8 อคติที่ทำให้เทรดเดอร์เสียเงิน: Loss aversion, Disposition effect และวิธีแก้
รู้จัก 8 อคติจากงานวิจัยการเงินเชิงพฤติกรรม พร้อมตัวอย่างในการเทรดและวิธีแก้ที่ทำได้จริง และคำนวณให้ดูว่าตัดกำไรเร็ว ถือขาดทุนนาน กิน Expectancy แค่ไหน
- ขาดทุนรู้สึกเจ็บกว่ากำไรขนาดเท่ากัน สมองจึงอยากรีบเก็บกำไรและไม่อยากปิดไม้ที่ขาดทุน
- ระบบที่ชนะ 40% ตามแผน +2R/−1R ได้ +0.2R ต่อไม้ แต่ถ้าตัดกำไรที่ +0.5R และปล่อยขาดทุนถึง −2R จะกลายเป็น −1.0R ต่อไม้
- อคติไม่หายเพราะรู้จักมัน วิธีที่ได้ผลคือตัดสินใจล่วงหน้าตอนใจยังเย็น ด้วย SL/TP ที่ตั้งไว้ก่อน Checklist และบันทึกการเทรด
- ผลไม่กี่ไม้ล่าสุดบอกอะไรได้น้อยมาก ให้ตัดสินระบบจากไม้จำนวนมากในบันทึก
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เสียเงินเพราะไม่รู้วิธี แต่เพราะทำไม่ได้ตามที่รู้ตอนเงินกำลังขยับ สมองคนมีทางลัดในการตัดสินใจที่ใช้ได้ดีในชีวิตประจำวัน แต่ในตลาดมันพาไปผิดทางแบบเดิมซ้ำ ๆ นักวิจัยด้าน การเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral finance) ศึกษาอาการพวกนี้มาหลายสิบปี บทนี้รวบรวม 8 ตัวที่เจอบ่อยที่สุด แต่ละตัวมีตัวอย่างในการเทรดและวิธีแก้ที่ทำได้ทันที
อคติคืออะไร และทำไมรู้แล้วยังพลาด
อคติทางความคิด (Cognitive bias) คือความผิดพลาดในการตัดสินใจที่เกิดซ้ำในทิศทางเดิม ไม่ใช่ความผิดพลาดแบบสุ่ม เช่น ไม่ได้ปิดกำไรเร็วบ้างช้าบ้างเท่า ๆ กัน แต่ปิดเร็วเกือบทุกครั้ง
ข่าวไม่ดีคือการรู้จักชื่อของอคติไม่ได้ทำให้มันหายไป ข่าวดีคือเราไม่ต้องชนะมันตอนกราฟกำลังวิ่ง เราแค่ต้องตัดสินใจไว้ล่วงหน้าตอนใจยังเย็น แล้วให้แผนทำงานแทน วิธีแก้ในบทนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นเรื่องเดียวกัน คือย้ายการตัดสินใจไปไว้ก่อนเปิดไม้
1. Loss aversion: ขาดทุนเจ็บกว่ากำไรขนาดเท่ากัน
ในปี 1979 Daniel Kahneman และ Amos Tversky เสนอ Prospect theory อธิบายว่าคนไม่ได้ตัดสินใจจากเงินรวมที่มี แต่จากกำไรหรือขาดทุนเทียบกับจุดอ้างอิง เช่น ราคาที่เข้าซื้อ และมีสามลักษณะสำคัญ
- ขาดทุนหนักกว่ากำไร เสีย 100 รู้สึกแย่มากกว่าที่ได้ 100 รู้สึกดี เรียกว่า Loss aversion
- ฝั่งกำไรโค้งลง กำไรก้อนแรกรู้สึกดีมาก ส่วนกำไรที่เพิ่มต่อจากนั้นรู้สึกเพิ่มขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ คนจึงอยากเก็บกำไรที่มีอยู่ให้ชัวร์
- ฝั่งขาดทุนก็โค้งเหมือนกัน ขาดทุนจาก 50 เป็น 100 รู้สึกเจ็บเพิ่มน้อยกว่าขาดทุนจาก 0 เป็น 50 คนจึงยอมเสี่ยงถือไม้ที่ติดลบต่อ เพื่อลุ้นว่าจะกลับมาเสมอ
ในการเทรด อาการคือย้าย Stop loss ออกไปเมื่อราคาเข้าใกล้ หรือปิด SL ทิ้งเพราะ “เดี๋ยวก็กลับ” ส่วนไม้ที่กำไรอยู่ กลับปิดเร็วเพราะกลัวกำไรหาย
วิธีแก้ ตั้ง SL และ TP ไว้ในคำสั่งตั้งแต่เปิดไม้ ไม่ใช่ในหัว และเสี่ยงต่อไม้ให้เล็กพอที่ขาดทุนเต็ม SL แล้วไม่เจ็บจนต้องหนี เช่นราว 1% ของพอร์ต ดู เสี่ยงไม้ละ 1%
2. Disposition effect: ขายของดีเร็ว เก็บของเสียนาน
Hersh Shefrin และ Meir Statman ตั้งชื่ออาการนี้ในปี 1985 ว่า Disposition effect คือแนวโน้มที่จะขายสิ่งที่กำไรเร็วเกินไป และถือสิ่งที่ขาดทุนนานเกินไป ทั้งสองคนอธิบายอาการนี้ส่วนหนึ่งด้วย Prospect theory ข้างบน (ฝั่งกำไรอยากเก็บให้ชัวร์ ฝั่งขาดทุนยอมเสี่ยงลุ้น)
ต่อมาในปี 1998 Terrance Odean ศึกษาบัญชีซื้อขายหุ้นของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก พบว่านักลงทุนขายหุ้นที่กำไรอยู่บ่อยกว่าหุ้นที่ขาดทุนอยู่อย่างชัดเจน และที่แย่กว่านั้นคือ หุ้นที่ขายทิ้งตอนกำไร ในช่วงต่อมากลับไปได้ดีกว่าหุ้นที่เก็บไว้ทั้งที่ขาดทุน นั่นคือการตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้ช่วยแม้แต่ในแง่การเลือกตัว
ในการเทรด เปิดไม้วางแผน TP ที่ +2R (R คือระยะความเสี่ยงหนึ่งเท่าของ SL) พอกำไรได้ครึ่ง R ก็ปิดเพราะกลัว ส่วนไม้ที่ติดลบ เลื่อน SL ออกไปจนขาดทุนสองเท่าของที่วางไว้
ตัวอย่างคำนวณ: ตัดกำไรเร็ว ถือขาดทุนนาน กิน Expectancy เท่าไร
Expectancy คือผลเฉลี่ยต่อไม้ คิดเป็นหน่วย R
Expectancy = อัตราชนะ × กำไรเฉลี่ย − อัตราแพ้ × ขาดทุนเฉลี่ย
สมมติระบบชนะ 40% เท่ากันทุกกรณี เปลี่ยนแค่วิธีปิดไม้
- ตามแผน ชนะ +2R แพ้ −1R: 0.4 × 2 − 0.6 × 1 = 0.8 − 0.6 = +0.2R ต่อไม้
- ตัดกำไรเร็วอย่างเดียว ชนะ +0.5R แพ้ −1R: 0.4 × 0.5 − 0.6 × 1 = 0.2 − 0.6 = −0.4R
- ถือขาดทุนนานอย่างเดียว ชนะ +2R แพ้ −2R: 0.8 − 0.6 × 2 = 0.8 − 1.2 = −0.4R
- ทั้งสองอย่าง ชนะ +0.5R แพ้ −2R: 0.2 − 1.2 = −1.0R ต่อไม้
| วิธีปิดไม้ | Expectancy ต่อไม้ | 100 ไม้ | อัตราชนะคุ้มทุน |
|---|---|---|---|
| ตามแผน +2R / −1R | +0.2R | +20R | 33.3% |
| ตัดกำไรที่ +0.5R | −0.4R | −40R | 66.7% |
| ถือขาดทุนถึง −2R | −0.4R | −40R | 50.0% |
| ทั้งสองอย่าง | −1.0R | −100R | 80.0% |
อัตราชนะคุ้มทุน = ขาดทุนเฉลี่ย ÷ (กำไรเฉลี่ย + ขาดทุนเฉลี่ย) เช่นแถวสุดท้าย 2 ÷ (0.5 + 2) = 80% ถ้า 1R = 10 ดอลลาร์ ตามแผน 100 ไม้ได้ +200 ดอลลาร์ แต่แบบทั้งสองอย่างเสีย −1,000 ดอลลาร์ จากจุดเข้าชุดเดียวกัน
ตรวจผล: แผนเดิม 100 ไม้ ชนะ 40 × 2 = 80R แพ้ 60 × 1 = 60R สุทธิ +20R ตรงกับ 0.2 × 100 ส่วนแบบทั้งสองอย่าง ชนะ 40 × 0.5 = 20R แพ้ 60 × 2 = 120R สุทธิ −100R
ในชีวิตจริงอัตราชนะจะไม่เท่าเดิมพอดี การปิดกำไรเร็วทำให้ชนะบ่อยขึ้นบ้าง และไม้ที่ถือขาดทุนไว้บางไม้ก็กลับมาได้ แต่ดูตัวเลขคุ้มทุนในตาราง แบบทั้งสองอย่างต้องชนะเกิน 80% ระบบที่เดิมชนะ 40% แทบไม่มีทางขึ้นไปถึง และไม้ที่ไม่กลับมาสักไม้เดียวอาจลากไปไกลกว่า −2R มาก อ่านเรื่องอัตราชนะคุ้มทุนต่อใน อัตราชนะสูงไม่ได้แปลว่ากำไร
วิธีแก้ ให้คำสั่ง TP และ SL ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นเป็นตัวปิดไม้ ถ้าจะเลื่อน SL หรือปิดบางส่วน ให้เขียนกติกาไว้ก่อนและใช้ทุกไม้เหมือนกัน แล้วจดในบันทึกว่าไม้ไหนปิดก่อนแผน ทุกสัปดาห์ลองคิดว่าถ้าปล่อยตามแผนจะได้กี่ R
ในตัวอย่างนี้ จุดเข้าเหมือนกันทุกแถว สิ่งที่เปลี่ยน +0.2R เป็น −1.0R ต่อไม้ คือวิธีปิดไม้ล้วน ๆ
3. Overconfidence และ Overtrading: มั่นใจเกินจนเทรดถี่
Overconfidence คือการประเมินความรู้และฝีมือตัวเองสูงกว่าความจริง Brad Barber และ Terrance Odean ศึกษาบัญชีนักลงทุนรายย่อยหลายหมื่นบัญชี ในงานปี 2000 พบว่ากลุ่มที่ซื้อขายถี่ที่สุดได้ผลตอบแทนสุทธิต่ำกว่ากลุ่มที่ซื้อขายน้อยอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เพราะค่าธรรมเนียมที่จ่ายเพิ่มตามจำนวนครั้ง ในงานปี 2001 พบว่าผู้ชายซื้อขายถี่กว่าผู้หญิงและได้ผลสุทธิต่ำกว่า สอดคล้องกับงานจิตวิทยาที่พบว่าผู้ชายมักมั่นใจในเรื่องการเงินมากกว่า
ในการเทรด หลังชนะติดกันหลายไม้ รู้สึกว่าอ่านตลาดออก เลยเพิ่ม lot เปิดไม้นอก Setup และเทรดทุกการขยับ ทุกไม้จ่าย spread ไม้ที่ไม่มีความได้เปรียบจึงไม่ได้เป็นศูนย์ แต่ติดลบเท่าต้นทุน ดู ต้นทุน spread ต่อไม้
วิธีแก้ กำหนดจำนวนไม้สูงสุดต่อวันและขนาดความเสี่ยงคงที่ไว้ล่วงหน้า ไม่ปรับตามอารมณ์หลังชนะ และให้บันทึกการเทรดเป็นคนตัดสินว่าฝีมือดีขึ้นจริงไหม ไม่ใช่ความรู้สึก
4. Gambler’s fallacy และ Hot hand: เชื่อว่าผลไม้ก่อนกำหนดไม้ถัดไป
Gambler’s fallacy คือความเชื่อว่าแพ้มาหลายไม้แล้ว ไม้หน้า “ต้องชนะ” ส่วน Hot hand คือด้านกลับ เชื่อว่ากำลังมือขึ้น ชนะแล้วจะชนะต่อ งานคลาสสิกของ Gilovich, Vallone และ Tversky ในปี 1985 ศึกษาเรื่องนี้ในกีฬาบาสเกตบอล (ภายหลังมีงานวิจัยโต้แย้งว่าในกีฬามือขึ้นอาจมีอยู่จริงบ้าง) แต่ในการเทรดด้วยกติกาเดิม ผลไม้ที่แล้วแทบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับไม้ถัดไป
ในการเทรด แพ้ 5 ไม้ติด เลยเบิ้ล lot เพราะ “รอบนี้ต้องได้แล้ว” หรือชนะ 5 ไม้ติดเลยเพิ่มความเสี่ยงเพราะ “มือขึ้น” ทั้งสองแบบทำให้ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดไปตกในช่วงที่ไม่มีเหตุผลรองรับ
วิธีแก้ คำนวณก่อนว่าระบบของเราแพ้ติดกันยาวแค่ไหนได้ตามปกติ ดู แพ้ติดกันกี่ไม้ถึงเรียกว่าปกติ ใช้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่ และตั้งเพดานขาดทุนรายวันไว้ ดู Revenge trading และเพดานขาดทุนรายวัน
5. Recency bias: ให้น้ำหนักเรื่องล่าสุดมากเกินไป
Recency bias คือการตัดสินจากสิ่งที่เพิ่งเกิด มากกว่าภาพรวมทั้งหมด เรื่องที่จำได้ชัดดูเหมือนเกิดบ่อยกว่าความจริง
ในการเทรด แพ้ 4 ไม้ล่าสุดเลยทิ้งระบบที่ทดสอบมาหลายร้อยไม้ ไปหาระบบใหม่ หรือเห็นตลาดวิ่งแรงทางเดียวมาสามวันเลยคิดว่าจะวิ่งต่อแบบนั้นตลอด รวมถึงเลือกสัญญาณหรือคนให้ Copy trade จากผลเดือนล่าสุด ดู ประเมินสัญญาณและ Copy trading
วิธีแก้ ตัดสินระบบจากไม้จำนวนมากในบันทึก ไม่ใช่ไม่กี่ไม้ล่าสุด และกำหนดไว้ก่อนว่าจะทบทวนเมื่อครบกี่ไม้ หรือเมื่อแพ้ติดเกินช่วงที่คำนวณไว้ ดู บันทึกการเทรด ถ้าสงสัยว่าตลาดเปลี่ยนนิสัยจริง อ่าน ตลาดเปลี่ยนสภาพ
6. Confirmation bias: หาแต่ข้อมูลที่เข้าข้างตัวเอง
Confirmation bias คือการมองหา ให้น้ำหนัก และจำข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว ส่วนข้อมูลที่ขัดแย้งถูกมองข้าม
ในการเทรด ถือ Buy อยู่ ก็เปิดแต่บทวิเคราะห์ที่บอกว่าจะขึ้น ข่าวร้ายถูกมองว่า “ตลาดรับรู้ไปแล้ว” หรือเปลี่ยน Timeframe ไปเรื่อย ๆ จนเจอกราฟที่ยังดูเป็นขาขึ้น อาการนี้ทำงานคู่กับการมองกราฟย้อนหลังแล้วเห็นแต่จุดที่เส้นแม่น ดู Hindsight bias กับเส้นที่แม่นทุกครั้ง
วิธีแก้ ก่อนเปิดไม้ เขียนหนึ่งประโยคว่า “อะไรจะพิสูจน์ว่าฉันผิด” แล้ววาง SL ตรงนั้น ใช้ Checklist ที่ต้องติ๊กครบก่อนเข้า และนับผลทุกสัญญาณ ไม่ใช่เฉพาะที่ถูก
7. Anchoring: ยึดตัวเลขแรกที่เห็น
Tversky และ Kahneman อธิบาย Anchoring ไว้ในงานปี 1974 คือเมื่อต้องประมาณค่า คนจะเริ่มจากตัวเลขแรกที่เห็นแล้วปรับจากตรงนั้นไม่พอ แม้ตัวเลขนั้นจะไม่เกี่ยวข้องเลย
ในการเทรด ตัวเลขที่ยึดบ่อยที่สุดคือ ราคาที่เข้า “รอให้กลับมาที่ทุนก่อนแล้วค่อยปิด” ทั้งที่ตลาดไม่รู้ว่าเราเข้าที่ราคาไหน อีกแบบคือยึดจุดสูงสุดเดิม “เคยอยู่ที่ราคานั้น ตอนนี้ถูกแล้ว” หรือยึดเป้ากำไรรายวันที่ตั้งไว้ในใจ
วิธีแก้ ถามตัวเองว่า “ถ้าตอนนี้ไม่มีไม้นี้อยู่ จะเปิดไม้นี้ที่ราคานี้ไหม” ถ้าคำตอบคือไม่ เหตุผลที่ยังถือมักเป็นแค่ราคาที่เข้า
8. Sunk cost: เสียไปแล้วเลยไม่อยากหยุด
Sunk cost fallacy คือการทำต่อเพราะลงทุนไปแล้ว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้คุ้ม Hal Arkes และ Catherine Blumer ทดลองเรื่องนี้ในปี 1985 พบว่าคนยอมใช้ของที่จ่ายเงินไปแล้วต่อ แม้รู้ว่าทางเลือกอื่นดีกว่า
ในการเทรด ไม้ที่ติดลบหนักแล้วเปิดเพิ่มเพื่อเฉลี่ยราคา เพราะไม่อยากให้ที่เสียไปสูญเปล่า ดู Grid Martingale และการเฉลี่ยขาลง หรือใช้ระบบที่ทุ่มเวลาและเงินซื้อมาต่อทั้งที่ผลจริงไม่ผ่านเกณฑ์
วิธีแก้ เขียนเงื่อนไขหยุดไว้ก่อนเริ่ม เช่น จะเลิกใช้ระบบเมื่อ Drawdown เกินเท่าไร หรือผลหลังจำนวนไม้ที่กำหนดต่ำกว่าเกณฑ์ เงินและเวลาที่เสียไปแล้วไม่กลับมาไม่ว่าจะตัดสินใจทางไหน มีแค่ผลจากนี้ไปที่ยังเลือกได้
อคติทุกตัวในบทนี้เอาชนะได้ยากตอนกราฟกำลังวิ่ง แต่ป้องกันได้ง่ายถ้าตัดสินใจไว้ก่อนเปิดไม้
สรุปวิธีแก้เป็นชุดเดียว
| อคติ | อาการในการเทรด | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| Loss aversion | ย้าย SL ออก ไม่ยอมแพ้ | SL ในคำสั่งตั้งแต่เปิดไม้ เสี่ยงต่อไม้เล็ก |
| Disposition effect | ปิดกำไรเร็ว ถือขาดทุนนาน | TP/SL ตั้งไว้ก่อน จดไม้ที่ปิดก่อนแผน |
| Overconfidence | เทรดถี่ เพิ่ม lot หลังชนะ | จำนวนไม้สูงสุดต่อวัน ความเสี่ยงคงที่ |
| Gambler’s fallacy / Hot hand | เบิ้ลหลังแพ้ หรือหลังชนะ | ความเสี่ยงคงที่ เพดานขาดทุนรายวัน |
| Recency bias | ทิ้งระบบหลังแพ้ไม่กี่ไม้ | ตัดสินจากไม้จำนวนมากในบันทึก |
| Confirmation bias | อ่านแต่ข้อมูลที่เข้าข้าง | เขียนจุดที่พิสูจน์ว่าผิด ใช้ Checklist |
| Anchoring | รอกลับมาที่ทุน | ถามว่าจะเปิดไม้นี้ตอนนี้ไหม |
| Sunk cost | เฉลี่ยขาลง ใช้ระบบที่ไม่ผ่านต่อ | เงื่อนไขหยุดเขียนไว้ก่อนเริ่ม |
เครื่องมือหลักมีแค่สามอย่าง คือ SL/TP ที่ตั้งไว้ก่อน Checklist ก่อนเข้า และ บันทึกการเทรด ที่จดทั้งผลและเหตุผล ถ้าอยากเช็คว่า RR ที่วางไว้ต้องชนะกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้เครื่องคำนวณ RR ท้ายบท
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่ารู้แล้วจะไม่เป็น อคติทำงานตอนเงินขยับ ไม่ใช่ตอนอ่านบทความ ต้องมีกติกาที่ทำงานแทน
- ตั้ง SL ไว้ แต่ยกเลิกเมื่อราคาเข้าใกล้ SL ที่ย้ายได้ตามอารมณ์ไม่ต่างจากไม่มี SL
- ภูมิใจกับอัตราชนะสูงที่มาจากการตัดกำไรเร็ว ต้องดู Expectancy และอัตราชนะคุ้มทุนด้วย ไม่ใช่อัตราชนะอย่างเดียว
- จดแต่ไม้ที่ชนะ หรือจดแต่ตัวเลข บันทึกที่ไม่มีเหตุผลการเข้าและการออก ช่วยจับอคติไม่ได้
- เปลี่ยนระบบทุกครั้งที่แพ้ติด ทำให้ไม่เคยมีไม้มากพอจะรู้ว่าระบบไหนใช้ได้จริง
คำถามที่พบบ่อย
ถ้ารู้จักอคติพวกนี้แล้ว จะเลิกเป็นได้ไหม
ส่วนใหญ่ไม่ได้ งานวิจัยพบอคติเหล่านี้แม้ในคนที่รู้จักมันดี การรู้ช่วยให้จับได้ทีหลัง แต่ตอนเงินกำลังติดลบ ความรู้สึกมักชนะ ทางที่ได้ผลกว่าคือออกแบบให้ไม่ต้องตัดสินใจตอนนั้น เช่น ตั้ง SL และ TP ไว้ตั้งแต่เปิดไม้ และมีกฎหยุดเทรดที่เขียนไว้ก่อน
ตัดกำไรเร็วทำให้ชนะบ่อยขึ้น ทำไมยังแย่
อัตราชนะที่เพิ่มขึ้นต้องเทียบกับอัตราชนะคุ้มทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ถ้ากำไรเฉลี่ย +0.5R และขาดทุนเฉลี่ย −2R ต้องชนะเกิน 80% ถึงจะเริ่มกำไร การตัดกำไรเร็วแทบไม่เคยดันอัตราชนะขึ้นไปได้ขนาดนั้น
ย้าย Stop loss ได้ไหม
ย้ายเข้าหาทางกำไรเพื่อลดความเสี่ยงตามกติกาที่เขียนไว้ก่อนได้ เช่น เลื่อนมาที่จุดเข้าเมื่อราคาไปถึงระดับหนึ่ง แต่การย้ายให้ห่างออกไปเพื่อไม่ต้องแพ้ คืออาการถือขาดทุนนานที่บทนี้อธิบาย และเป็นทางที่ขาดทุนเล็กกลายเป็นขาดทุนใหญ่
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด