ตัดสินที่การตัดสินใจ ไม่ใช่ผลกำไร: Resulting, Outcome bias และคะแนนวินัย
ไม้ที่กำไรอาจเป็นการตัดสินใจที่แย่ ไม้ที่ขาดทุนอาจทำถูกทุกอย่าง ดูตาราง 2×2 ผลจำลองว่าผลไม้เดียวหลอกได้แค่ไหน และวิธีให้คะแนนวินัย 0–5 ทุกไม้
- Resulting คือการตัดสินว่าการตัดสินใจดีหรือแย่จากผลที่ออกมา ทั้งที่ผลไม้เดียวมีโชคปนอยู่มาก
- ในการจำลอง กติกาที่ได้เปรียบ +0.2R ต่อไม้ยังขาดทุนราว 1 ใน 3 ของสัปดาห์ ส่วนกติกาที่เสียเปรียบกลับมีสัปดาห์กำไรเกือบครึ่ง
- ไม้ที่ผิดกฎแต่กำไรอันตรายที่สุด เพราะสอนสมองว่าการผิดกฎได้ผล
- ให้คะแนนการทำตามแผน 0–5 ทุกไม้ แล้วดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ เป็นเป้าที่ควบคุมได้จริง ต่างจากเป้ากำไร
- ปล่อยวางหลังกดคลิก ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ แต่คือทำส่วนของเราให้ครบ แล้วไม่ยึดผลที่อยู่นอกการควบคุม
ไม้ที่กำไรไม่ได้แปลว่าตัดสินใจถูก และไม้ที่ขาดทุนไม่ได้แปลว่าตัดสินใจผิด ฟังดูง่าย แต่สมองคนทำตรงข้ามแทบทุกครั้ง พอไม้ปิดกำไร เราจำว่าวิธีนั้นดี พอโดน Stop loss เราอยากแก้กฎ บทนี้อธิบายว่าอาการนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร ทำไมผลของไม้เดียวบอกอะไรได้น้อยกว่าที่คิดมาก และวิธีเปลี่ยนเป้าจาก “วันนี้ต้องกำไร” เป็นสิ่งที่ควบคุมได้จริง
Resulting: ตัดสินการตัดสินใจจากผล
Annie Duke อดีตนักโป๊กเกอร์อาชีพ เขียนไว้ในหนังสือ Thinking in Bets (2018) ถึงคำที่นักโป๊กเกอร์ใช้กันว่า Resulting หมายถึงการตัดสินว่าการตัดสินใจดีหรือแย่ โดยดูจากผลที่ออกมาอย่างเดียว ตัวอย่างที่เธอเปิดเรื่องคือโค้ชอเมริกันฟุตบอลที่สั่งเล่นลูกส่งในจังหวะท้าย Super Bowl ปี 2015 แล้วลูกถูกสกัด คนทั้งประเทศเรียกว่าการตัดสินใจที่แย่ที่สุด เธอชี้ว่าถ้าลูกนั้นส่งสำเร็จ การตัดสินใจเดียวกันจะถูกชมว่าฉลาด
ใจความของเธอคือ ผลลัพธ์มาจากสองอย่างรวมกัน คุณภาพการตัดสินใจ กับ โชค และในเกมที่มีโชคปนมาก อย่างโป๊กเกอร์หรือการเทรด ผลครั้งเดียวแยกสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้
ในงานวิจัยจิตวิทยา อาการเดียวกันเรียกว่า Outcome bias งานที่อ้างถึงบ่อยคือ Baron และ Hershey (1988) ใน Journal of Personality and Social Psychology ผู้ร่วมทดลองอ่านเรื่องการตัดสินใจทางการแพทย์ที่ข้อมูลตอนตัดสินใจเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ผลที่ออกมา และให้คะแนนการตัดสินใจเดียวกันนั้นดีกว่าเมื่อผลออกมาดี
Outcome bias ต่างจาก Hindsight bias เล็กน้อย Hindsight bias คือรู้ผลแล้วรู้สึกว่า “รู้อยู่แล้ว” ส่วน Outcome bias คือใช้ผลมาให้คะแนนคุณภาพการตัดสินใจ สองอาการนี้มักมาด้วยกัน อ่านเรื่องแรกได้ใน Hindsight bias กับกราฟย้อนหลัง
ตาราง 2×2: การตัดสินใจ × ผลลัพธ์
ทุกไม้ตกอยู่ในช่องใดช่องหนึ่งของตารางนี้ “ตัดสินใจดี” ในที่นี้คือทำตามแผนที่เขียนไว้ก่อนเข้า และแผนนั้นผ่านการทดสอบมาแล้ว
ช่องที่ทำให้เสียเงินระยะยาวไม่ใช่ช่องขาดทุน แต่คือช่อง ผิดแผนแต่กำไร สมองเรียนรู้จากรางวัล ไม้แบบนี้จึงสอนว่าการเข้าไม่มี Setup หรือการเพิ่มขนาดไม้ “ได้ผล” ช่องที่สองที่ต้องระวังคือ ทำถูกแต่ขาดทุน เพราะเรามักตอบสนองด้วยการแก้กฎ ทั้งที่การแพ้เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ดีอยู่แล้ว
ผลไม้เดียว หรือสัปดาห์เดียว บอกอะไรได้น้อยมาก
ลองจำลองกติกาสองชุด ทั้งคู่ได้ +2R เมื่อชนะ และเสีย −1R เมื่อแพ้ (R คือความเสี่ยงต่อไม้ที่ตั้งไว้) ต่างกันแค่อัตราชนะ
- กติกา +EV ชนะ 40% ค่าคาดหมาย = 0.4 × 2 − 0.6 × 1 = +0.2R ต่อไม้
- กติกา −EV ชนะ 30% ค่าคาดหมาย = 0.3 × 2 − 0.7 × 1 = −0.1R ต่อไม้
ตัวอย่างคำนวณช่วง 5 ไม้ (สมมติวันละ 1 ไม้ = 1 สัปดาห์) ผลรวม = 2 × ชนะ − 1 × แพ้
- กติกา +EV ขาดทุนทั้งสัปดาห์เมื่อชนะไม่เกิน 1 ไม้ โอกาส = 0.6⁵ + 5 × 0.4 × 0.6⁴ = 0.078 + 0.259 = 33.7%
- กติกา −EV กำไรทั้งสัปดาห์เมื่อชนะตั้งแต่ 2 ไม้ โอกาส = 1 − 0.7⁵ − 5 × 0.3 × 0.7⁴ = 1 − 0.168 − 0.360 = 47.2%
ช่วงอื่นคำนวณด้วยการแจกแจงทวินามแบบเดียวกัน และตรวจซ้ำด้วยการสุ่มจำลอง 200,000 รอบ ได้ตัวเลขตรงกัน
| ช่วงที่ดู | จำนวนไม้ | +EV ขาดทุนในช่วงนั้น | −EV กำไรในช่วงนั้น |
|---|---|---|---|
| 1 วัน | 1 | 60.0% | 30.0% |
| 1 สัปดาห์ | 5 | 33.7% | 47.2% |
| 1 เดือน | 20 | 25.0% | 39.2% |
| 1 ไตรมาส | 65 | 12.7% | 29.0% |
| 1 ปี | 250 | 1.6% | 12.1% |
| 4 ปี | 1,000 | ต่ำกว่า 0.1% | 1.1% |
อ่านตารางนี้ให้ช้า ๆ กติกาที่เสียเปรียบมี สัปดาห์กำไรเกือบครึ่ง และเกือบ 1 ใน 3 ของไตรมาส ก็ยังกำไร ส่วนกติกาที่ได้เปรียบชัดเจน ยังมี เดือนขาดทุน 1 ใน 4 และ +0.2R ต่อไม้ถือว่าได้เปรียบมากแล้ว ระบบจริงส่วนใหญ่ได้เปรียบบางกว่านี้ ทำให้ช่วงที่หลอกตายาวขึ้นอีก
ถ้าตัดสินกติกาจากผลสัปดาห์เดียว เราจะทิ้งกติกาที่ดี และติดใจกติกาที่แย่ บ่อยพอ ๆ กัน
ดูวิธีคำนวณว่าต้องกี่ไม้ถึงพอได้ใน ต้องเทรดกี่ไม้ถึงรู้ว่าระบบดีจริง และระวังอาการกลับด้าน คือชนะติดกันแล้วมั่นใจเกิน ใน ชนะติดกันแล้วมั่นใจเกิน
แยกสองคำถาม: แผนดีไหม กับ ทำตามแผนไหม
ถ้าผลไม้เดียวใช้ไม่ได้ จะตัดสินอะไรแทน คำตอบคือแยกเป็นสองชั้น และแต่ละชั้นใช้หลักฐานคนละแบบ
- แผนได้เปรียบไหม ตัดสินจากไม้จำนวนมาก หลักร้อยขึ้นไป ด้วย Expectancy และอัตราชนะเทียบกับจุดคุ้มทุน ดู อัตราชนะสูงไม่ได้แปลว่ากำไร
- ไม้นี้ทำตามแผนไหม ตัดสินได้ทันทีทุกไม้ ไม่ต้องรอผล เพราะคำตอบอยู่ในมือเราตั้งแต่ก่อนกด
ชั้นที่สองคือสิ่งที่เราควบคุมได้ 100% และเป็นเงื่อนไขของชั้นแรก ถ้าทำตามแผนแค่ครึ่งเดียว ผลรวมที่เห็นก็ไม่ใช่ผลของแผน มันคือผลของแผนผสมกับอารมณ์ จึงตัดสินแผนไม่ได้เลย แผนที่จะใช้ตัดสินต้องเขียนไว้ชัดก่อน อ่าน เขียนแผนเทรดเป็นกฎ
ข้อควรระวัง การทำตามแผนครบ ไม่ได้ทำให้แผนที่เสียเปรียบกลายเป็นได้เปรียบ คะแนนวินัยสูงกับแผนที่ไม่ผ่านการทดสอบ ก็แค่ขาดทุนอย่างมีระเบียบ
เป้าแบบผลลัพธ์ กับ เป้าแบบกระบวนการ
เป้าแบบผลลัพธ์ (Outcome goal) เช่น “เดือนนี้ต้องได้ 20R” หรือ “วันนี้ห้ามติดลบ” ฟังดูมีแรงจูงใจ แต่ในตารางข้างบน แม้กติกาที่ดียังมีเดือนติดลบ 1 ใน 4 เป้าแบบนี้จึงพังได้แม้ทำทุกอย่างถูก และพอใกล้พลาดเป้า คนมักเพิ่มขนาดไม้หรือเข้าไม้ที่ไม่มี Setup เพื่อไล่ให้ทัน
เป้าแบบกระบวนการ (Process goal) คือเป้าที่อยู่ในมือเราทั้งหมด เช่น “ทุกไม้ได้ 5 เต็ม 5 ในการทำตามแผน” วิธีที่ใช้ได้จริงคือให้คะแนนทุกไม้ ข้อละ 1 คะแนน
| ข้อ | คำถาม | ให้คะแนนตอนไหน |
|---|---|---|
| 1 | Setup นี้อยู่ในแผนที่เขียนไว้ | ก่อนกดเข้า |
| 2 | ขนาดไม้ตรงกับความเสี่ยงที่กำหนด เช่น 1% | ก่อนกดเข้า |
| 3 | ตั้ง SL (และ TP ถ้าแผนมี) ตั้งแต่เปิดไม้ | ทันทีหลังเข้า |
| 4 | ถือและปิดตามกฎ ไม่ย้าย SL หนี ไม่ปิดเพราะกลัวนอกกฎ | ตอนปิดไม้ |
| 5 | อยู่ในสภาพที่แผนอนุญาต (ไม่เกินลิมิตขาดทุนรายวัน ไม่ใช่ช่วงที่ห้าม) และจดบันทึกครบ | ตอนปิดไม้ |
ข้อ 1–3 ให้คะแนนก่อนรู้ผล จึงไม่มีผลกำไรมาปนได้ ข้อ 4–5 ให้คะแนนตอนปิด ให้ถามว่า “ถ้าไม่รู้ว่าไม้นี้กำไรหรือขาดทุน จะให้กี่คะแนน” แล้วบันทึกคะแนนเป็นคอลัมน์หนึ่งใน บันทึกการเทรด
ตัวอย่าง: บันทึกคะแนน 20 ไม้ใน 4 สัปดาห์
ถ้าดูแค่กำไร คนเขียนบันทึกนี้จะสรุปว่าสัปดาห์ 2 เป็นสัปดาห์ที่ดี และสัปดาห์ 3 ต้องแก้ระบบ ซึ่งผิดทั้งคู่ ดูตัวเลขให้ละเอียด
- ไม้ที่ได้ 4–5 คะแนน 14 ไม้ รวม +2.5R เฉลี่ย +0.18R ต่อไม้
- ไม้ที่ได้ 3 คะแนนหรือต่ำกว่า 6 ไม้ รวม +2.5R เฉลี่ย +0.42R ต่อไม้
ใน 20 ไม้นี้ การผิดแผนดู “คุ้ม” กว่า นี่คือ Resulting ที่เกิดขึ้นจริงในบันทึกของเราเอง 6 ไม้น้อยเกินกว่าจะบอกอะไรได้ และไม้ผิดแผนกำไรส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าแผน เช่น ไม้ 7 ที่เพิ่มขนาดไม้ ไม้แบบนี้ชนะได้หลายครั้ง จนวันที่แพ้จะแพ้หนักกว่าปกติ ไม้ 9 ที่ย้าย SL หนีจนเสีย −2R คือตัวอย่างของวันนั้น
วิธีใช้ข้อมูลนี้คือ ตั้งเป้าคะแนนเฉลี่ยรายสัปดาห์ เช่น 4.5 ขึ้นไป แล้วรอให้มีหลักร้อยไม้ ก่อนเทียบผลเฉลี่ยของกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำ ระหว่างนั้นสิ่งที่ประเมินได้ทันทีคือเส้นคะแนน ซึ่งในตัวอย่างนี้ดีขึ้นจาก 2.4 เป็น 4.8 ทั้งที่ผลกำไรรายสัปดาห์แกว่งไปมา
ทบทวนแบบปิดผล
เทคนิคที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยลอง คือทบทวนไม้โดย ไม่ดูผล ก่อน
- เปิดภาพกราฟตอนจุดเข้า ไม่เลื่อนไปดูแท่งหลังจากนั้น
- ซ่อนคอลัมน์กำไรขาดทุนในบันทึก
- ให้คะแนนไม้นั้นใหม่ตามตาราง 5 ข้อ ด้วยข้อมูลที่มี ณ ตอนนั้น
- ค่อยเปิดผล แล้วดูว่าคะแนนที่ให้ตอนปิดผลต่างจากคะแนนตอนรู้ผลไหม ถ้าไม้กำไรได้คะแนนสูงขึ้นเสมอ แปลว่าผลกำลังแอบให้คะแนนแทนเรา
ปล่อยวางหลังกดคลิก
พอเข้าไม้แล้ว ส่วนที่ควบคุมได้จบไปเกือบหมด Setup ขนาดไม้ และ SL ถูกตัดสินแล้ว ที่เหลือคือตลาดจะไปทางไหน ซึ่งไม่มีใครควบคุมได้
คำว่า ปล่อยวาง ในภาษาไทยมาจากคำสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น มักถูกเข้าใจผิดว่าคือไม่สนใจ หรือช่างมัน แต่ความหมายที่ถูกคือ ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แล้วไม่ยึดว่าสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมต้องเป็นอย่างใจ ในบทนี้ใช้คำนี้เป็นท่าทีทางใจที่ใครก็ใช้ได้ ไม่ได้อ้างหลักศาสนา และมันเข้ากับการเทรดพอดี เพราะการเทรดคือการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน
หน้าที่ของเราจบตอนกดคลิกพร้อม SL ที่ถูกต้อง ผลของไม้นี้เป็นเรื่องของตลาด ผลของไม้หลายร้อยไม้ถึงเป็นเรื่องของเรา
ทำเป็นขั้นตอนหลังเข้าไม้ ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที
- เช็คว่า SL และ TP อยู่ในตำแหน่งจริง
- ให้คะแนนข้อ 1–3 ทันที ก่อนราคาขยับไปไกล
- หายใจออกยาวช้า ๆ สองสามครั้ง แล้วบอกตัวเองสั้น ๆ ว่า “ส่วนของเราเสร็จแล้ว”
- ตั้งการแจ้งเตือนตามกฎ แล้วออกจากหน้ากราฟ ไม่นั่งดูทุกแท่ง การจ้องผลบ่อยทำให้ความกลัวขาดทุนแรงขึ้น อ่าน ยิ่งเช็คพอร์ตบ่อย ยิ่งเจ็บบ่อย
- ตอนปิดไม้ ให้คะแนนข้อ 4–5 ก่อนดูตัวเลขกำไรขาดทุน
ถ้าใจยังวนอยู่กับไม้ที่เปิดอยู่ การฝึกสติแบบสั้น ๆ ช่วยได้บ้าง ดู สติสำหรับเทรดเดอร์ และถ้าผลการเทรดทำให้กังวลต่อเนื่องจนกระทบการนอนหรือชีวิตประจำวัน ควรคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ในประเทศไทยมีสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 1323
ผลกำไรยังสำคัญ แต่ในจำนวนที่มากพอ
บทนี้ไม่ได้บอกให้เลิกสนใจกำไร ผลรวมของไม้จำนวนมากคือหลักฐานเดียวว่าแผนได้เปรียบจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ ระดับ ที่ดูผล ทีละไม้ดูวินัย หลายร้อยไม้ดูระบบ และผลไม้เดียวที่ผิดปกติชัดเจน เช่น ขาดทุนเกิน SL มาก ควรถูกตรวจว่าเป็นเพราะ Slippage ช่วงข่าว หรือเพราะเราย้าย SL เอง เพราะนั่นคือข้อมูลเรื่องกระบวนการ ไม่ใช่เรื่องโชค
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- แก้กฎหลังแพ้ไม้เดียว ไม้ที่ทำถูกแล้วแพ้ เป็นต้นทุนปกติ การแก้กฎตามผลไม้ล่าสุดทำให้ไม่มีแผนไหนได้ทดสอบจริง
- ชมตัวเองหลังกำไรจากไม้ผิดแผน นี่คือช่องที่อันตรายที่สุดในตาราง 2×2 ให้คะแนนต่ำตามจริง แม้ได้เงิน
- ตั้งเป้ากำไรรายวันหรือรายสัปดาห์ กติกาที่ดียังขาดทุนได้ 1 ใน 3 ของสัปดาห์ เป้าแบบนี้ดันให้เพิ่มขนาดไม้ตอนใกล้พลาด
- ให้คะแนนวินัยหลังรู้ผล ให้ข้อ 1–3 ก่อนรู้ผลเสมอ ไม่อย่างนั้นผลจะเข้ามาให้คะแนนแทน
- คิดว่าคะแนนเต็มแปลว่าระบบดี คะแนนวินัยวัดว่าทำตามแผน ไม่ได้วัดว่าแผนได้เปรียบ ต้องดูทั้งสองชั้น
- ปล่อยวางจนไม่ตั้ง SL ปล่อยวางคือไม่ยึดผล หลังทำส่วนของเราครบแล้ว ไม่ใช่ข้ามขั้นตอนป้องกันความเสี่ยง
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่ดูผลกำไร แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าระบบใช้ได้
ดูผลกำไร แต่ดูจากไม้จำนวนมาก ไม่ใช่ทีละไม้ ระบบตัดสินจากหลักร้อยไม้ขึ้นไป ส่วนแต่ละไม้ตัดสินจากว่าทำตามแผนหรือไม่ สองเรื่องนี้แยกกัน และต้องผ่านทั้งคู่
ทำตามแผนครบ 5 คะแนนทุกไม้ แต่ยังขาดทุน แปลว่าอะไร
ถ้าเป็นแค่ไม่กี่สิบไม้ อาจเป็นช่วงแพ้ปกติของระบบ ถ้าเป็นหลายร้อยไม้ อาจเป็นที่ตัวแผน คะแนนวินัยสูงไม่ได้ทำให้แผนที่เสียเปรียบกลายเป็นได้เปรียบ มันแค่ทำให้ผลที่เห็นสะท้อนตัวแผนจริง ๆ จึงรู้ได้ว่าต้องแก้ที่แผน ไม่ใช่ที่ตัวเรา
ปล่อยวางแบบนี้เป็นเรื่องศาสนาหรือเปล่า
คำนี้มาจากคำสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ในบทนี้ใช้เป็นท่าทีทางใจที่ใครก็ใช้ได้ คือแยกสิ่งที่ควบคุมได้ (การตัดสินใจ) ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (ผลของไม้เดียว) ไม่ต้องเชื่อหรือปฏิบัติทางศาสนาใด
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด