เรียนรู้ › จัดการความเสี่ยง

Sharpe, Sortino, Calmar ต่างกันยังไง และ Martingale หลอกตัวเลขพวกนี้ได้แค่ไหน

สูตร Sharpe Sortino Calmar/MAR Recovery factor และ Ulcer index คำนวณบนสองพอร์ตที่กำไรเท่ากัน แต่ละตัวลงโทษอะไร ถูกหลอกได้ยังไง และควรใช้ตัวไหนตอบคำถามไหน

ขั้นสูง อ่าน 13 นาที 22 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • กำไรเท่ากันไม่ได้แปลว่าดีเท่ากัน สองพอร์ตที่จบ +9.6% เท่ากัน ได้ Sharpe 2.18 กับ 0.59
  • Sharpe ลงโทษความผันผวนทั้งขึ้นและลง Sortino ลงโทษเฉพาะขาลง Calmar กับ Recovery factor ดูหลุมที่ลึกที่สุดหลุมเดียว Ulcer index ดูทั้งความลึกและความนาน
  • ในการจำลองของเรา ระบบ Martingale บนราคาสุ่มได้ Sharpe เกิน 1 ใน 79% ของรอบที่รอดถึงเดือนที่ 6 แต่เกือบครึ่งของรอบเหล่านั้นพังภายใน 3 ปี
  • ตัวเลขทุกตัวขึ้นกับว่าวัดจากอะไร Equity หรือ Balance วัดถี่แค่ไหน และช่วงยาวเท่าไร เทียบกันได้เฉพาะเมื่อวัดแบบเดียวกัน

Risk-adjusted performance คือการวัดผลงานโดยเอาผลตอบแทนมาหารด้วยความเสี่ยงที่ต้องแบกเพื่อให้ได้มัน สองพอร์ตที่กำไรเท่ากัน อาจต่างกันมากในความรู้สึกตอนถือ และในโอกาสที่จะพังกลางทาง ตัวเลขอย่าง Sharpe, Sortino, Calmar, Recovery factor และ Ulcer index พยายามตอบเรื่องนี้ แต่แต่ละตัว “ลงโทษ” คนละอย่าง และแต่ละตัวมีช่องให้ถูกหลอกต่างกัน บทนี้คำนวณทุกตัวบนพอร์ตตัวอย่างชุดเดียวกัน แล้วจำลองให้เห็นว่าระบบ Martingale ทำให้ตัวเลขสวยได้แค่ไหนก่อนวันที่มันพัง

สองพอร์ต กำไรเท่ากัน

สมมติพอร์ตทุน 10,000 ดอลลาร์สองพอร์ต ผลรายเดือน (%) 12 เดือนเป็นแบบนี้ ตัวเลขแต่งขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ผลของระบบจริง

เดือน123456789101112
A เรียบ2.0−1.01.60.4−0.81.91.0−1.42.10.61.51.4
B แกว่ง6−45−738−526−34−4.3

ทบต้นแล้วทั้งคู่จบที่ราว +9.6% (A 10,962 ดอลลาร์ B 10,961 ดอลลาร์) แต่ทางที่เดินมาต่างกันมาก

A เรียบ: Sharpe 2.18 · DD สูงสุด −1.4% B แกว่ง: Sharpe 0.59 · DD สูงสุด −7.0% ทั้งคู่จบที่ +9.6% หลัง 12 เดือน Drawdown จากจุดสูงสุด (%) 10,00010,50011,000 0%−4%−8% เดือน 0612
ชุดข้อมูลตัวอย่างที่แต่งขึ้น ไม่ใช่ตลาดจริง Equity (ดอลลาร์) ของสองพอร์ตที่จบเท่ากัน ด้านล่างคือระยะห่างจากจุดสูงสุดเดิม พื้นที่สีแดงยิ่งกว้างและลึก Ulcer index ยิ่งสูง

ผลคำนวณทุกตัว (ไม่หักอัตราดอกเบี้ยปลอดความเสี่ยง ใช้เป้าหมาย 0% สำหรับ Sortino)

ตัวชี้วัดA เรียบB แกว่ง
ผลเฉลี่ยต่อเดือน0.775%0.892%
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อเดือน1.232%5.204%
Sharpe รายปี2.180.59
Sortino รายปี4.900.99
Max drawdown−1.40% (147 ดอลลาร์)−7.00% (748 ดอลลาร์)
Calmar (ปีนี้)6.871.37
Recovery factor6.531.29
Ulcer index0.553.47

สังเกตแถวแรก B มีผลเฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่า A แต่ทบต้นแล้วได้เท่ากัน ความผันผวนกินผลตอบแทนทบต้นไปเอง (volatility drag) ขาดทุน 7% ต้องกำไร 7.5% ถึงจะกลับที่เดิม ลองตัวเลขอื่นได้ที่ เครื่องคิดเลขการฟื้นตัว

Sharpe ratio: ลงโทษความผันผวนทั้งขึ้นและลง

Sharpe = (ผลตอบแทนเฉลี่ย − อัตราปลอดความเสี่ยง) ÷ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน

William Sharpe เสนอในปี 1966 ตัวหารคือความผันผวนทั้งหมด เดือนที่กำไรแรงก็ถูกนับเป็น “ความเสี่ยง” เท่ากับเดือนที่ขาดทุนแรง

คิดของ A ทีละขั้น

  1. ผลเฉลี่ยต่อเดือน = 9.3 ÷ 12 = 0.775%
  2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (แบบตัวอย่าง หารด้วย n − 1) = 1.232%
  3. Sharpe รายเดือน = 0.775 ÷ 1.232 = 0.629
  4. แปลงเป็นรายปี × √12 = 0.629 × 3.464 = 2.18

B ได้ 0.892 ÷ 5.204 = 0.171 × 3.464 = 0.59

การแปลงเป็นรายปี ใช้ √ ของจำนวนช่วงต่อปี รายเดือนคูณ √12 = 3.46 รายวันคูณ √252 = 15.87 (ราว 252 วันซื้อขายต่อปี) เช่น Sharpe รายวัน 0.1 เป็นรายปีราว 1.59 การคูณแบบนี้ถูกต้องก็ต่อเมื่อผลแต่ละช่วงเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งเป็นจุดที่ถูกหลอกได้ เราจะกลับมาเรื่องนี้ในหัวข้อ serial correlation

ส่วนอัตราปลอดความเสี่ยง ถ้าจะเทียบกับกองทุนหรือเงินฝาก ต้องหักออกก่อน ถ้าเทียบระบบของเราเองหลายเวอร์ชัน ใช้ 0 ได้ ขอแค่ใช้แบบเดียวกันทุกตัว

Sortino: ลงโทษเฉพาะขาลง

Sortino เปลี่ยนตัวหารเป็น downside deviation คือนับเฉพาะเดือนที่ต่ำกว่าเป้า (ที่นี่ใช้ 0%) ยกกำลังสอง เฉลี่ยด้วยจำนวนเดือนทั้งหมด แล้วถอดรูท

คิดของ A: เดือนที่ติดลบคือ −1.0, −0.8, −1.4

  1. ยกกำลังสอง 1.00 + 0.64 + 1.96 = 3.60
  2. หารด้วย 12 เดือน = 0.30 ถอดรูท = 0.548%
  3. Sortino รายเดือน = 0.775 ÷ 0.548 = 1.415 × √12 = 4.90

B: เดือนติดลบ −4, −7, −5, −3, −4.3 ยกกำลังสองรวม 117.49 ÷ 12 = 9.79 ถอดรูท 3.129% ได้ 0.892 ÷ 3.129 × √12 = 0.99

ข้อดีคือไม่ลงโทษเดือนที่กำไรแรง ข้อเสียคือถ้าเดือนติดลบมีน้อยมาก ตัวหารจะเล็กจนตัวเลขพุ่ง และถ้าไม่มีเดือนติดลบเลย ตัวเลขหาค่าไม่ได้ ระบบที่ “ไม่ค่อยขาดทุน แต่ขาดทุนทีเดียวหนัก” จึงได้ Sortino สวยที่สุดจนถึงวันที่ขาดทุนวันนั้น

Calmar และ MAR: ลงโทษหลุมที่ลึกที่สุด

Calmar หรือ MAR = ผลตอบแทนทบต้นต่อปี ÷ Max drawdown (%)

ความต่างตามที่นิยมใช้คือ Calmar มักคิดจาก 36 เดือนล่าสุด ส่วน MAR คิดตลอดอายุพอร์ต ตัวอย่างนี้มีปีเดียวจึงเท่ากัน

  • A: 9.62 ÷ 1.40 = 6.87
  • B: 9.61 ÷ 7.00 = 1.37

ตัวนี้ถามคำถามที่คนถือพอร์ตรู้สึกจริง “ได้ปีละเท่านี้ ต้องทนหลุมลึกแค่ไหน” แต่ใช้ข้อมูลจุดเดียว คือหลุมที่ลึกที่สุด หลุมอื่นจะลึกเกือบเท่ากันกี่หลุม หรือติดหลุมนานกี่เดือน Calmar ไม่เห็น และหลุมที่ลึกที่สุดยิ่งช่วงยาวยิ่งมีโอกาสลึกขึ้น เทียบระบบที่ทดสอบ 2 ปีกับ 10 ปีตรง ๆ จึงไม่ยุติธรรม

Recovery factor: กำไรสุทธิเป็นกี่เท่าของหลุม

Recovery factor = กำไรสุทธิ ÷ Max drawdown (เงิน)

  • A: 961.62 ÷ 147.23 = 6.53
  • B: 961.17 ÷ 747.94 = 1.29

ช่องนี้มีในรายงาน MT5 (อ่านทุกช่องของรายงาน) ต่างจาก Calmar ตรงที่ใช้กำไรรวมทั้งช่วง ไม่ใช่กำไรต่อปี ระบบที่มีกำไร ยิ่งทดสอบยาว ตัวเลขนี้มักโตเอง เพราะกำไรสะสมมักเพิ่มเร็วกว่าความลึกของหลุม จึงเทียบได้เฉพาะช่วงเวลาเดียวกัน และต้องรู้ว่าหารด้วย Drawdown ตัวไหน ถ้าหารด้วย Balance DD ระบบที่ถือไม้ขาดทุนไว้จะดูดีเกินจริง อ่านความต่างใน Drawdown แบบ Equity กับ Balance

Ulcer index: ลงโทษทั้งความลึกและความนาน

Peter Martin ออกแบบ Ulcer index ให้วัด “ความเจ็บ” ของการถือพอร์ต สูตรคือทุกช่วงเวลา วัดว่าต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมกี่ % ยกกำลังสอง เฉลี่ย แล้วถอดรูท

คิดของ B: ระยะต่ำกว่าจุดสูงสุดรายเดือนคือ −4, −7, −4.21, −5, −3.10, −3, −4.30 (เดือนอื่นเป็น 0)

  1. ยกกำลังสองรวม 16 + 49 + 17.72 + 25 + 9.61 + 9 + 18.49 = 144.82
  2. หารด้วย 12 = 12.07 ถอดรูท = 3.47

A ได้ 0.55 (บังเอิญเท่ากับ downside deviation เพราะทุกเดือนที่ขาดทุนของ A ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในเดือนถัดไป)

หลุมที่ลึก 5% นาน 6 เดือนจะได้ Ulcer index สูงกว่าหลุม 5% ที่ฟื้นในเดือนเดียว ซึ่ง Calmar มองไม่เห็นความต่าง เอาผลตอบแทนหารด้วย Ulcer index จะได้ Martin ratio (A 17.6, B 2.77) จุดอ่อนคือต้องใช้ข้อมูลถี่พอ ถ้าวัดรายเดือน หลุมที่เกิดและฟื้นในเดือนเดียวจะหายไปจากสูตร

Sharpe ใน MT5 ไม่ใช่ Sharpe ในรายงานกองทุน

รายงาน Backtest ของ MT5 มีช่อง Sharpe Ratio จริง แต่เราไม่ยืนยันสูตรภายในของมัน สิ่งที่แน่นอนคือ Sharpe ที่คิดจาก “ผลรายไม้” กับ Sharpe ที่คิดจาก “ผลรายวันหรือรายเดือน” อยู่คนละสเกล ด้วยเหตุผลสามข้อ

  • ไม้แต่ละไม้ถือนานไม่เท่ากัน ไม้ที่ถือ 5 นาทีกับไม้ที่ถือ 5 วันถูกนับเป็นหนึ่งเท่ากัน
  • ช่วงที่ไม่มีไม้เปิดอยู่ไม่ถูกนับ ทั้งที่เงินทุนยังรออยู่
  • จำนวนไม้ต่อปีไม่คงที่ การคูณด้วย √(จำนวนไม้ต่อปี) จึงไม่มีฐานที่มั่นคงเหมือน √252

เพราะไม่รู้ว่าตัวเลขใน MT5 ใช้ช่วงเวลาและอัตราอ้างอิงแบบไหน จึงใช้เทียบได้แค่ระหว่างการทดสอบใน MT5 ที่ตั้งค่าเหมือนกัน ถ้าจะเทียบข้ามโปรแกรมหรือกับกองทุน ให้ส่งออก Equity รายวันแล้วคิดเองทุกตัวด้วยสูตรเดียวกัน

Martingale: Sharpe สวยจนถึงวันที่พัง

ระบบ Grid และ Martingale ได้กำไรเล็ก ๆ สม่ำเสมอ และซ่อนความเสี่ยงไว้ในเหตุการณ์ที่เกิดนาน ๆ ครั้ง ตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลในอดีตมองไม่เห็นสิ่งที่ยังไม่เกิด เราจำลองให้เห็นด้วยกติกานี้

  • ราคาเดินสุ่มขึ้นหรือลงทีละ 1 pip วันละ 2,500 ก้าว ไม่มีเทรนด์ ไม่มีใครได้เปรียบ
  • ทุน 10,000 ดอลลาร์ ไม้แรก 0.01 lot (0.10 ดอลลาร์ต่อ pip) ทิศสุ่ม เสีย spread 1 pip ทุกไม้
  • ราคาสวนทุก 20 pips เปิดไม้ใหม่ lot สองเท่า ปิดทั้งชุดเมื่อกำไรรวมถึง 1 ดอลลาร์
  • ถูกบังคับปิด (stop-out) เมื่อ Equity ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ วัด Equity สิ้นวันรวมกำไรขาดทุนลอยตัว
  • รัน 300 รอบ รอบละ 3 ปี (756 วันซื้อขาย)

ผล

  1. 175 จาก 300 รอบ (58%) พังภายใน 3 ปี 87 รอบพังในปีแรก ค่ากลางของวันที่พังคือวันที่ 256
  2. Equity สุดท้ายเฉลี่ยทุกรอบ 7,881 ดอลลาร์ ต่ำกว่าทุน ระบบนี้ขาดทุนโดยเฉลี่ยตามที่ควรเป็น
  3. รอบที่ยังรอดถึงเดือนที่ 6 มี 247 รอบ ค่ากลาง Sharpe รายปี ณ ตอนนั้น 2.28 และ 79% มี Sharpe เกิน 1
  4. ในรอบที่ Sharpe เกิน 1 ตอนเดือนที่ 6 (194 รอบ) มี 91 รอบพังภายใน 3 ปี
  5. รอบที่รอดครบ 3 ปี (125 รอบ) ค่ากลาง Sharpe 1.26 กำไร +64.5% คนที่เอาผลมาโชว์คือกลุ่มนี้
411 วันแรก: กำไร +35% · Sharpe 1.47 · Sortino 2.19 DD สูงสุด −6.6% · Calmar 3.09 · เส้นดูแทบเป็นเส้นตรง รวมทั้งช่วง −83% · Sharpe −0.58 วันที่ 412: stop-out เหลือ 1,668 10,0005,0000 วันซื้อขายที่ 0 ถึง 413
ราคาจำลองแบบสุ่ม ไม่ใช่ตลาดจริง Equity สิ้นวัน (ดอลลาร์) ของระบบเบิ้ล lot หนึ่งรอบจาก 300 รอบ เลือกรอบที่ Sharpe ก่อนพังเท่ากับค่ากลางของรอบที่พังหลังวันที่ 60 (1.47) ทุกตัวชี้วัดดูดีจนถึงวันก่อนพัง

รอบในภาพนี้ยังบอกเรื่องสำคัญอีกข้อ ตัวเลขเปลี่ยนไปตามสิ่งที่วัด ทั้งที่เป็นระบบเดียวกันช่วงเดียวกัน (411 วันก่อนพัง)

วัดจากSharpe รายปีDD สูงสุด
Equity รายวัน (รวมไม้ลอย)1.47−6.6%
Equity ทุก 21 วันซื้อขาย (ราวเดือนละครั้ง)15.57 (ไม่มีเดือนติดลบเลยใน 19 เดือน)–
Balance รายวัน (เฉพาะไม้ที่ปิดแล้ว)37.60%

Balance ไม่เคยลดเลยเพราะทุกชุดปิดกำไร ส่วนไม้ที่ขาดทุนถูกถือไว้ Sortino กับ Calmar จาก Balance จึงหาค่าไม่ได้ (ตัวหารเป็นศูนย์) นี่คือเหตุผลที่ต้องดู Equity และดูถี่ เวลา ประเมินสัญญาณ Copy trade

ตัวชี้วัดทุกตัวในบทนี้คิดจากสิ่งที่เกิดไปแล้ว ระบบที่ขายความเสี่ยงหาง จะได้ตัวเลขดีที่สุดในช่วงที่หางยังไม่มา

Serial correlation: เมื่อ √12 ให้ตัวเลขเกินจริง

การคูณ √12 หรือ √252 สมมติว่าผลแต่ละช่วงไม่เกี่ยวกัน ถ้าเดือนนี้ดีแล้วเดือนหน้ามักดีด้วย (serial correlation เป็นบวก) ความผันผวนรายปีจริงจะสูงกว่าที่ √12 คาด Sharpe รายปีที่คำนวณแบบง่ายจึงสูงเกินจริง Andrew Lo อธิบายเรื่องนี้ในบทความ “The Statistics of Sharpe Ratios” (2002) พร้อมสูตรปรับ

ตัวคูณที่ถูก = q ÷ √[q + 2 × Σ (q − k) × ρₖ] โดย q คือจำนวนช่วงต่อปี และ ρₖ คือ autocorrelation ที่ช่วงห่าง k

ถ้า autocorrelation เป็นศูนย์ ตัวคูณนี้คือ √q พอดี ตัวคูณแท้เทียบกับ √12 เมื่อ autocorrelation ลดลงทีละชั้นแบบ AR(1)

autocorrelation ช่วงเดียว−0.200.10.20.30.5
ตัวคูณแท้ ÷ √121.201.000.910.830.750.61

เราจำลองให้เห็นว่ามันเกิดได้ง่ายแค่ไหน ใช้ผลรายเดือนจริงที่สุ่มอิสระ เฉลี่ย 1% ส่วนเบี่ยงเบน 4% จำนวน 20,000 ปี แล้วสร้าง “ผลที่รายงาน” เป็นค่าเฉลี่ยของ 3 เดือนล่าสุด เหมือนการรับรู้กำไรขาดทุนช้า ๆ

  • ผลจริง: Sharpe × √12 = 0.87 ตรงกับ Sharpe ที่คิดจากผลรายปีจริง 0.87
  • ผลที่ถูกทำให้เรียบ: Sharpe × √12 = 1.51 แต่ Sharpe จากผลรายปีจริงคือ 0.91 autocorrelation ช่วงเดียว 0.66
  • ใช้สูตรของ Lo ปรับแล้วได้ 0.905 กลับมาใกล้ความจริง

ในการเทรด เรื่องนี้เกิดเมื่อวัดจาก Balance ที่ไม้ขาดทุนถูกถือข้ามช่วงไปปิดทีหลัง หรือเมื่อผลเดือนต่อเดือนติดกันเป็นช่วง ทางกลับกัน ระบบที่ผลรายช่วงสลับดีร้าย (autocorrelation ติดลบ) ตัวเลขแบบง่ายจะต่ำกว่าความจริง ถ้าข้อมูลพอ ทางที่ตรงที่สุดคือคิด Sharpe จากผลรายปีโดยตรง หรือคำนวณ autocorrelation แล้วปรับ

Sharpe เองก็คลาดเคลื่อน

Lo (2002) ให้สูตรความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของ Sharpe สำหรับผลที่อิสระต่อกัน ประมาณ √[(1 + Sharpe² ÷ 2) ÷ จำนวนช่วง] สำหรับ Sharpe รายปี 1.0

ข้อมูลความคลาดเคลื่อนช่วง 95% คร่าว ๆ
1 ปี1.22−1.40 ถึง 3.40
3 ปี0.71−0.39 ถึง 2.39
10 ปี0.390.24 ถึง 1.76

ใช้ข้อมูลรายวันแทนรายเดือนช่วยได้น้อย เพราะสิ่งที่กำหนดความแม่นของ Sharpe รายปีคือจำนวนปีเป็นหลัก ระบบที่ Sharpe 1 จาก 3 ปี จึงยังแยกไม่ออกจากระบบที่ไม่มีอะไรเลย และถ้าเลือกตัวที่ดีที่สุดจากหลายแบบ ตัวเลขจะพองขึ้นอีก อ่านต่อใน Data snooping และ ต้องกี่ไม้ถึงพอ

เกณฑ์คร่าว ๆ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเกณฑ์ที่คนนิยมใช้ ไม่ใช่กฎ และใช้กับผลหลังหักต้นทุนช่วงหลายปีเท่านั้น

  • Sharpe รายปีจาก Equity รายวัน: ต่ำกว่าราว 0.5 บาง ราว 1 ขึ้นไปถือว่าดี ถ้า Backtest หลายปีเกินราว 3 ให้หาก่อนว่าอะไรซ่อนอยู่ เช่น การปรับค่าให้เข้ากับอดีต การเบิ้ล lot หรือการวัดจาก Balance
  • Recovery factor: ตามที่ใช้ในบทอ่านรายงาน MT5 ของเรา ถ้าทดสอบหลายปีแล้วต่ำกว่าราว 2 กำไรทั้งช่วงแค่ราวสองหลุม
  • Calmar / MAR: ใช้เทียบเวอร์ชันบนช่วงเวลาเดียวกันดีกว่าตั้งเป็นเส้นตายตัว เพราะหลุมที่ลึกที่สุดขึ้นกับความยาวช่วง
  • ทุกตัว: ตัวเลขสูงผิดปกติคือสัญญาณให้ตรวจ ไม่ใช่สัญญาณให้ดีใจ

ใช้ตัวไหนตอบคำถามไหน

คำถามตัวที่เหมาะลงโทษอะไรถูกหลอกได้ด้วย
ผลตอบแทนต่อความผันผวน เทียบกับพอร์ตอื่นSharpeความผันผวนทุกทิศขายความเสี่ยงหาง ทำให้ผลเรียบ วัดห่าง ๆ เลือกช่วง
ระบบที่กำไรเป็นก้อนใหญ่นาน ๆ ครั้ง (ตามเทรนด์)Sortinoเฉพาะช่วงที่ต่ำกว่าเป้าระบบที่แทบไม่เคยขาดทุนจนวันที่ขาดทุนหนัก
ต้องทนหลุมลึกแค่ไหนเพื่อกำไรต่อปีCalmar / MARหลุมที่ลึกที่สุดหลุมเดียวช่วงทดสอบสั้น วัดจาก Balance
กำไรรวมคุ้มหลุมไหม ในรายงาน MT5Recovery factorหลุมที่ลึกที่สุดเป็นเงินทดสอบยาวขึ้น หาร DD ผิดตัว
ถือแล้วเจ็บนานแค่ไหนUlcer indexความลึก × ความนานของทุกหลุมวัดรายเดือนหรือจาก Balance

ไม่มีตัวไหนเห็นความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด ระบบที่ขนาดไม้โตขึ้นเมื่อขาดทุน ต้องตรวจจากกติกา ไม่ใช่จากตัวเลข ส่วนเรื่องความเสี่ยงพอร์ตแตก อ่าน Risk of ruin

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • เทียบ Sharpe คนละวิธีวัด Sharpe ในรายงาน MT5 กับ Sharpe รายเดือนของกองทุนเทียบกันไม่ได้ ต้องคิดเองด้วยสูตรเดียวกัน
  • ใช้ Balance แทน Equity ระบบที่ถือไม้ขาดทุนจะได้ Drawdown ศูนย์และ Sharpe สูงลิบ อย่างในการจำลองข้างบน
  • เชื่อตัวเลขจากช่วงสั้น Sharpe 1 จากปีเดียวมีช่วงคลาดเคลื่อนตั้งแต่ติดลบถึงกว่า 3
  • ดูตัวเดียว แต่ละตัวมองไม่เห็นบางอย่าง ใช้ Sharpe คู่กับ Equity drawdown และ Ulcer index อย่างน้อยสามมุม
  • เทียบ Recovery factor หรือ Calmar ข้ามช่วงเวลา ช่วงยาวกว่าจะมีหลุมลึกกว่าและกำไรสะสมมากกว่า ต้องเทียบบนช่วงเดียวกัน
  • ไม่ถามว่าตัวเลขสวยมาจากไหน ถ้าตัวเลขสวยกว่าที่ควรเป็น ให้ดูว่าระบบเพิ่ม lot หลังขาดทุนหรือถือไม้ขาดทุนไว้หรือเปล่า ก่อนจะดูตัวเลขอื่น
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Sharpe ratio เท่าไรถึงเรียกว่าดี

ไม่มีเส้นตายตัว เกณฑ์คร่าว ๆ ที่หลายคนใช้กับ Sharpe รายปีที่คิดจากผลรายวันหลังหักต้นทุน คือราว 1 ขึ้นไปถือว่าดี แต่ถ้า Backtest หลายปีได้เกินราว 3 ควรสงสัยก่อนดีใจ เพราะมักมาจากการปรับค่าให้เข้ากับอดีต การวัดจาก Balance หรือระบบที่ซ่อนความเสี่ยงหางแบบ Martingale

Sharpe ในรายงาน MT5 เอาไปเทียบกับ Sharpe ของกองทุนได้ไหม

ไม่ควร ตัวเลขที่คิดจากรายการไม้กับตัวเลขที่คิดจากผลตอบแทนรายวันหรือรายเดือนอยู่คนละสเกล และเราไม่ยืนยันสูตรภายในของ MT5 ถ้าจะเทียบข้ามที่ ให้ส่งออก Equity รายวันแล้วคิดเองด้วยสูตรเดียวกันทุกตัว

ถ้าเลือกได้ตัวเดียว ควรดูตัวไหน

ไม่ควรดูตัวเดียว แต่ถ้าต้องเริ่มที่ตัวเดียว ให้ดู Equity drawdown สูงสุดเทียบกับกำไรต่อปี (Calmar หรือ MAR) บนช่วงหลายปี เพราะมันถามตรงกับคำถามที่คนเทรดสนใจ คือหลุมลึกแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ แล้วค่อยใช้ Sharpe กับ Ulcer index เสริม

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงขั้นสูง

คณิตศาสตร์ของ Prop firm challenge: โอกาสผ่าน ค่าสมัคร และบัญชีที่หลุดหลังผ่าน

จำลอง 100,000 รอบว่ากติกาเป้ากำไร เพดานขาดทุนรายวัน และ Drawdown สูงสุด ให้โอกาสผ่านเท่าไรที่ความเสี่ยงต่อไม้ต่าง ๆ ทั้งระบบที่ได้เปรียบและระบบที่ไม่มีความได้เปรียบ

อ่าน 11 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงขั้นสูง

Risk of ruin โอกาสที่พอร์ตลงถึงจุดกลับไม่ได้ แม้ระบบจะได้เปรียบ

ระบบที่ได้เปรียบก็ล้มได้ ดูผลจำลอง 500 ไม้ว่าความเสี่ยงต่อไม้ รูปทรงกำไรขาดทุน และไม้แพ้ที่มาเป็นช่วง เพิ่มโอกาสลง −30% และ −50% แค่ไหน พร้อมสูตรประมาณ

อ่าน 11 นาที
ความเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงขั้นสูง

รันหลายระบบแทนระบบเดียว: กระจายข้ามกลยุทธ์ให้ Drawdown ลดจริง ไม่ใช่ลดปลอม

สองระบบที่ได้เปรียบนิดเดียวแต่ไม่สัมพันธ์กัน ให้ Drawdown ต่ำกว่าระบบเดียวเกือบครึ่ง ดูสูตร จำนวนเดิมพันอิสระ การแบ่งความเสี่ยง และการกระจายปลอมจากพารามิเตอร์ใกล้กัน

อ่าน 12 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์