ทบต้นขนาดไม้ยังไงให้พอร์ตโต: lot คงที่ เสี่ยงเป็น % และสูตร Kelly
เทียบ lot คงที่กับเสี่ยงเป็น % ของพอร์ต คณิตศาสตร์ของการทบต้น ทำไม +50% แล้ว −50% เหลือ 75 สูตร Kelly และทำไมเสี่ยงมากเกินไปทำให้พอร์ตโตช้าลง
- การทบต้นคือการคิด lot ใหม่จากยอดพอร์ตปัจจุบัน พอร์ตโตไม้โต พอร์ตลดไม้เล็กลงเอง
- ความผันผวนกินการเติบโต +50% แล้ว −50% เหลือ 75 ไม่ใช่ 100 เพราะพอร์ตโตแบบคูณ ไม่ใช่แบบบวก
- เสี่ยงต่อไม้มากขึ้นไม่ได้แปลว่าโตเร็วขึ้น เลยจุด Kelly ไปพอร์ตโตช้าลง และเกินราวสองเท่าของ Kelly พอร์ตหดทั้งที่ระบบยังได้เปรียบ
- Kelly เต็มอ่อนไหวกับตัวเลขที่ประเมินผิด และ drawdown ลึกมาก คนส่วนใหญ่จึงใช้แค่เศษส่วนของมัน
- ในการทดสอบย้อนหลังของเรา การทบต้นทำให้กำไรมากขึ้น แต่กำไรต่อ drawdown แย่ลง วิธีเพิ่มขนาดใดก็ตามต้องชนะการเพิ่ม lot ตรง ๆ ที่ drawdown เท่ากันก่อน
การทบต้นขนาดไม้ (Compounding) คือการคิดขนาด lot ใหม่จากยอดพอร์ตปัจจุบัน แทนที่จะใช้ lot เท่าเดิมตลอด พอร์ตโตไม้ก็โต พอร์ตลดไม้ก็เล็กลง ฟังดูเป็นทางลัดให้พอร์ตโตเร็ว แต่คณิตศาสตร์ของการคูณมีกับดักอยู่ เสี่ยงมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง พอร์ตจะโตช้าลง และหดได้ทั้งที่ระบบยังมีความได้เปรียบ บทนี้คำนวณให้ดูทีละขั้น ตั้งแต่ volatility drag ไปจนถึงสูตร Kelly และผลจากการทดสอบของเราบนทองคำ
lot คงที่ กับ เสี่ยงเป็น % ของพอร์ต
- lot คงที่ (Fixed lot) เปิด 0.05 lot ทุกไม้ ไม่ว่าพอร์ตจะเป็นเท่าไร กำไรขาดทุนต่อ 1R (หนึ่งเท่าของความเสี่ยงต่อไม้) เป็นเงินเท่าเดิม พอร์ตจึงโตแบบเส้นตรง
- เสี่ยงเป็น % คงที่ (Fixed fractional) เสี่ยง 1% ของพอร์ตทุกไม้ lot = (พอร์ต × % เสี่ยง) ÷ (ระยะ Stop loss คิดเป็นเงินต่อ 1 lot) วิธีคิดละเอียดอยู่ในบท คำนวณขนาดไม้จากระยะ Stop loss พอร์ตจึงโตแบบทวีคูณ
ข้อที่คนมักมองข้าม: lot คงที่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงคงที่ ถ้าระยะ Stop loss เปลี่ยน เงินที่เสี่ยงต่อไม้ก็เปลี่ยนตาม ในการทดสอบย้อนหลังของเรา ระบบหนึ่งบนทองคำวาง Stop loss ที่ 0.6% ของราคา พอทองขึ้นจากราว 1,760 ไปราว 4,266 ดอลลาร์ ระยะ Stop loss คิดเป็นเงินต่อ lot ก็โตตาม 2.4 เท่า lot เท่าเดิมจึงเสี่ยงเป็นเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าใช้งบเสี่ยง % เท่าเดิม lot ที่ซื้อได้ก็เล็กลง 2.4 เท่า
+50% แล้ว −50% ทำไมไม่กลับมาที่เดิม
พอร์ตโตแบบคูณ ไม่ใช่แบบบวก เริ่ม 100 กำไร 50% ได้ 150 แล้วขาดทุน 50% เหลือ 75 กลับลำดับก็ได้เท่ากัน 100 × 0.5 × 1.5 = 75 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของ +50% กับ −50% คือ 0% แต่ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต (อัตราที่พอร์ตโตจริงต่อรอบ) คือ √(1.5 × 0.5) − 1 = −13.4%
| กำไรแล้วขาดทุนเท่ากัน | ผลหลังสองรอบ | โตจริงต่อรอบ (เรขาคณิต) |
|---|---|---|
| +10% / −10% | −1% | −0.5% |
| +20% / −20% | −4% | −2.0% |
| +50% / −50% | −25% | −13.4% |
ส่วนที่หายไปนี้เรียกว่า volatility drag ประมาณได้ด้วย อัตราโตจริง ≈ ค่าเฉลี่ย − ความแปรปรวน ÷ 2 ยิ่งเสี่ยงต่อไม้มาก ผลแต่ละไม้ยิ่งแกว่งกว้าง ความแปรปรวนโตเร็วกว่า (ตามกำลังสองของ % เสี่ยง) ขณะที่ค่าเฉลี่ยโตแค่เส้นตรง ถึงจุดหนึ่งส่วนที่ถูกหักจึงแซงกำไร นี่คือที่มาของ “โหนก” ในหัวข้อถัดไป และเป็นเหตุผลเดียวกับที่ขาดทุน 50% ต้องกำไร 100% ถึงจะกลับมา อ่านต่อใน ทำไมหลายคนเสี่ยงแค่ 1% ต่อไม้
ตัวอย่าง: ระบบเดียวกัน 200 ไม้ ต่างกันแค่ % เสี่ยง
สมมติระบบที่รู้ตัวเลขแน่นอน (ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้) ชนะ 35% ไม้ชนะได้ +2R ไม้แพ้เสีย −1R
- ความได้เปรียบต่อไม้ (Expectancy) = 0.35 × 2 − 0.65 × 1 = +0.05R บางแบบที่ระบบจริงหลายตัวเป็น
- สร้างลำดับ 200 ไม้ ชนะ 70 แพ้ 130 สลับลำดับแบบสุ่ม (แพ้ติดกันยาวสุด 8 ไม้) ทุนเริ่ม 10,000
- เสี่ยง 1%: ไม้ชนะพอร์ต × 1.02 ไม้แพ้พอร์ต × 0.99 ทุนปลายทาง = 10,000 × 1.02⁷⁰ × 0.99¹³⁰ = 10,000 × 3.9996 × 0.2708 = 10,829
- ทำแบบเดียวกันทุกระดับความเสี่ยง และวัด drawdown ลึกสุดระหว่างทาง
| เสี่ยงต่อไม้ | ทุนปลายทาง | DD ลึกสุด (ลำดับนี้) | DD ลึกสุด ค่ากลาง (median จากการสุ่ม 20,000 รอบ) | โอกาสจบต่ำกว่าทุน | โอกาส DD ถึง 50% |
|---|---|---|---|---|---|
| 0.5% | 10,459 | 5.9% | 8.8% | 30.4% | 0.0% |
| 1% | 10,829 | 11.5% | 17.0% | 35.8% | 0.0% |
| 2% | 11,265 | 22.1% | 32.4% | 35.8% | 8.7% |
| 2.5% | 11,320 | 27.0% | 38.8% | 41.5% | 21.5% |
| 5% | 10,036 | 48.3% | 65.9% | 47.3% | 85.3% |
| 10% | 3,928 | 76.2% | 92.2% | 70.0% | 100% |
คอลัมน์สามคอลัมน์ขวามาจากการสุ่มลำดับผลใหม่ 20,000 รอบ (แต่ละรอบ 200 ไม้ ชนะไม้ละ 35%) ค่ากลางของทุนปลายทางตรงกับคอลัมน์ที่สองพอดี
สามเรื่องที่ตารางบอก
- เกิน 2.5% ไป ได้น้อยลงแต่เจ็บมากขึ้น เสี่ยง 3% ได้ 11,265 เท่ากับเสี่ยง 2% แต่ DD ลึก 31.7% แทน 22.1% และเสี่ยง 10% เสียไป 61% ทั้งที่เป็นระบบที่ได้เปรียบตัวเดียวกัน
- ทุนปลายทางขึ้นกับจำนวนไม้ชนะแพ้เท่านั้น ไม่ขึ้นกับลำดับ เพราะการคูณสลับที่ได้ แต่ drawdown ระหว่างทางขึ้นกับลำดับมาก
- ระบบได้เปรียบก็จบขาดทุนได้ ที่ความได้เปรียบ +0.05R หนึ่งในสามของรอบสุ่ม 200 ไม้จบต่ำกว่าทุนแม้เสี่ยงแค่ 0.5% เรื่องแพ้ติดกันอ่านต่อใน แพ้ติดกันหลายไม้เป็นเรื่องปกติ
สูตร Kelly หาจุดสูงสุดของโหนก
Kelly criterion คือสัดส่วนเสี่ยงต่อไม้ที่ทำให้พอร์ตโตเร็วที่สุดในระยะยาว สำหรับระบบที่ชนะได้ R เท่าของที่แพ้
f* = W − (1 − W) ÷ R โดย W คืออัตราชนะ และ R คือกำไรเฉลี่ยไม้ชนะ ÷ ขาดทุนเฉลี่ยไม้แพ้
ระบบตัวอย่าง: f* = 0.35 − 0.65 ÷ 2 = 0.35 − 0.325 = 0.025 หรือ 2.5% ตรงกับยอดโหนกในกราฟ ค่า f* นี้หมายถึงเงินที่เสียถ้าโดน Stop loss เป็น % ของพอร์ต ไม่ใช่ขนาด lot
สองจุดที่ควรจำ
- ราว 2 เท่าของ Kelly การเติบโตเป็นศูนย์ ในตัวอย่างนี้จุดนั้นอยู่ที่ราว 5.04% เสี่ยง 5% จึงจบ 10,036 แทบเท่าทุน
- เกินจากนั้น พอร์ตหดในระยะยาว แม้ความได้เปรียบต่อไม้ยังเป็นบวก เพราะ volatility drag ชนะค่าเฉลี่ย ถ้าได้ผลลบ (f* ติดลบ) แปลว่าระบบไม่มีความได้เปรียบ ไม่ควรเทรดเลย
ทำไม Kelly เต็มอันตราย และทำไมคนใช้แค่บางส่วน
1. ตัวเลขที่ใส่เป็นค่าประมาณ สมมติคุณเชื่อว่าระบบชนะ 40% Kelly = 0.40 − 0.60 ÷ 2 = 10% แต่ความจริงชนะ 35% Kelly จริงคือ 2.5% การเสี่ยง 10% กับระบบจริงตัวนี้คือแถวสุดท้ายของตาราง เหลือ 3,928 จาก 10,000 อัตราชนะคลาดไป 5 จุด ค่าที่คำนวณได้ใหญ่กว่าค่าจริง 4 เท่า และผลทดสอบย้อนหลังมักดีกว่าตอนเทรดจริง อ่านเหตุผลใน ทำไมผล backtest ไม่เท่ากับเทรดจริง
2. Kelly เต็มเจ็บมากแม้ตัวเลขถูก ที่ 2.5% ค่ากลางของ DD ลึกสุดใน 200 ไม้คือ 38.8% และ 21.5% ของรอบสุ่มเจอ DD ถึงครึ่งพอร์ต
3. Fractional Kelly ได้เกือบเท่า เจ็บน้อยกว่ามาก ครึ่ง Kelly (1.25%) ได้อัตราโต 75% ของ Kelly เต็ม แต่ค่ากลาง DD ลึกสุดเหลือ 21.0% และโอกาสเจอ DD ถึง 50% เหลือ 0.3% นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ที่ใช้ Kelly มักใช้แค่หนึ่งในสี่ถึงครึ่ง แล้วตั้งเพดานเพิ่มอีกชั้น
ระวังอีกเรื่อง: Kelly คิดทีละไม้ ถ้าเปิดหลายไม้ที่ไปทางเดียวกันพร้อมกัน ความเสี่ยงรวมคือผลรวม ไม่ใช่ % ต่อไม้ อ่าน ความสัมพันธ์ของคู่เงินกับความเสี่ยงรวมของพอร์ต
lot คงที่ไม่ได้แพ้ทบต้นเสมอ
ลำดับผลเดียวกัน 200 ไม้ เทียบ lot คงที่ที่เสี่ยงเท่ากับไม้แรกของแบบทบต้น
| วิธี | ทุนปลายทาง | DD ลึกสุด (ลำดับนี้) | DD ช่วงแย่ 5% ของรอบสุ่ม |
|---|---|---|---|
| คงที่ 100 ดอลลาร์ต่อไม้ (1% ของทุนเริ่ม) | 11,000 | 11.3% | 33.7% |
| ทบต้น 1% | 10,829 | 11.5% | 31.3% |
| คงที่ 200 ดอลลาร์ต่อไม้ (2% ของทุนเริ่ม) | 12,000 | 21.4% | 64.2% |
| ทบต้น 2% | 11,265 | 22.1% | 53.5% |
lot คงที่จบสูงกว่า เพราะได้ +0.05R ต่อไม้ของทุนเริ่มตรง ๆ ส่วนทบต้นโดน volatility drag หักทุกไม้ ทบต้นจะแซงต่อเมื่อเทรดไปนานพอ ในตัวอย่างนี้ราว 1,104 ไม้ที่เสี่ยง 1% และราว 1,613 ไม้ที่เสี่ยง 2% ส่วนข้อดีที่เห็นชัดกว่าคือช่วงแย่ ทบต้นลดไม้ลงเองเมื่อพอร์ตลด DD ในรอบที่โชคร้ายที่สุดจึงตื้นกว่า
ผลจากการทดสอบย้อนหลังของเรา
ทุกข้อด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบแบบไม้ชุดเดียวกัน ต่างกันแค่วิธีคิดขนาดไม้ บนทองคำ (XAUUSD) กราฟ 1 นาที
- ทบต้นได้กำไรมากขึ้น แต่ต่อความเสี่ยงแย่ลง ระบบ breakout กล่อง 8 แท่ง ทุน 3,000 ข้อมูล tick จริงปี 2026 (ราว 7 เดือนแรก) 836 ไม้เท่ากันเป๊ะ lot คงที่ 0.01 ได้ +809 drawdown 115 ดอลลาร์ ทบต้นเสี่ยง 2% ได้ +1,661 แต่ drawdown 407 ดอลลาร์ กำไรต่อ drawdown ตกจาก 7.01 เหลือ 4.08 และ Profit factor ลดจาก 1.85 เหลือ 1.64 ทั้งที่เป็นไม้ชุดเดียวกัน แปลว่าไม้ที่ใหญ่ขึ้นไปตกกับช่วงที่แพ้ เพราะ lot ใหญ่สุดหลังชนะติดกัน ปี 2022–2025 (tick จำลองจากแท่ง 1 นาที) กำไรต่อ drawdown ก็แย่ลง 3 ใน 4 ปี
- เสี่ยงเป็น % อาจทำให้ระบบดูแย่ลงมาก ระบบเข้าที่ระดับ 61.8 ของกรอบ swing ก่อนหน้า ทุน 10,000 ปี 2026 tick จริง lot คงที่ 0.10 ได้ +13,322 แต่คิด lot จากความเสี่ยง 0.5% ต่อไม้ได้แค่ +469 เพราะไม้ชนะก้อนใหญ่ของระบบนี้มาจากกรอบใหญ่ที่ Stop loss กว้าง การคิด lot จากความเสี่ยงจึงให้ lot เล็กที่สุดกับไม้ที่ทำเงินที่สุด อีกระบบหนึ่ง (ทุน 3,000 ปี 2026 tick จริง) เสี่ยงคงที่ 12 ดอลลาร์ต่อไม้ กำไรขึ้นจาก +2,532 เป็น +2,817 แต่ drawdown ขึ้นจาก 265 เป็น 375 กำไรต่อ drawdown ตกจาก 9.6 เหลือ 7.5
- บันไดเพิ่ม lot หลังแพ้แพ้การเพิ่ม lot ตรง ๆ ระบบ breakout ตัวเดียวกัน lot ฐาน 0.05 ปี 2026 tick จริง เพิ่ม 0.01 lot ทุกไม้ที่แพ้จนได้คืน เทียบกับแค่เพิ่ม lot ฐานให้ drawdown เท่ากัน ได้กำไรน้อยกว่า 5.7% ส่วนเพิ่มเป็น 0.10 lot 5 ไม้หลังแพ้ ได้น้อยกว่า 16.7% เพราะบันไดลงไซส์หนักตรงก้นหลุมพอดี
วิธีเพิ่มขนาดไม้แบบไหนก็ตาม ต้องชนะ “เพิ่ม lot ตรง ๆ” ที่ drawdown เท่ากันก่อน กำไรที่มากขึ้นเพราะไม้ใหญ่ขึ้น ไม่ได้แปลว่าวิธีดีขึ้น
ผลเหล่านี้เป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง วิธีอ่านกำไรเทียบ drawdown ในรายงาน ดูได้ใน อ่านรายงาน backtest ของ MT5 และ Drawdown: equity กับ balance
ขยับ lot ทีละขั้น หรือคิดใหม่ทุกไม้
ลำดับผลเดียวกัน เสี่ยง 1% คิด lot ใหม่ทุกไม้จบ 10,829 DD 11.5% คิดใหม่ทุก 25 ไม้จบ 10,980 DD 11.4% สุ่ม 20,000 รอบ ค่ากลางต่างกันไม่ถึง 1% ทั้งทุนปลายทางและ DD สรุปคือรอบการคิดใหม่ไม่ใช่ตัวตัดสิน เลือกแบบที่ทำได้สม่ำเสมอ
- คิดใหม่ตามรอบ เช่น ทุกต้นสัปดาห์ หรือทุก 25 ไม้ ใช้ยอด balance ณ ตอนนั้น
- ขาลงอย่ารอรอบ ถ้าพอร์ตลด 20% แล้วยังใช้ lot เดิม 1% ที่ตั้งไว้คือ 1 ÷ 0.8 = 1.25% ของพอร์ตตอนนี้ ลด lot ทันทีที่ยอดลดมาก
- ปัดลงเสมอ lot ขยับได้ทีละ 0.01 พอร์ตเล็กคิดได้ไม่ตรง % ให้ปัดลง ไม่ใช่ปัดขึ้น
- อย่าเพิ่ม lot เพราะเพิ่งแพ้ นั่นคือบันไดในหัวข้อก่อน และใกล้กับ Martingale
ถ้าอยากเพิ่ม lot ระหว่างไม้ที่กำลังกำไร นั่นเป็นอีกเรื่อง อ่าน เติมไม้และปิดบางส่วน
การถอนเงินออก
ถอนเงินคือการลดฐานที่ใช้ทบต้น ไม้ถัดไปจึงเล็กลง แต่เงินที่ถอนแล้วก็พ้นจาก drawdown ในอนาคต ลำดับผลเดียวกัน เสี่ยง 1% ถอนครึ่งหนึ่งของกำไรใหม่ทุก 50 ไม้ จบด้วยพอร์ต 10,285 บวกเงินที่ถอนไป 544 รวม 10,830 เกือบเท่าไม่ถอนเลย (10,829) ในระบบที่ได้เปรียบบาง ๆ การถอนตามกฎไม่ได้ทำให้เสียมาก
- ตั้งกฎล่วงหน้า เช่น ถอนครึ่งหนึ่งของกำไรทุกรอบที่กำหนด ไม่ถอนตามอารมณ์
- หลังถอน คิด lot ใหม่จากยอดใหม่ทันที
- วัด drawdown และกำไรจากยอดหลังถอน ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะเพี้ยน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่าเสี่ยงมากขึ้นโตเร็วขึ้นเสมอ เลยจุด Kelly ไปได้น้อยลง และเกินราวสองเท่าพอร์ตหด
- ใช้ Kelly เต็มจากผล backtest ตัวเลขที่ได้มักสูงเกินจริง ใช้แค่เศษส่วนและมีเพดาน
- ตัดสินวิธีทบต้นจากกำไรรวม ต้องดูกำไรต่อ drawdown เทียบกับการเพิ่ม lot ตรง ๆ ที่ drawdown เท่ากัน
- ดู DD เป็น % อย่างเดียว เมื่อพอร์ตโต DD % อาจดูเท่าเดิมแต่เป็นเงินลึกขึ้นหลายเท่า ดูทั้งสองแบบ
- ทบต้นแต่ไม่ยอมลด lot ตอนพอร์ตลด แบบนี้ได้ข้อเสียของทั้งสองวิธี ใช้เครื่องคิดด้านล่างดูว่าขาดทุนแต่ละระดับต้องกำไรเท่าไรถึงกลับมา
คำถามที่พบบ่อย
ทบต้นดีกว่า lot คงที่เสมอไหม
ไม่เสมอ ในตัวอย่างระบบที่ได้เปรียบบาง ๆ 200 ไม้ lot คงที่จบสูงกว่าทบต้นเล็กน้อย ทบต้นจะแซงเมื่อเทรดไปนานพอ ข้อดีที่ชัดกว่าคือไม้จะเล็กลงเองเมื่อพอร์ตลด ทำให้ drawdown ช่วงแย่สุดตื้นกว่า
ควรเสี่ยงตาม Kelly เต็มไหม
ไม่ควร Kelly คิดจากอัตราชนะและ RR ที่รู้แน่นอน ซึ่งในการเทรดจริงไม่มีใครรู้ ถ้าประเมินอัตราชนะสูงไป 5 จุด ค่า Kelly ที่คำนวณได้อาจใหญ่กว่าค่าจริงหลายเท่า และ Kelly เต็มเองก็ทำให้ drawdown ลึกจนคนส่วนใหญ่ทนไม่ได้
ควรคิด lot ใหม่ทุกไม้หรือเป็นขั้น
ในการคำนวณของเรา ผลแทบไม่ต่างกัน เลือกแบบที่ทำได้สม่ำเสมอ เช่น คิดใหม่ทุกสัปดาห์หรือทุก 25 ไม้ แต่ถ้าพอร์ตลดลงมาก ให้ลด lot ทันที ไม่ต้องรอรอบ
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด