หางอ้วน (Fat tails) ทำไมวัน 5-sigma เกิดบ่อยกว่าที่กราฟระฆังบอกมาก
ราคาจริงไม่กระจายแบบระฆังปกติ วันที่แรงเกิน 5σ ที่สูตรบอกว่าเกิดทุก 6,900 ปี โผล่มาทุกไม่กี่ปี ดูตัวเลขที่คำนวณ ผลต่อ Stop loss, VaR, leverage และกฎรับมือ
- การกระจายแบบปกติบอกว่าวันที่แรงเกิน 5σ เกิดราวทุก 6,900 ปี แต่การกระจายหางอ้วนอย่าง Student-t 5 df บอกว่าราวทุก 3 ปี
- Kurtosis สูงแปลว่ามีวันเงียบมากขึ้น และวันระเบิดแรงขึ้น ส่วนวันขนาดกลางกลับน้อยลง
- Stop loss กระโดดข้ามได้ VaR 99% แทบไม่เห็นความต่าง แต่ส่วนที่เกินจากนั้นใหญ่กว่าที่สูตรปกติคิดมาก
- ระบบที่เก็บกำไรเล็กทุกวันแลกกับความเสี่ยงหาง ชนะเกือบ 98% ของวันแต่ขาดทุนใน 10,000 จาก 10,000 เส้นทางจำลอง
- ขนาดไม้ควรคิดจากช่องว่างที่เป็นไปได้ ไม่ใช่จากระยะ Stop loss อย่างเดียว
หางอ้วน (Fat tails) คือข้อเท็จจริงที่ว่าผลตอบแทนรายวันของราคาจริง มีวันที่ขยับแรงมาก ๆ บ่อยกว่าที่การกระจายแบบปกติ (กราฟระฆัง) ทำนายไว้หลายสิบถึงหลายพันเท่า สูตรความเสี่ยงที่ใช้การกระจายปกติจึงบอกว่าวันหายนะ “แทบไม่มีทางเกิด” ทั้งที่มันเกิดทุกไม่กี่ปี บทนี้คำนวณให้ดูว่าต่างกันแค่ไหน มันกระทบ Stop loss, leverage และระบบที่ชนะบ่อยยังไง แล้วจบด้วยกฎที่ใช้ได้จริง
5-sigma หมายถึงอะไร
σ (sigma) หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือขนาดการแกว่งปกติของผลตอบแทนรายวัน ถ้าคู่เงินแกว่งเฉลี่ยวันละ 0.5% วันที่ขยับ 1σ คือ 0.5% วัน 4σ คือ 2% และวัน 5σ คือ 2.5%
ถ้าผลตอบแทนกระจายแบบปกติจริง ความน่าจะเป็นของแต่ละขนาดถูกล็อกไว้ด้วยสูตร ยิ่งไกลจากศูนย์ ความน่าจะเป็นยิ่งหดเร็วมาก จนวัน 5σ แทบเป็นศูนย์ ปัญหาคือตลาดไม่ได้ทำตัวแบบนั้น
ตัวเลข: ปกติ เทียบกับหางอ้วน
เราเทียบการกระจายปกติกับ Student-t ซึ่งเป็นการกระจายที่มีหางหนากว่า ตัวเลข df (degrees of freedom) ยิ่งน้อย หางยิ่งหนา เราปรับให้ทุกแบบมี σ เท่ากันที่ 1 เพื่อเทียบกันตรง ๆ แล้วคำนวณด้วย node (อินทิเกรตเชิงตัวเลข และตรวจกับสูตรปิดของ t 3 df ได้ตรงกัน)
วิธีคิดเวลารอ: ความน่าจะเป็นที่วันหนึ่งขยับเกิน kσ ไม่ว่าขึ้นหรือลง = p ต่อวัน เวลารอเฉลี่ย = 1 ÷ (p × 252 วันเทรดต่อปี)
ตัวอย่างวัน 4σ แบบปกติ: p = 0.0000633 ดังนั้น 1 ÷ (0.0000633 × 252) = 62.7 ปี
| ขนาดวัน | ปกติ: p ต่อวัน | ปกติ: รอเฉลี่ย | t 5 df: รอเฉลี่ย | t 3 df: รอเฉลี่ย |
|---|---|---|---|---|
| เกิน 3σ | 0.27% | 1.5 ปี | 0.34 ปี | 0.29 ปี |
| เกิน 4σ | 0.0063% | 63 ปี | 1.1 ปี | 0.64 ปี |
| เกิน 5σ | 0.000057% | 6,900 ปี | 3.0 ปี | 1.2 ปี |
| เกิน 6σ | 0.0000002% | 2 ล้านปี | 6.9 ปี | 2.1 ปี |
วัน 5σ ตามสูตรปกติ ต้องรอราว 6,900 ปี แต่ถ้าหางหนาแบบ t 5 df รอแค่ราว 3 ปี ต่างกันกว่า 2,000 เท่า ส่วนวัน 10σ สูตรปกติให้เวลารอเป็นตัวเลขที่มี 21 หลัก ขณะที่ t 3 df ให้ราว 9.5 ปี
สังเกตแถว 3σ ในรูปแรก: ช่วงราว 0.7σ ถึง 2.55σ การกระจายหางอ้วนกลับมีวัน น้อยกว่า แบบปกติ ข้อมูลหางอ้วนจึงดูสงบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้คนประมาท
Kurtosis แบบภาษาคน
Kurtosis คือตัวเลขที่วัดว่าการกระจายมีหางหนาแค่ไหน การกระจายปกติมีค่า 3 หลายโปรแกรมรายงานเป็น excess kurtosis คือหัก 3 ออกแล้ว ปกติจึงเป็น 0
- Student-t 5 df มี kurtosis 9 (excess 6) เราตรวจด้วยการอินทิเกรตได้ค่าโมเมนต์ที่สี่ 8.99 ตรงกับสูตร
- Student-t 3 df มี kurtosis เป็นอนันต์ ตัวเลขที่วัดจากข้อมูลจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนวันที่เก็บ
ภาพที่ควรจำ: kurtosis สูงไม่ได้แปลว่า “ผันผวนกว่า” เพราะ σ เท่ากัน แต่แปลว่า ความผันผวนก้อนเดิมถูกจัดสรรใหม่ วันเงียบมากขึ้น วันกลาง ๆ น้อยลง และวันระเบิดใหญ่ขึ้น
ที่มาสำคัญอย่างหนึ่งคือความผันผวนเปลี่ยนไปตามช่วง ตัวอย่างคำนวณ: สมมติ 90% ของวันเป็นช่วงสงบ σ = 0.8 และ 10% เป็นช่วงตื่นตระหนก σ = 2 แต่ละช่วงกระจายแบบปกติเป๊ะ เมื่อรวมกัน kurtosis = 3 × (0.9 × 0.8⁴ + 0.1 × 2⁴) ÷ (0.9 × 0.8² + 0.1 × 2²)² = 3 × 1.9686 ÷ 0.976² = 6.2 คือหางอ้วนขึ้นมาทันที ทั้งที่ไม่มีส่วนไหนผิดปกติเลย เรื่องที่ความผันผวนชอบจับกลุ่มกันอ่านต่อได้ใน Volatility clustering
Mandelbrot และตัวอย่างในตลาดจริง
นักคณิตศาสตร์ Benoit Mandelbrot ตีพิมพ์งานในปี 1963 ชื่อ “The Variation of Certain Speculative Prices” โดยศึกษาราคาฝ้าย และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของราคามีหางหนากว่าการกระจายปกติมาก ตั้งแต่นั้นผลแบบเดียวกันถูกพบซ้ำในหุ้น ค่าเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนคำว่า Black swan (หงส์ดำ) แพร่หลายจากหนังสือของ Nassim Nicholas Taleb ปี 2007 หมายถึงเหตุการณ์ที่หายาก ผลกระทบรุนแรง และคนอธิบายได้ดีเฉพาะหลังมันเกิดแล้ว
ตัวอย่างที่เทรดเดอร์ค่าเงินรู้จัก (ตัวเลขโดยประมาณ):
- 19 ต.ค. 1987 ดัชนี Dow Jones ร่วง 22.6% ในวันเดียว ถ้าความผันผวนรายวันปกติราว 1% นั่นคือวันประมาณ 20σ
- 15 ม.ค. 2015 ธนาคารกลางสวิส (SNB) ยกเลิกเพดานค่าเงินที่ EUR/CHF 1.20 ซึ่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2011 โดยไม่บอกล่วงหน้า EUR/CHF ร่วงทะลุ 1.00 ภายในไม่กี่นาที หรือมากกว่า 15% บัญชีลูกค้าจำนวนมากติดลบ และโบรกเกอร์บางรายถึงขั้นล้ม
- 7 ต.ค. 2016 GBP/USD ร่วงราว 6% ภายในไม่กี่นาทีช่วงตลาดเอเชียที่สภาพคล่องบาง แล้วดีดกลับได้ส่วนใหญ่ เรียกกันว่า flash crash
- ส.ค. 2024 การรื้อ carry trade เงินเยน USD/JPY จากราว 161 ต้นเดือนกรกฎาคม ลงไปแถว 142 ในวันที่ 5 สิงหาคม และดัชนี Nikkei ร่วงกว่า 12% ในวันนั้น (Carry trade)
วันระดับ 20σ แบบปี 1987 สูตรปกติให้เวลารอเป็นตัวเลข 86 หลัก ยาวกว่าอายุจักรวาลมหาศาล ส่วน t 3 df ให้ราว 75 ปี ในตลาดจริง วันแรงระดับที่สูตรปกติบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” โผล่มาทุกไม่กี่ปีในสินทรัพย์ไหนสักตัวเสมอ
ผลที่ 1: Stop loss กระโดดข้ามได้
Stop loss เป็นคำสั่งที่รอราคาแตะ เมื่อแตะแล้วจะกลายเป็นคำสั่งตลาดและปิดที่ราคาถัดไปที่มี ถ้าราคากระโดดข้ามระดับนั้น ทั้งตอนเปิดตลาดวันจันทร์ ตอนข่าว หรือตอนสภาพคล่องหาย ขาดทุนจริงจะมากกว่าที่ตั้งไว้ (ประเภทคำสั่ง)
ตัวอย่าง: ทุน 10,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% = 100 ดอลลาร์ Stop loss 20 pips บนคู่ที่ 1 lot = 10 ดอลลาร์ต่อ pip เช่น EUR/USD
- Lot = 100 ÷ (20 × 10) = 0.5 lot
- ราคากระโดดไป 200 pips จากราคาเข้า ก่อนมีราคาให้ปิด
- ขาดทุน = 0.5 × 10 × 200 = 1,000 ดอลลาร์ = 10% ของทุน ไม่ใช่ 1%
ความเสี่ยงต่อไม้จริงคือ “ขนาดไม้ × ช่องว่างที่เป็นไปได้” ไม่ใช่ “ขนาดไม้ × ระยะ Stop loss” อ่านเรื่องช่องว่างต่อใน ความเสี่ยงช่องว่างวันหยุด และ Slippage ตอนข่าว
ผลที่ 2: VaR ประเมินต่ำ ในจุดที่สำคัญที่สุด
VaR (Value at Risk) ตอบคำถามว่า “ขาดทุนต่อวันไม่เกินเท่าไหร่ ด้วยความมั่นใจ 99%” ปัญหาคือ VaR บอกแค่ประตู ไม่บอกว่าหลังประตูลึกแค่ไหน
| ตัววัด (ฝั่งขาดทุน, หน่วย σ) | ปกติ | t 5 df | t 3 df |
|---|---|---|---|
| VaR 99% | 2.33 | 2.61 | 2.62 |
| VaR 99.9% | 3.09 | 4.57 | 5.90 |
| ขาดทุนเฉลี่ยในวันที่แย่กว่า VaR 99% | 2.67 | 3.45 | 4.04 |
ที่ 99% ทั้งสามแบบห่างกันแค่ราว 12% คนจึงเชื่อว่าสูตรปกติ “ใช้ได้” แต่ที่ 99.9% t 3 df ไกลเกือบสองเท่า และขาดทุนเฉลี่ยในวันที่เลวร้ายที่สุด 1% (เรียกว่า Expected shortfall) ก็ใหญ่กว่าชัดเจน ความเสี่ยงที่ทำให้พอร์ตหมดอยู่ในส่วนที่ VaR ไม่ได้มอง
ผลที่ 3: Leverage บวกหางอ้วน คือทางลัดไปศูนย์
Effective leverage คือมูลค่าสัญญาทั้งหมด ÷ ทุน ขาดทุนเป็น % ของทุน = leverage × % ที่ราคาขยับ
| Leverage ที่ใช้จริง | ราคาขยับ 2% | 6% (แบบ GBP 2016) | 15% (แบบ CHF 2015) |
|---|---|---|---|
| 5 เท่า | −10% | −30% | −75% |
| 10 เท่า | −20% | −60% | −150% |
| 20 เท่า | −40% | −120% | −300% |
| 30 เท่า | −60% | −180% | −450% |
ตัวเลขเกิน −100% แปลว่าบัญชีติดลบ ในวันแบบนั้น Stop out ก็ปิดไม่ทันเพราะไม่มีราคาระหว่างทางให้ปิด การคุ้มครองยอดติดลบ (negative balance protection) มีหรือไม่ขึ้นกับโบรกเกอร์และกฎของแต่ละประเทศ ต้องเช็กในเงื่อนไขบัญชีเอง กลไก Margin และ Stop out อ่านได้ใน Leverage, Margin และ Stop out
หางอ้วนไม่ได้ทำให้ขาดทุนบ่อยขึ้น มันทำให้ขาดทุนครั้งใหญ่ใหญ่กว่าที่คิด และ leverage คือตัวคูณของครั้งนั้น
ผลที่ 4: เก็บเศษเหรียญหน้ารถบดถนน
มีสำนวนว่า “picking up pennies in front of a steamroller” หมายถึงกลยุทธ์ที่เก็บกำไรเล็ก ๆ สม่ำเสมอ แลกกับความเสี่ยงหางที่น้อยครั้งแต่บดขยี้ ตัวอย่างคือการขายออปชันไกลราคา Grid และ Martingale (Grid และ Martingale)
เราจำลองด้วย node แบบง่ายที่สุด:
- ทุกวันผู้ขาย “ประกัน” รับค่าพรีเมียมเล็ก ๆ ก้อนเดียว
- ถ้าวันนั้นราคาขยับเกิน 2.5σ ผู้ขายจ่ายส่วนที่เกิน 2.5σ
- ผู้ขายตั้งราคาพรีเมียมไว้ 1.5 เท่าของค่าที่ยุติธรรมตามสูตรปกติ คือคิดว่าตัวเองได้เปรียบ 50%
- จำลอง 2,520 วัน (10 ปี) 10,000 เส้นทาง ด้วยผลตอบแทนแบบปกติ และแบบ Student-t 5 df ที่ σ เท่ากัน
ผลลัพธ์ (หน่วย = พรีเมียม 1 วัน):
| โลกปกติ | โลกหางอ้วน t 5 df | |
|---|---|---|
| วันที่ไม่ต้องจ่าย (ชนะ) | 98.8% | 97.7% |
| ค่าจ่ายเฉลี่ยต่อวัน | 0.67 | 3.19 |
| ผลรวม 10 ปีที่คาดไว้ | +840 | −5,500 |
| เส้นทางที่จบติดลบ | 2.7% | 100% |
| วันที่แย่ที่สุด (ค่ามัธยฐาน) | กินพรีเมียม 753 วัน |
ค่าจ่ายเฉลี่ยในโลกหางอ้วนสูงกว่าที่สูตรปกติคิด 4.78 เท่า ถ้าใช้ t 3 df จะสูงถึง 7.74 เท่า ส่วนอัตราชนะรายวันแทบไม่ต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดูจากอัตราชนะแล้วจะไม่มีทางเห็นปัญหา
ในตลาดออปชันจริง ผู้ค้าคิดราคาออปชันไกลราคาแพงกว่าสูตรปกติอยู่แล้ว เห็นได้จาก volatility smile (FX options และ Implied volatility) ตัวอย่างนี้จึงไม่ได้บอกว่าการขายออปชันขาดทุนเสมอ แต่แสดงว่าใครก็ตามที่ประเมินความเสี่ยงด้วยความคิดแบบระฆังปกติ จะตั้งราคาความเสี่ยงหางถูกเกินไปหลายเท่า Grid ที่ไม่มี Stop loss ก็คือการขายประกันแบบนี้โดยไม่ได้คิดราคาเลย
กฎที่ใช้ได้จริง
- คิดขนาดไม้จากช่องว่าง ไม่ใช่จาก Stop loss อย่างเดียว ตั้งเพดานว่ายอมเสียได้เท่าไหร่ถ้าราคากระโดด เช่น 5% ของทุน แล้วประเมินช่องว่างที่เป็นไปได้ เช่น 300 pips บนทุน 10,000 ดอลลาร์ ขนาดไม้สูงสุด = 500 ÷ (300 × 10) ≈ 0.166 lot ถ้า Stop loss อยู่ที่ 20 pips ไม้นี้เสี่ยงปกติแค่ 0.166 × 10 × 20 ≈ 33 ดอลลาร์ หรือ 0.33% ซึ่งต่ำกว่า 1% ที่คุ้นเคย และนั่นคือราคาของการรอดวันหายาก
- หลีกเลี่ยงโครงสร้างที่ขาดทุนได้ไม่จำกัด เช่น Grid หรือ Martingale ไม่มี Stop loss รวม หรือขายออปชันแบบไม่มีขาป้องกัน ถ้าบอกไม่ได้ว่าวันที่แย่ที่สุดเสียได้สูงสุดเท่าไหร่ อย่าเปิด
- จำกัด effective leverage ดูจากตาราง leverage 10 เท่าบวกกับวันแบบ CHF ปี 2015 คือบัญชีติดลบ ตั้งเพดานจากวันเลวร้ายที่เคยเกิดในตลาดนั้น ไม่ใช่จากวันปกติ
- ลดขนาดก่อนช่วงที่ช่องว่างมีโอกาสสูง ถือข้ามสุดสัปดาห์ ก่อนข่าวใหญ่ ก่อนประชุมธนาคารกลาง หรือในคู่เงินที่มีการตรึงค่า เพราะเมื่อตรึงไว้นาน วันที่ปล่อยมักกระโดดแรง
- ทดสอบระบบด้วยวันเลวร้ายจริง ใส่ช่องว่าง 10σ ลงไปใน backtest หรือ Monte Carlo แล้วดูว่าพอร์ตรอดไหม ถ้าไม่รอด ระบบนั้นแค่ยังไม่เจอวันของมัน
คำถามที่ถูกไม่ใช่ “วันแบบนี้จะเกิดไหม” แต่คือ “ถ้ามันเกิดพรุ่งนี้ ฉันยังเทรดต่อได้ไหม”
ความเสี่ยงที่จะพอร์ตหมดในระยะยาวคำนวณต่อได้ใน Risk of ruin
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เชื่อ σ ว่าเป็นเพดาน σ คือขนาดเฉลี่ย ไม่ใช่ขอบเขต วัน 5σ ถึง 10σ เกิดขึ้นจริงในทุกตลาด
- วัด σ จากช่วงสงบ ช่วงที่ผ่านมาสงบ σ ก็เล็ก วันระเบิดถัดไปจะดูเป็น “10σ” ทั้งที่ช่วงสงบต่างหากที่ผิดปกติ
- ดูอัตราชนะแล้ววางใจ ในการจำลองข้างบน ชนะ 97.7% ของวัน แต่ขาดทุนทุกเส้นทาง อัตราชนะไม่บอกอะไรเกี่ยวกับหาง (อัตราชนะ vs จุดคุ้มทุน)
- คิดว่า Stop loss คือเพดานขาดทุน มันคือเพดานในวันที่มีราคาต่อเนื่อง ในวันที่ราคากระโดด มันคือแค่คำสั่งตลาด
- ใช้ backtest สั้น ๆ เป็นหลักฐานว่าปลอดภัย สามปีที่ไม่มีหงส์ดำ ไม่ได้แปลว่าระบบรับหงส์ดำได้ แค่ยังไม่เจอ
คำถามที่พบบ่อย
ราคาเคลื่อนไหว 5σ แปลว่าอะไร
σ (sigma) คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนรายวัน หรือขนาดการแกว่งปกติต่อวัน วัน 5σ คือวันที่ราคาขยับมากกว่า 5 เท่าของขนาดปกตินั้น ถ้าคู่เงินแกว่งปกติวันละ 0.5% วัน 5σ ก็คือวันที่ขยับเกิน 2.5%
ถ้าหางอ้วนจริง ทำไมสูตรการเงินยังใช้การกระจายปกติอยู่
เพราะคำนวณง่าย และใช้ได้พอสมควรกับวันธรรมดาส่วนใหญ่ ที่ 99% ผลแทบไม่ต่างกัน ปัญหาอยู่ที่วันหายากซึ่งเป็นวันที่ทำให้พอร์ตหมด คนที่ใช้สูตรเหล่านี้อย่างระมัดระวังจึงเสริมด้วยการทดสอบสถานการณ์ร้าย (stress test) เสมอ
Stop loss ช่วยกันหางอ้วนได้ไหม
ช่วยได้ในวันธรรมดา แต่ไม่ใช่เพดานที่แน่นอน เมื่อราคากระโดดข้ามระดับ Stop loss คำสั่งจะกลายเป็นคำสั่งตลาดและปิดที่ราคาถัดไปที่มีให้ ซึ่งอาจห่างไปหลายเท่าของระยะที่ตั้งไว้ ขนาดไม้จึงต้องรับช่องว่างแบบนั้นได้ด้วย
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด