ยิ่งเฝ้าจอยิ่งรู้สึกแย่ Myopic loss aversion และความถี่ในการเช็กพอร์ต
ระบบที่มีกำไรคาดหวังจะดูเหมือนขาดทุนเกือบครึ่งหนึ่งของครั้งที่คุณเปิดดู คำนวณโอกาสเห็นตัวแดงตามความถี่ที่เช็ก และวิธีเช็กให้น้อยลงอย่างมีระบบ
- โอกาสที่การเช็กหนึ่งครั้งจะเห็นขาดทุนคือ Φ(−Sharpe × √t) ยิ่งเช็กถี่ t ยิ่งเล็ก โอกาสยิ่งเข้าใกล้ 50%
- ระบบสมมติ Sharpe 1 ถ้าดูทุกนาทีจะเห็นตัวแดงราว 49.9% ของครั้ง ถ้าดูปีละครั้งเหลือราว 15.9%
- เมื่อขาดทุนเจ็บราวสองเท่าของกำไร การเช็กรายวันทำให้ความรู้สึกรวมทั้งปีติดลบ แม้ระบบจะมีกำไร
- ในแบบจำลองของเรา ไม้ที่จบที่ TP ราว 9 ใน 10 เคยติดลบระหว่างทาง และราว 37% เคยลงไปถึงครึ่งทางของ Stop loss
- ทางแก้คือออกแบบการดู ไม่ใช่ฝืนใจ เช็กตามเวลา ซ่อนกำไรขาดทุนลอย ตั้ง Alert และวาง SL/TP ไว้ในคำสั่ง
เปิดแอปดูพอร์ตทีไรใจหายทุกที แม้ทั้งเดือนจะยังกำไร นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับคุณคนเดียว และไม่ได้แปลว่าระบบแย่ มันเป็นคณิตศาสตร์ของความผันผวนผสมกับนิสัยของสมองที่เจ็บกับการขาดทุนมากกว่าดีใจกับกำไร นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกการรวมกันนี้ว่า Myopic loss aversion บทนี้คำนวณให้ดูว่าความถี่ในการเช็กเปลี่ยนสิ่งที่คุณเห็นได้มากแค่ไหน และจัดระบบการดูยังไงให้ใจไม่พังและไม่เทรดพัง
Myopic loss aversion คืออะไร
มาจากสองคำ
- Loss aversion ขาดทุนรู้สึกหนักกว่ากำไรขนาดเท่ากัน Daniel Kahneman และ Amos Tversky เสนอไว้ใน Prospect theory (1979) งานปี 1992 ของ Tversky และ Kahneman ประมาณว่าหนักกว่าราว 2.25 เท่า การทดลองอื่น ๆ ได้ตัวเลขไม่เท่ากัน ในบทนี้จึงใช้ค่ากลม ๆ ว่า “ราวสองเท่า” เป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ค่าคงที่ของทุกคน อ่านเรื่องนี้เต็ม ๆ ได้ใน อคติทางความคิดที่ทำให้เทรดพลาด
- Myopic แปลว่าสายตาสั้น คือประเมินผลถี่และมองทีละช่วงสั้น ๆ แทนที่จะมองทั้งก้อน
Shlomo Benartzi และ Richard Thaler ใช้แนวคิดนี้ในบทความปี 1995 ในวารสาร Quarterly Journal of Economics อธิบายว่าทำไมนักลงทุนจำนวนมากไม่ชอบถือหุ้น ทั้งที่ระยะยาวหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรมาก คำอธิบายของเขาคือ ถ้าคนเกลียดการขาดทุนราวสองเท่า และประเมินพอร์ตราวปีละครั้ง หุ้นที่ผันผวนจะ “รู้สึก” ไม่คุ้มพอ ๆ กับพันธบัตร
Uri Gneezy และ Jan Potters ทดสอบเรื่องนี้ในห้องทดลอง (Quarterly Journal of Economics, 1997) ให้ผู้ร่วมทดลองเดิมพันในเกมที่ได้เปรียบซ้ำหลายรอบ กลุ่มที่ได้เห็นผลและตัดสินใจถี่ ลงเดิมพันน้อยกว่ากลุ่มที่ได้เห็นผลเป็นก้อนรวมทีละหลายรอบ แปลว่าแค่เปลี่ยนความถี่ของการเห็นผล ก็เปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้ แม้เกมจะเหมือนเดิมทุกอย่าง
สูตร: โอกาสที่เช็กแล้วเจอตัวแดง
สมมติ Equity ของระบบมีผลตอบแทนคาดหวัง μ ต่อปี และความผันผวน σ ต่อปี ถ้าคุณเปิดดูทุก t ปี การเปลี่ยนแปลงระหว่างสองครั้งที่ดูมีค่าเฉลี่ย μt และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน σ√t ใช้การประมาณแบบกระจายปกติ
P(เห็นขาดทุน) = Φ(−μt ÷ σ√t) = Φ(−Sharpe × √t)
Φ คือความน่าจะเป็นสะสมของกระจายปกติ และ Sharpe ในที่นี้คือ μ ÷ σ รายปี (ไม่หักดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงเพื่อให้ง่าย ดูความหมายของ Sharpe ได้ใน Sharpe, Sortino, Calmar)
สังเกตตัวที่สำคัญคือ √t กำไรคาดหวังโตตามเวลา t แต่ความผันผวนโตแค่ตาม √t ช่วงสั้น ๆ ความผันผวนจึงกลบกำไรจนมิด ช่วงยาวกำไรจึงเริ่มโผล่
ตัวอย่างคำนวณ ระบบสมมติ Sharpe 1 คือ μ = 15% ต่อปี σ = 15% ต่อปี เช็กวันละครั้ง ใช้ 1 ปี = 252 วันทำการ
- t = 1 ÷ 252
- กำไรคาดหวังต่อวัน μt = 15% ÷ 252 = 0.0595%
- ความผันผวนต่อวัน σ√t = 15% ÷ √252 = 15% ÷ 15.87 = 0.945%
- z = 0.0595 ÷ 0.945 = 0.063 (ตรงกับ Sharpe × √t = 1 × 0.063)
- P(เห็นขาดทุน) = Φ(−0.063) = 47.5%
ระบบที่ถือว่าดีตามเกณฑ์ทั่วไป แต่เปิดดูวันละครั้ง เกือบครึ่งหนึ่งของวันจะเห็นพอร์ตลดลง
ทำแบบเดียวกันกับทุกความถี่ ใช้ Forex ที่ซื้อขาย 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ จึงนับ 1 สัปดาห์ = 5 วันทำการ 1 เดือน = 21 วัน และ 1 ชั่วโมง = 1 ใน 24 ของวัน
| เช็กทุก | ระบบ Sharpe 0.5 (μ 10%, σ 20%) | ระบบ Sharpe 1 (μ 15%, σ 15%) |
|---|---|---|
| 1 นาที | 49.97% | 49.93% |
| 1 ชั่วโมง | 49.74% | 49.49% |
| 1 วัน | 48.74% | 47.49% |
| 1 สัปดาห์ | 47.19% | 44.40% |
| 1 เดือน | 44.26% | 38.64% |
| 1 ปี | 30.85% | 15.87% |
ดูทุกนาที ระบบที่ดีกับระบบที่บางแทบแยกกันไม่ออก ทั้งคู่ให้ประสบการณ์เหมือนโยนเหรียญ ต้องดูห่างเป็นเดือนหรือเป็นปี ความต่างถึงจะเห็นด้วยตา
นับครั้งที่เจ็บ เทียบกับครั้งที่ดีใจ
ทีนี้ใส่ Loss aversion เข้าไป ให้ครั้งที่เห็นขาดทุนมีน้ำหนัก 2 และครั้งที่เห็นกำไรมีน้ำหนัก 1 แบบจำลองนี้นับแค่จำนวนครั้ง ไม่นับขนาด เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ
ระบบ Sharpe 1 ใน 1 ปี
| เช็กทุก | เช็กกี่ครั้ง | ครั้งที่เจ็บ | ครั้งที่ดีใจ | ความรู้สึกรวม (ดีใจ − 2 × เจ็บ) |
|---|---|---|---|---|
| วัน | 252 | 119.7 | 132.3 | −107.0 |
| สัปดาห์ | 50.4 | 22.4 | 28.0 | −16.7 |
| เดือน | 12 | 4.6 | 7.4 | −1.9 |
| ปี | 1 | 0.16 | 0.84 | +0.5 |
ตรวจแถวแรก 252 × 47.49% = 119.7 ครั้ง ที่เหลือ 132.3 ครั้ง ความรู้สึกรวม = 132.3 − 2 × 119.7 = −107.0
ระบบเดียวกัน ผลเงินจริงเหมือนกันทุกแถว แต่คนที่เช็กทุกวันจะ “รู้สึก” ว่าปีนี้แย่ ส่วนคนที่เช็กปีละครั้งรู้สึกว่าดี
ความรู้สึกรวมจะเป็นบวกเมื่อโอกาสเห็นขาดทุนต่ำกว่า 1 ใน 3 คือ Sharpe × √t ต้องเกิน 0.431 (เพราะ Φ(0.431) = 2/3) แก้สมการได้ t = (0.431 ÷ Sharpe)²
- Sharpe 1: t = 0.186 ปี ≈ 47 วันทำการ หรือราวสองเดือน
- Sharpe 0.5: t = 0.742 ปี ≈ 187 วันทำการ หรือราวเก้าเดือน
ถ้านับขนาดด้วย คือขาดทุน 1 บาทหนักเท่ากำไร 2 บาท จุดคุ้มใจจะสั้นลงเหลือราว 19 วันทำการ (Sharpe 1) และราว 77 วันทำการ (Sharpe 0.5) แต่ไม่ว่าจะนับแบบไหน การเช็กรายวันหรือถี่กว่านั้นก็ยังติดลบทางความรู้สึก
อีกมุมที่ทำให้แย่กว่านี้ คนส่วนมากไม่ได้เทียบกับครั้งก่อนที่ดู แต่เทียบกับจุดสูงสุดที่เคยเห็น เราจำลองระบบ Sharpe 1 รายวัน 5,000 เส้นทาง เส้นละหนึ่งปี พบว่าราว 88% ของวันในปีแรก Equity อยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า ระบบ Sharpe 0.5 ราว 91% แปลว่าแทบทุกวันพอร์ตอยู่ใน Drawdown อ่านวิธีอ่าน Drawdown ให้ถูกได้ใน Equity DD กับ Balance DD
ไม้เดียวก็โดน: ไม้ที่ชนะส่วนใหญ่เคยติดลบ
ภาพเดียวกันเกิดในไม้เดียวด้วย เราจำลองไม้ 20,000 ไม้ ราคาเดินแบบสุ่มทีละนาที มีความได้เปรียบเล็กน้อย Stop loss −1R และ TP +2R (R คือระยะความเสี่ยงต่อไม้) ตั้งให้ 1R เท่ากับความผันผวนราว 100 นาที ผลที่ได้
- ชนะ (ถึง TP) 41.4% ซึ่งเหนือจุดคุ้มทุน 33.3% ของ RR 1:2 กำไรคาดหวังราว +0.24R ต่อไม้
- ในไม้ที่ชนะ 90.6% เคยติดลบอย่างน้อยหนึ่งนาที
- 61.9% เคยลงไปถึง −0.25R และ 37.2% เคยลงไปถึง −0.5R ก่อนวิ่งไปถึง TP
- ไม้ที่ชนะใช้เวลาเฉลี่ยกลาง ๆ (มัธยฐาน) 232 นาที และอยู่ในแดนติดลบราว 15% ของเวลา
ทีนี้ลองให้คนที่เฝ้าจอ “ทนไม่ไหว” ปิดไม้ทุกครั้งที่ติดลบถึง −0.5R ในแบบจำลองเดียวกัน อัตราชนะตกเหลือ 26.2% และกำไรคาดหวังลดจาก +0.24R เหลือ +0.155R ต่อไม้ (ใช้เส้นทางราคาสุ่มชุดเดียวกัน) ความได้เปรียบหายไปราวหนึ่งในสาม จากการเห็นตัวแดงแล้วรู้สึกเจ็บอย่างเดียว ถ้ามีค่า Spread ด้วย ไม้เริ่มต้นที่ติดลบตั้งแต่วินาทีแรกอยู่แล้ว ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสเห็นตัวแดง ระยะติดลบลึกที่สุดระหว่างทางของแต่ละไม้เรียกว่า MAE อ่านต่อได้ใน MAE และ MFE
ระบบไม่ได้เปลี่ยนเพราะคุณดูถี่ขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนครั้งที่คุณเห็นตัวแดง และจำนวนโอกาสที่คุณจะตัดสินใจจากความเจ็บนั้น
ทำไมเห็นตัวแดงบ่อยแล้วเทรดแย่ลง
- ปิดไม้ดีก่อนเวลา อย่างที่แบบจำลองด้านบนแสดง การหนีตอนติดลบตัดไม้ชนะทิ้งไปด้วย
- ย้าย Stop loss หนี ความเจ็บที่เกิดซ้ำทุกนาทีกดดันให้ขยาย SL เพื่อ “ให้ราคามีที่หายใจ” แล้วขาดทุนต่อไม้ใหญ่กว่าแผน
- เปิดไม้แก้มือ เห็นตัวแดงสะสมทั้งวันจนอยากทำอะไรสักอย่าง ต่อยอดเป็น Revenge trade ได้ง่าย
- ลดความเสี่ยงผิดจังหวะ แบบเดียวกับการทดลองของ Gneezy และ Potters คนที่เห็นผลถี่มักเลือกเสี่ยงน้อยลงกับสิ่งที่ได้เปรียบ เช่น เลิกใช้ระบบที่ดีระหว่างช่วงขาดทุนปกติ
- เหนื่อยสะสม การตื่นตัวทุกครั้งที่ราคาขยับกินพลังใจ ซึ่งต้องใช้ตอนตัดสินใจสำคัญจริง
แนวคิดเดียวกันถูกเล่าไว้ในหนังสือ Fooled by Randomness ของ Nassim Taleb ด้วยตัวอย่างนักลงทุนที่ดูพอร์ตถี่จนเห็นแต่ความผันผวน แทนที่จะเห็นผลตอบแทน
วิธีจัดการ: ออกแบบการดู ไม่ใช่ฝืนใจ
ความเจ็บจากการเห็นตัวแดงเป็นการตอบสนองปกติ การฝืนไม่ให้รู้สึกได้ผลน้อย ที่ได้ผลกว่าคือลดจำนวนครั้งที่ต้องเห็นมัน และตัดสินใจไว้ก่อนตอนใจยังเย็น
1. เช็กตามตารางเวลา ไม่ใช่ตามความรู้สึก เขียนลงแผนว่าจะดูตอนไหน เช่น ระบบถือข้ามวันดูสองครั้ง ตอนเปิดตลาดยุโรปกับก่อนนอน ระบบเทรดในวันดูตอนแท่งเทียนของ Timeframe ที่ใช้ปิด ไม่ใช่ระหว่างแท่ง ส่วนผลรวมของพอร์ตดูรายสัปดาห์หรือรายเดือน จากตารางด้านบน ยิ่งรอบห่าง ภาพที่เห็นยิ่งตรงกับความได้เปรียบจริงของระบบ
2. ซ่อนกำไรขาดทุนลอย หรือคิดเป็น R ตัวเลขเงินกระตุ้นความรู้สึกแรงที่สุด หลายแพลตฟอร์มซ่อนคอลัมน์ได้ หรือแสดงเป็นจุดแทนเงิน (ลองดูเมนูของแพลตฟอร์มที่ใช้) แล้วอ่านเป็น R เช่น “ไม้นี้ −0.4R” ซึ่งบอกตรง ๆ ว่ายังอยู่ในแผน ต่างจาก “−1,200 บาท” ที่ชวนให้ตกใจ
3. ให้ Alert เฝ้าแทนตา ตั้ง Alert ราคาที่ระดับที่ต้องตัดสินใจจริง เช่น จุดเลื่อน SL ตามแผน หรือแนวที่ทำให้แผนเสีย ระหว่างนั้นไม่ต้องดู ถ้า Alert ไม่ดังแปลว่ายังไม่มีอะไรต้องทำ
4. Set-and-forget ด้วย SL และ TP ในคำสั่ง ใส่ Stop loss และ Take profit ตั้งแต่เปิดไม้ ไม้จะปิดเองเมื่อราคาแตะอันใดอันหนึ่งก่อน ทำงานแบบ OCO (One-Cancels-the-Other) ที่อันหนึ่งทำงานแล้วอีกอันถูกยกเลิก บางแพลตฟอร์มมีคำสั่ง OCO สำหรับคำสั่งรอสองตัวโดยตรง บางแพลตฟอร์มไม่มี ตรวจในแพลตฟอร์มของคุณ ดูประเภทคำสั่งทั้งหมดได้ใน ประเภทคำสั่งซื้อขาย
5. ขนาด lot ที่ดูแล้วไม่ใจสั่น ถ้าดูไม้ที่ −0.5R แล้วมือเริ่มเย็น อาจแปลว่าเสี่ยงต่อไม้ใหญ่เกินไป ลดลงจนขาดทุนเต็ม SL แล้วยังรับได้ เช่นราว 1% ของพอร์ต
6. สุขอนามัยของโทรศัพท์ ย้ายแอปเทรดออกจากหน้าแรก ปิดการแจ้งเตือนกำไรขาดทุน เหลือแค่ Alert ราคาที่ตั้งเอง ล็อกเอาท์หลังเช็กเสร็จ ให้การเปิดดูครั้งต่อไปต้องตั้งใจ ไม่ใช่นิ้วพาไป และไม่วางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน
7. รู้ทันตอนอยากเปิดดู สังเกตว่าอยากเปิดตอนไหน มักเป็นตอนเบื่อหรือกังวล ไม่ใช่ตอนมีเหตุต้องตัดสินใจ หายใจช้า ๆ สักสามครั้งแล้วถามตัวเองว่า “ถ้าเปิดแล้ว จะทำอะไรต่างจากแผน” ถ้าคำตอบคือไม่ทำอะไร ก็ไม่ต้องเปิด อ่านวิธีฝึกได้ใน สติสำหรับเทรดเดอร์ และ Urge surfing
ก่อนเปิดดูพอร์ตทุกครั้ง ถามว่า “ถ้าเห็นตัวแดง ฉันจะทำอะไร” ถ้าคำตอบคือทำตามแผนเหมือนเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องดูตอนนี้
ถ้าความกังวลเรื่องพอร์ตกระทบการนอน การกิน หรือความสัมพันธ์จนถึงขั้นที่จัดการเองไม่ไหว ควรคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ในไทยมีสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 1323
ข้อจำกัดของตัวเลขในบทนี้
- ใช้กระจายปกติและความผันผวนคงที่ ตลาดจริงมีหางอ้วนและความผันผวนเกาะกลุ่ม ดู Fat tails และ Volatility clustering ตัวเลขช่วงสั้นมากอาจคลาดได้ แต่ข้อสรุปว่ายิ่งดูถี่ยิ่งเข้าใกล้ 50% ยังเหมือนเดิม
- ระบบ Sharpe 0.5 และ 1 เป็นค่าสมมติ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง และไม่ได้บอกว่าระบบไหนในตลาดจริงทำได้
- น้ำหนัก “สองเท่า” เป็นค่ากลม ๆ แต่ละคนไม่เท่ากัน และวันเดียวกันก็ไม่เท่ากัน
- แบบจำลองไม้เดียวเป็นราคาแบบสุ่มที่ใส่ความได้เปรียบไว้เอง เพื่อให้เห็นกลไก ไม่ใช่ผลทดสอบของกลยุทธ์ใด
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ตัดสินระบบจากสิ่งที่เห็นวันนี้ ตัวแดงหนึ่งวันของระบบ Sharpe 1 เกิดขึ้นได้ราว 47.5% ของวัน มันไม่ใช่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับระบบ ประเมินจากตัวอย่างไม้จำนวนมากแทน ดู Process over outcome
- ดูเงินแทนดูแผน เปิดแอปแล้วดูแต่ยอดกำไรขาดทุน แทนที่จะดูว่าราคาถึงระดับที่ต้องตัดสินใจหรือยัง
- เช็กถี่ขึ้นเมื่อขาดทุน ช่วงขาดทุนคือช่วงที่ควรดูตามตารางเคร่งที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ตัดสินใจจากความเจ็บง่ายที่สุด
- ใช้การเฝ้าจอแทน Stop loss “เดี๋ยวคอยดูเอง” ไม่ใช่การจำกัดความเสี่ยง ถ้าเน็ตหลุดหรือหลับไป ไม่มีอะไรปกป้องพอร์ต
- เปิดแจ้งเตือนกำไรขาดทุนทุกไม้ เท่ากับเลือกเช็กทุกนาทีโดยไม่รู้ตัว
คำถามที่พบบ่อย
ควรเช็กพอร์ตบ่อยแค่ไหน
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน หลักคือเช็กเท่าที่ต้องใช้ตัดสินใจตามแผน ระบบที่ถือไม้ข้ามวันมักเช็กวันละหนึ่งถึงสองครั้งตามเวลาที่กำหนดก็พอ ส่วนการดูผลรวมของพอร์ตควรห่างกว่านั้น เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน
เทรดสั้นในวันจำเป็นต้องเฝ้าจอ จะทำยังไง
แยกการดูกราฟออกจากการดูเงิน ดูราคากับระดับที่วางแผนไว้ได้ แต่ซ่อนคอลัมน์กำไรขาดทุนเป็นเงิน หรือคิดเป็น R แทน และให้ SL กับ TP อยู่ในคำสั่งตั้งแต่เปิดไม้ จะได้ไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้งที่ราคาขยับ
เช็กน้อยลงแล้วจะพลาดเหตุการณ์สำคัญไหม
สิ่งที่ต้องรู้ทันที เช่น ราคาถึงระดับที่วางไว้ หรือ Margin level ต่ำลง ให้ Alert ทำหน้าที่แทนสายตา ส่วนความเสี่ยงที่รับไม่ได้จริง ๆ ควรจำกัดด้วย Stop loss และขนาด lot ไม่ใช่ด้วยการนั่งเฝ้า
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด