ ไม้ Sell ปิดที่ Ask ต้องบวก spread
  • ใช้ไม้น้อยแล้วเชื่อขอบของกลุ่ม ขอบที่มาจาก 30–60 ไม้ชนะ ขยับได้มากเมื่อเพิ่มข้อมูล
  • เลือก SL ที่ดีที่สุดย้อนหลังแล้วรายงานผลจากข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนั้นดีเกินจริงเสมอ
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

MT5 แสดง MAE และ MFE ให้ไหม

รายงานผลของ Strategy Tester ใน MT5 มีกราฟการกระจาย MFE และ MAE เทียบกับกำไรของแต่ละไม้ให้ดูภาพรวม แต่รายการ deals และประวัติบัญชีจริงไม่มีคอลัมน์ราคาแย่สุดและดีสุดระหว่างถือของแต่ละไม้ ถ้าต้องการตัวเลขรายไม้ ต้องหาเองจากกราฟ หรือให้ EA บันทึกราคาต่ำสุดและสูงสุดระหว่างที่ออเดอร์เปิดอยู่

ต้องมีกี่ไม้ถึงจะอ่านกราฟ MAE ได้

ยิ่งมากยิ่งดี เพราะสิ่งที่ใช้ตัดสินคือขอบของกลุ่มไม้ชนะ ซึ่งมีไม้อยู่ไม่กี่ไม้ ถ้ามีไม้ชนะแค่ 30–40 ไม้ ขอบนั้นขยับได้มากเมื่อเพิ่มข้อมูล ควรมีหลายร้อยไม้ และแบ่งข้อมูลไว้ทดสอบแยก

ไม้ชนะส่วนใหญ่ติดลบไม่ถึงครึ่งทางของ SL แปลว่าควรบีบ SL ลงครึ่งหนึ่งไหม

ยังไม่ควร ดูก่อนว่าไม้ชนะที่ติดลบเกินครึ่งทางมีกี่ไม้ และทำกำไรรวมเท่าไร ไม้กลุ่มนี้จะกลายเป็นไม้แพ้ทันทีถ้าบีบ SL แล้วต้องทดสอบกับข้อมูลชุดอื่นด้วย

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงกลาง

Gap สุดสัปดาห์: ทำไม Stop loss ไม่ได้รับประกันราคาออก และรับมือยังไง

ตลาดปิดเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่หยุด ราคาเช้าวันจันทร์จึงกระโดดข้าม Stop loss ได้ ดูตัวอย่างทองคำ ขาดทุน 3 เท่าของแผน ตำนาน Gap fill และวิธีคิด lot ไม้ที่ถือข้ามสัปดาห์

อ่าน 12 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงกลาง

Trailing stop 7 แบบ เทียบด้วยตัวเลข: ลากแคบได้ไม้ชนะเล็ก ไม้ใหญ่หายไป

Trailing stop แบบระยะคงที่ ATR/Chandelier, Swing low, เส้น MA, Parabolic SAR, บันได และออกตามเวลา ทำงานยังไง จำลอง 20,000 เส้นทางเทียบค่าคาดหวัง พร้อมผลทดสอบบนทองคำ

อ่าน 14 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงกลาง

ATR คืออะไร ใช้วาง Stop loss และคำนวณ lot ตามความผันผวนของตลาด

อธิบาย ATR ตั้งแต่ True Range ที่รวม gap สูตรเฉลี่ยแบบ Wilder ตัวอย่างคำนวณ การวาง Stop loss 1.5–3 เท่า ATR, Trailing stop, คิด lot และตัวกรองความผันผวน

อ่าน 10 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์