เรียนรู้ › จัดการความเสี่ยง

ทบต้นขนาดไม้ยังไงให้พอร์ตโต: lot คงที่ เสี่ยงเป็น % และสูตร Kelly

เทียบ lot คงที่กับเสี่ยงเป็น % ของพอร์ต คณิตศาสตร์ของการทบต้น ทำไม +50% แล้ว −50% เหลือ 75 สูตร Kelly และทำไมเสี่ยงมากเกินไปทำให้พอร์ตโตช้าลง

กลาง อ่าน 11 นาที 21 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • การทบต้นคือการคิด lot ใหม่จากยอดพอร์ตปัจจุบัน พอร์ตโตไม้โต พอร์ตลดไม้เล็กลงเอง
  • ความผันผวนกินการเติบโต +50% แล้ว −50% เหลือ 75 ไม่ใช่ 100 เพราะพอร์ตโตแบบคูณ ไม่ใช่แบบบวก
  • เสี่ยงต่อไม้มากขึ้นไม่ได้แปลว่าโตเร็วขึ้น เลยจุด Kelly ไปพอร์ตโตช้าลง และเกินราวสองเท่าของ Kelly พอร์ตหดทั้งที่ระบบยังได้เปรียบ
  • Kelly เต็มอ่อนไหวกับตัวเลขที่ประเมินผิด และ drawdown ลึกมาก คนส่วนใหญ่จึงใช้แค่เศษส่วนของมัน
  • ในการทดสอบย้อนหลังของเรา การทบต้นทำให้กำไรมากขึ้น แต่กำไรต่อ drawdown แย่ลง วิธีเพิ่มขนาดใดก็ตามต้องชนะการเพิ่ม lot ตรง ๆ ที่ drawdown เท่ากันก่อน

การทบต้นขนาดไม้ (Compounding) คือการคิดขนาด lot ใหม่จากยอดพอร์ตปัจจุบัน แทนที่จะใช้ lot เท่าเดิมตลอด พอร์ตโตไม้ก็โต พอร์ตลดไม้ก็เล็กลง ฟังดูเป็นทางลัดให้พอร์ตโตเร็ว แต่คณิตศาสตร์ของการคูณมีกับดักอยู่ เสี่ยงมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง พอร์ตจะโตช้าลง และหดได้ทั้งที่ระบบยังมีความได้เปรียบ บทนี้คำนวณให้ดูทีละขั้น ตั้งแต่ volatility drag ไปจนถึงสูตร Kelly และผลจากการทดสอบของเราบนทองคำ

lot คงที่ กับ เสี่ยงเป็น % ของพอร์ต

  • lot คงที่ (Fixed lot) เปิด 0.05 lot ทุกไม้ ไม่ว่าพอร์ตจะเป็นเท่าไร กำไรขาดทุนต่อ 1R (หนึ่งเท่าของความเสี่ยงต่อไม้) เป็นเงินเท่าเดิม พอร์ตจึงโตแบบเส้นตรง
  • เสี่ยงเป็น % คงที่ (Fixed fractional) เสี่ยง 1% ของพอร์ตทุกไม้ lot = (พอร์ต × % เสี่ยง) ÷ (ระยะ Stop loss คิดเป็นเงินต่อ 1 lot) วิธีคิดละเอียดอยู่ในบท คำนวณขนาดไม้จากระยะ Stop loss พอร์ตจึงโตแบบทวีคูณ

ข้อที่คนมักมองข้าม: lot คงที่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงคงที่ ถ้าระยะ Stop loss เปลี่ยน เงินที่เสี่ยงต่อไม้ก็เปลี่ยนตาม ในการทดสอบย้อนหลังของเรา ระบบหนึ่งบนทองคำวาง Stop loss ที่ 0.6% ของราคา พอทองขึ้นจากราว 1,760 ไปราว 4,266 ดอลลาร์ ระยะ Stop loss คิดเป็นเงินต่อ lot ก็โตตาม 2.4 เท่า lot เท่าเดิมจึงเสี่ยงเป็นเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าใช้งบเสี่ยง % เท่าเดิม lot ที่ซื้อได้ก็เล็กลง 2.4 เท่า

+50% แล้ว −50% ทำไมไม่กลับมาที่เดิม

พอร์ตโตแบบคูณ ไม่ใช่แบบบวก เริ่ม 100 กำไร 50% ได้ 150 แล้วขาดทุน 50% เหลือ 75 กลับลำดับก็ได้เท่ากัน 100 × 0.5 × 1.5 = 75 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของ +50% กับ −50% คือ 0% แต่ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต (อัตราที่พอร์ตโตจริงต่อรอบ) คือ √(1.5 × 0.5) − 1 = −13.4%

100 150 (กำไร +50%) 50 (ขาดทุน −50%) 75 (หาย 25%) ทุนเริ่ม 100 ขึ้นก่อน: × 1.5 แล้ว × 0.5 ลงก่อน: × 0.5 แล้ว × 1.5 เฉลี่ยเลขคณิต 0% ต่อรอบ แต่โตจริง −13.4% ต่อรอบ
แผนภาพ volatility drag ลำดับไม่สำคัญ ผลคูณ 1.5 × 0.5 = 0.75 เท่ากันทั้งสองทาง ยิ่งแกว่งกว้าง ส่วนที่หายยิ่งมาก
กำไรแล้วขาดทุนเท่ากันผลหลังสองรอบโตจริงต่อรอบ (เรขาคณิต)
+10% / −10%−1%−0.5%
+20% / −20%−4%−2.0%
+50% / −50%−25%−13.4%

ส่วนที่หายไปนี้เรียกว่า volatility drag ประมาณได้ด้วย อัตราโตจริง ≈ ค่าเฉลี่ย − ความแปรปรวน ÷ 2 ยิ่งเสี่ยงต่อไม้มาก ผลแต่ละไม้ยิ่งแกว่งกว้าง ความแปรปรวนโตเร็วกว่า (ตามกำลังสองของ % เสี่ยง) ขณะที่ค่าเฉลี่ยโตแค่เส้นตรง ถึงจุดหนึ่งส่วนที่ถูกหักจึงแซงกำไร นี่คือที่มาของ “โหนก” ในหัวข้อถัดไป และเป็นเหตุผลเดียวกับที่ขาดทุน 50% ต้องกำไร 100% ถึงจะกลับมา อ่านต่อใน ทำไมหลายคนเสี่ยงแค่ 1% ต่อไม้

ตัวอย่าง: ระบบเดียวกัน 200 ไม้ ต่างกันแค่ % เสี่ยง

สมมติระบบที่รู้ตัวเลขแน่นอน (ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้) ชนะ 35% ไม้ชนะได้ +2R ไม้แพ้เสีย −1R

  1. ความได้เปรียบต่อไม้ (Expectancy) = 0.35 × 2 − 0.65 × 1 = +0.05R บางแบบที่ระบบจริงหลายตัวเป็น
  2. สร้างลำดับ 200 ไม้ ชนะ 70 แพ้ 130 สลับลำดับแบบสุ่ม (แพ้ติดกันยาวสุด 8 ไม้) ทุนเริ่ม 10,000
  3. เสี่ยง 1%: ไม้ชนะพอร์ต × 1.02 ไม้แพ้พอร์ต × 0.99 ทุนปลายทาง = 10,000 × 1.02⁷⁰ × 0.99¹³⁰ = 10,000 × 3.9996 × 0.2708 = 10,829
  4. ทำแบบเดียวกันทุกระดับความเสี่ยง และวัด drawdown ลึกสุดระหว่างทาง
เสี่ยงต่อไม้ทุนปลายทางDD ลึกสุด (ลำดับนี้)DD ลึกสุด ค่ากลาง (median จากการสุ่ม 20,000 รอบ)โอกาสจบต่ำกว่าทุนโอกาส DD ถึง 50%
0.5%10,4595.9%8.8%30.4%0.0%
1%10,82911.5%17.0%35.8%0.0%
2%11,26522.1%32.4%35.8%8.7%
2.5%11,32027.0%38.8%41.5%21.5%
5%10,03648.3%65.9%47.3%85.3%
10%3,92876.2%92.2%70.0%100%

คอลัมน์สามคอลัมน์ขวามาจากการสุ่มลำดับผลใหม่ 20,000 รอบ (แต่ละรอบ 200 ไม้ ชนะไม้ละ 35%) ค่ากลางของทุนปลายทางตรงกับคอลัมน์ที่สองพอดี

ทุนปลายทางหลัง 200 ไม้ (เริ่ม 10,000) 1%: 10,829 สูงสุดที่ 2.5% (Kelly): 11,320 5% ≈ เท่าทุน 10,036 10%: เหลือ 3,928 Drawdown ลึกสุดระหว่างทาง 11.5% 27.0% 48.3% 76.2% 12,00010,000 8,0006,000 4,000 0%20% 40%60% 80% 0%2%4% 6%8%10% ความเสี่ยงต่อไม้ (% ของพอร์ต)
คำนวณจากลำดับผลสมมติ 200 ไม้ (ชนะ 35% ได้ +2R เสีย −1R) ไม่ใช่ข้อมูลตลาดจริง ทุนปลายทางเป็นโหนก สูงสุดที่ 2.5% แล้วตก ส่วน drawdown ลึกขึ้นทุกครั้งที่เพิ่มความเสี่ยง เส้นประคือทุนเริ่ม 10,000

สามเรื่องที่ตารางบอก

  • เกิน 2.5% ไป ได้น้อยลงแต่เจ็บมากขึ้น เสี่ยง 3% ได้ 11,265 เท่ากับเสี่ยง 2% แต่ DD ลึก 31.7% แทน 22.1% และเสี่ยง 10% เสียไป 61% ทั้งที่เป็นระบบที่ได้เปรียบตัวเดียวกัน
  • ทุนปลายทางขึ้นกับจำนวนไม้ชนะแพ้เท่านั้น ไม่ขึ้นกับลำดับ เพราะการคูณสลับที่ได้ แต่ drawdown ระหว่างทางขึ้นกับลำดับมาก
  • ระบบได้เปรียบก็จบขาดทุนได้ ที่ความได้เปรียบ +0.05R หนึ่งในสามของรอบสุ่ม 200 ไม้จบต่ำกว่าทุนแม้เสี่ยงแค่ 0.5% เรื่องแพ้ติดกันอ่านต่อใน แพ้ติดกันหลายไม้เป็นเรื่องปกติ
14,00010,000 6,0002,000 ไม้ที่ 0100200 เสี่ยง 1% จบ 10,829 เสี่ยง 2.5% จบ 11,320 เสี่ยง 10% จบ 3,928
เส้นพอร์ตจากลำดับผลสมมติชุดเดียวกับกราฟก่อนหน้า (ไม่ใช่ตลาดจริง) ไม้เข้าออกเหมือนกันทุกไม้ ต่างกันแค่ % เสี่ยง เสี่ยง 2.5% ขึ้นไปสูงสุดราว 14,100 ก่อนย่อลงมา ส่วนเสี่ยง 10% ขึ้นไปถึงราว 13,800 ใน 27 ไม้แรก แล้วร่วงลงลึกสุด 76% ไม้ชุดเดียวกันแท้ ๆ

สูตร Kelly หาจุดสูงสุดของโหนก

Kelly criterion คือสัดส่วนเสี่ยงต่อไม้ที่ทำให้พอร์ตโตเร็วที่สุดในระยะยาว สำหรับระบบที่ชนะได้ R เท่าของที่แพ้

f* = W − (1 − W) ÷ R โดย W คืออัตราชนะ และ R คือกำไรเฉลี่ยไม้ชนะ ÷ ขาดทุนเฉลี่ยไม้แพ้

ระบบตัวอย่าง: f* = 0.35 − 0.65 ÷ 2 = 0.35 − 0.325 = 0.025 หรือ 2.5% ตรงกับยอดโหนกในกราฟ ค่า f* นี้หมายถึงเงินที่เสียถ้าโดน Stop loss เป็น % ของพอร์ต ไม่ใช่ขนาด lot

สองจุดที่ควรจำ

  • ราว 2 เท่าของ Kelly การเติบโตเป็นศูนย์ ในตัวอย่างนี้จุดนั้นอยู่ที่ราว 5.04% เสี่ยง 5% จึงจบ 10,036 แทบเท่าทุน
  • เกินจากนั้น พอร์ตหดในระยะยาว แม้ความได้เปรียบต่อไม้ยังเป็นบวก เพราะ volatility drag ชนะค่าเฉลี่ย ถ้าได้ผลลบ (f* ติดลบ) แปลว่าระบบไม่มีความได้เปรียบ ไม่ควรเทรดเลย

ทำไม Kelly เต็มอันตราย และทำไมคนใช้แค่บางส่วน

1. ตัวเลขที่ใส่เป็นค่าประมาณ สมมติคุณเชื่อว่าระบบชนะ 40% Kelly = 0.40 − 0.60 ÷ 2 = 10% แต่ความจริงชนะ 35% Kelly จริงคือ 2.5% การเสี่ยง 10% กับระบบจริงตัวนี้คือแถวสุดท้ายของตาราง เหลือ 3,928 จาก 10,000 อัตราชนะคลาดไป 5 จุด ค่าที่คำนวณได้ใหญ่กว่าค่าจริง 4 เท่า และผลทดสอบย้อนหลังมักดีกว่าตอนเทรดจริง อ่านเหตุผลใน ทำไมผล backtest ไม่เท่ากับเทรดจริง

2. Kelly เต็มเจ็บมากแม้ตัวเลขถูก ที่ 2.5% ค่ากลางของ DD ลึกสุดใน 200 ไม้คือ 38.8% และ 21.5% ของรอบสุ่มเจอ DD ถึงครึ่งพอร์ต

3. Fractional Kelly ได้เกือบเท่า เจ็บน้อยกว่ามาก ครึ่ง Kelly (1.25%) ได้อัตราโต 75% ของ Kelly เต็ม แต่ค่ากลาง DD ลึกสุดเหลือ 21.0% และโอกาสเจอ DD ถึง 50% เหลือ 0.3% นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ที่ใช้ Kelly มักใช้แค่หนึ่งในสี่ถึงครึ่ง แล้วตั้งเพดานเพิ่มอีกชั้น

ระวังอีกเรื่อง: Kelly คิดทีละไม้ ถ้าเปิดหลายไม้ที่ไปทางเดียวกันพร้อมกัน ความเสี่ยงรวมคือผลรวม ไม่ใช่ % ต่อไม้ อ่าน ความสัมพันธ์ของคู่เงินกับความเสี่ยงรวมของพอร์ต

lot คงที่ไม่ได้แพ้ทบต้นเสมอ

ลำดับผลเดียวกัน 200 ไม้ เทียบ lot คงที่ที่เสี่ยงเท่ากับไม้แรกของแบบทบต้น

วิธีทุนปลายทางDD ลึกสุด (ลำดับนี้)DD ช่วงแย่ 5% ของรอบสุ่ม
คงที่ 100 ดอลลาร์ต่อไม้ (1% ของทุนเริ่ม)11,00011.3%33.7%
ทบต้น 1%10,82911.5%31.3%
คงที่ 200 ดอลลาร์ต่อไม้ (2% ของทุนเริ่ม)12,00021.4%64.2%
ทบต้น 2%11,26522.1%53.5%

lot คงที่จบสูงกว่า เพราะได้ +0.05R ต่อไม้ของทุนเริ่มตรง ๆ ส่วนทบต้นโดน volatility drag หักทุกไม้ ทบต้นจะแซงต่อเมื่อเทรดไปนานพอ ในตัวอย่างนี้ราว 1,104 ไม้ที่เสี่ยง 1% และราว 1,613 ไม้ที่เสี่ยง 2% ส่วนข้อดีที่เห็นชัดกว่าคือช่วงแย่ ทบต้นลดไม้ลงเองเมื่อพอร์ตลด DD ในรอบที่โชคร้ายที่สุดจึงตื้นกว่า

ผลจากการทดสอบย้อนหลังของเรา

ทุกข้อด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบแบบไม้ชุดเดียวกัน ต่างกันแค่วิธีคิดขนาดไม้ บนทองคำ (XAUUSD) กราฟ 1 นาที

  • ทบต้นได้กำไรมากขึ้น แต่ต่อความเสี่ยงแย่ลง ระบบ breakout กล่อง 8 แท่ง ทุน 3,000 ข้อมูล tick จริงปี 2026 (ราว 7 เดือนแรก) 836 ไม้เท่ากันเป๊ะ lot คงที่ 0.01 ได้ +809 drawdown 115 ดอลลาร์ ทบต้นเสี่ยง 2% ได้ +1,661 แต่ drawdown 407 ดอลลาร์ กำไรต่อ drawdown ตกจาก 7.01 เหลือ 4.08 และ Profit factor ลดจาก 1.85 เหลือ 1.64 ทั้งที่เป็นไม้ชุดเดียวกัน แปลว่าไม้ที่ใหญ่ขึ้นไปตกกับช่วงที่แพ้ เพราะ lot ใหญ่สุดหลังชนะติดกัน ปี 2022–2025 (tick จำลองจากแท่ง 1 นาที) กำไรต่อ drawdown ก็แย่ลง 3 ใน 4 ปี
  • เสี่ยงเป็น % อาจทำให้ระบบดูแย่ลงมาก ระบบเข้าที่ระดับ 61.8 ของกรอบ swing ก่อนหน้า ทุน 10,000 ปี 2026 tick จริง lot คงที่ 0.10 ได้ +13,322 แต่คิด lot จากความเสี่ยง 0.5% ต่อไม้ได้แค่ +469 เพราะไม้ชนะก้อนใหญ่ของระบบนี้มาจากกรอบใหญ่ที่ Stop loss กว้าง การคิด lot จากความเสี่ยงจึงให้ lot เล็กที่สุดกับไม้ที่ทำเงินที่สุด อีกระบบหนึ่ง (ทุน 3,000 ปี 2026 tick จริง) เสี่ยงคงที่ 12 ดอลลาร์ต่อไม้ กำไรขึ้นจาก +2,532 เป็น +2,817 แต่ drawdown ขึ้นจาก 265 เป็น 375 กำไรต่อ drawdown ตกจาก 9.6 เหลือ 7.5
  • บันไดเพิ่ม lot หลังแพ้แพ้การเพิ่ม lot ตรง ๆ ระบบ breakout ตัวเดียวกัน lot ฐาน 0.05 ปี 2026 tick จริง เพิ่ม 0.01 lot ทุกไม้ที่แพ้จนได้คืน เทียบกับแค่เพิ่ม lot ฐานให้ drawdown เท่ากัน ได้กำไรน้อยกว่า 5.7% ส่วนเพิ่มเป็น 0.10 lot 5 ไม้หลังแพ้ ได้น้อยกว่า 16.7% เพราะบันไดลงไซส์หนักตรงก้นหลุมพอดี

วิธีเพิ่มขนาดไม้แบบไหนก็ตาม ต้องชนะ “เพิ่ม lot ตรง ๆ” ที่ drawdown เท่ากันก่อน กำไรที่มากขึ้นเพราะไม้ใหญ่ขึ้น ไม่ได้แปลว่าวิธีดีขึ้น

ผลเหล่านี้เป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง วิธีอ่านกำไรเทียบ drawdown ในรายงาน ดูได้ใน อ่านรายงาน backtest ของ MT5 และ Drawdown: equity กับ balance

ขยับ lot ทีละขั้น หรือคิดใหม่ทุกไม้

ลำดับผลเดียวกัน เสี่ยง 1% คิด lot ใหม่ทุกไม้จบ 10,829 DD 11.5% คิดใหม่ทุก 25 ไม้จบ 10,980 DD 11.4% สุ่ม 20,000 รอบ ค่ากลางต่างกันไม่ถึง 1% ทั้งทุนปลายทางและ DD สรุปคือรอบการคิดใหม่ไม่ใช่ตัวตัดสิน เลือกแบบที่ทำได้สม่ำเสมอ

  • คิดใหม่ตามรอบ เช่น ทุกต้นสัปดาห์ หรือทุก 25 ไม้ ใช้ยอด balance ณ ตอนนั้น
  • ขาลงอย่ารอรอบ ถ้าพอร์ตลด 20% แล้วยังใช้ lot เดิม 1% ที่ตั้งไว้คือ 1 ÷ 0.8 = 1.25% ของพอร์ตตอนนี้ ลด lot ทันทีที่ยอดลดมาก
  • ปัดลงเสมอ lot ขยับได้ทีละ 0.01 พอร์ตเล็กคิดได้ไม่ตรง % ให้ปัดลง ไม่ใช่ปัดขึ้น
  • อย่าเพิ่ม lot เพราะเพิ่งแพ้ นั่นคือบันไดในหัวข้อก่อน และใกล้กับ Martingale

ถ้าอยากเพิ่ม lot ระหว่างไม้ที่กำลังกำไร นั่นเป็นอีกเรื่อง อ่าน เติมไม้และปิดบางส่วน

การถอนเงินออก

ถอนเงินคือการลดฐานที่ใช้ทบต้น ไม้ถัดไปจึงเล็กลง แต่เงินที่ถอนแล้วก็พ้นจาก drawdown ในอนาคต ลำดับผลเดียวกัน เสี่ยง 1% ถอนครึ่งหนึ่งของกำไรใหม่ทุก 50 ไม้ จบด้วยพอร์ต 10,285 บวกเงินที่ถอนไป 544 รวม 10,830 เกือบเท่าไม่ถอนเลย (10,829) ในระบบที่ได้เปรียบบาง ๆ การถอนตามกฎไม่ได้ทำให้เสียมาก

  • ตั้งกฎล่วงหน้า เช่น ถอนครึ่งหนึ่งของกำไรทุกรอบที่กำหนด ไม่ถอนตามอารมณ์
  • หลังถอน คิด lot ใหม่จากยอดใหม่ทันที
  • วัด drawdown และกำไรจากยอดหลังถอน ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะเพี้ยน

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • คิดว่าเสี่ยงมากขึ้นโตเร็วขึ้นเสมอ เลยจุด Kelly ไปได้น้อยลง และเกินราวสองเท่าพอร์ตหด
  • ใช้ Kelly เต็มจากผล backtest ตัวเลขที่ได้มักสูงเกินจริง ใช้แค่เศษส่วนและมีเพดาน
  • ตัดสินวิธีทบต้นจากกำไรรวม ต้องดูกำไรต่อ drawdown เทียบกับการเพิ่ม lot ตรง ๆ ที่ drawdown เท่ากัน
  • ดู DD เป็น % อย่างเดียว เมื่อพอร์ตโต DD % อาจดูเท่าเดิมแต่เป็นเงินลึกขึ้นหลายเท่า ดูทั้งสองแบบ
  • ทบต้นแต่ไม่ยอมลด lot ตอนพอร์ตลด แบบนี้ได้ข้อเสียของทั้งสองวิธี ใช้เครื่องคิดด้านล่างดูว่าขาดทุนแต่ละระดับต้องกำไรเท่าไรถึงกลับมา
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

ทบต้นดีกว่า lot คงที่เสมอไหม

ไม่เสมอ ในตัวอย่างระบบที่ได้เปรียบบาง ๆ 200 ไม้ lot คงที่จบสูงกว่าทบต้นเล็กน้อย ทบต้นจะแซงเมื่อเทรดไปนานพอ ข้อดีที่ชัดกว่าคือไม้จะเล็กลงเองเมื่อพอร์ตลด ทำให้ drawdown ช่วงแย่สุดตื้นกว่า

ควรเสี่ยงตาม Kelly เต็มไหม

ไม่ควร Kelly คิดจากอัตราชนะและ RR ที่รู้แน่นอน ซึ่งในการเทรดจริงไม่มีใครรู้ ถ้าประเมินอัตราชนะสูงไป 5 จุด ค่า Kelly ที่คำนวณได้อาจใหญ่กว่าค่าจริงหลายเท่า และ Kelly เต็มเองก็ทำให้ drawdown ลึกจนคนส่วนใหญ่ทนไม่ได้

ควรคิด lot ใหม่ทุกไม้หรือเป็นขั้น

ในการคำนวณของเรา ผลแทบไม่ต่างกัน เลือกแบบที่ทำได้สม่ำเสมอ เช่น คิดใหม่ทุกสัปดาห์หรือทุก 25 ไม้ แต่ถ้าพอร์ตลดลงมาก ให้ลด lot ทันที ไม่ต้องรอรอบ

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงขั้นสูง

Kelly criterion และ optimal f: สูตรขนาดไม้ที่โตเร็วสุด แต่ใช้เต็มไม่ได้

ที่มาของสูตร Kelly ปี 1956 วิธีคิด f* = p − q/b ทำไม Kelly เต็มทำให้ drawdown ลึกเกิน 80% หน้าผาที่ 2 เท่าของ Kelly และทำไมเสี่ยง 0.5–1% ต่อไม้ถึงเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริง

อ่าน 11 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงเริ่มต้น

พอร์ตเล็ก 100–500 ดอลลาร์ คุมความเสี่ยงยังไง เมื่อ lot ขยับได้ทีละ 0.01

lot ต่ำสุด 0.01 ทำให้พอร์ตเล็กเสี่ยง 1% ไม่ได้จริงในหลายกรณี ดูตารางเสี่ยงต่ำสุดตามขนาดพอร์ตและ Stop loss ทางเลือกที่มี และทำไมเติมทุนดีกว่าเร่งความเสี่ยง

อ่าน 12 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงขั้นสูง

Risk of ruin โอกาสที่พอร์ตลงถึงจุดกลับไม่ได้ แม้ระบบจะได้เปรียบ

ระบบที่ได้เปรียบก็ล้มได้ ดูผลจำลอง 500 ไม้ว่าความเสี่ยงต่อไม้ รูปทรงกำไรขาดทุน และไม้แพ้ที่มาเป็นช่วง เพิ่มโอกาสลง −30% และ −50% แค่ไหน พร้อมสูตรประมาณ

อ่าน 11 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์