เรียนรู้ › ข่าวและปัจจัยพื้นฐาน
Implied volatility คืออะไร ตลาดออปชันบอกกรอบราคาให้คนเทรด Spot ยังไง
ไม่ต้องเทรดออปชันก็ใช้ข้อมูลได้ คำนวณกรอบที่ตลาดคาดจาก IV อ่าน Risk reversal กับ Butterfly รู้ว่าออปชันหมดอายุใกล้ราคามีผลยังไง และข้อจำกัดที่ต้องรู้
- Implied volatility คือความผันผวนที่ราคาออปชันสะท้อนออกมา แปลงเป็นกรอบราคาได้ด้วย Spot × IV × √(วัน ÷ 365)
- EURUSD 1.0850 กับ IV 1 สัปดาห์ 7% ได้กรอบ ±1σ ราว ±105 pip คือ 1.0745 ถึง 1.0955
- โอกาสที่ราคาจะแตะระดับหนึ่งระหว่างทาง สูงราวสองเท่าของโอกาสที่จะปิดเลยระดับนั้น
- Risk reversal บอกว่าตลาดยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อป้องกันฝั่งไหน ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทางไหน
- IV เป็นราคาของประกัน ไม่ใช่คำทำนาย ผิดได้ และมักประเมินหางของการแกว่งต่ำไปเมื่อใช้การแจกแจงปกติ
ทุกวันมีออปชันค่าเงินซื้อขายกันมูลค่ามหาศาล และราคาของมันซ่อนตัวเลขหนึ่งไว้ คือ ความผันผวนที่ตลาดคาด (Implied volatility หรือ IV) คนเทรด Spot ที่ไม่เคยแตะออปชันเลยก็เอาตัวเลขนี้มาใช้ได้ ทั้งแปลงเป็นกรอบราคาที่ตลาดคาดไว้ เช็กว่าเป้ากำไรสมเหตุสมผลไหม และดูว่าตลาดกังวลฝั่งไหนมากกว่า บทนี้อธิบายกลไก คำนวณให้ดูทีละขั้น แล้วบอกตรง ๆ ว่ามันผิดได้ตรงไหน
ออปชันกับ IV ในหนึ่งย่อหน้า
ออปชัน คือสิทธิ์ (ไม่ใช่ข้อผูกมัด) ที่จะซื้อหรือขายคู่เงินที่ราคาที่ตกลงไว้ เรียกว่า ราคาใช้สิทธิ์ (Strike) ภายในวันหมดอายุ สิทธิ์ซื้อเรียก Call สิทธิ์ขายเรียก Put คนซื้อจ่ายค่าสิทธิ์ (Premium) ล่วงหน้า ยิ่งตลาดคาดว่าราคาจะแกว่งแรง สิทธิ์ยิ่งมีค่า ค่าสิทธิ์ยิ่งแพง
ราคาออปชันคำนวณด้วยโมเดล ในตลาด FX ใช้โมเดล Garman–Kohlhagen ซึ่งเป็น Black–Scholes ที่ปรับให้มีดอกเบี้ยสองสกุล ตัวแปรเกือบทุกตัวรู้แน่ (ราคา Spot, Strike, อายุ, ดอกเบี้ย) เหลือตัวเดียวที่ไม่มีใครรู้คือความผันผวนในอนาคต เมื่อรู้ราคาออปชันที่ซื้อขายจริง จึงคิดย้อนกลับได้ว่าตลาดใส่ความผันผวนไว้เท่าไร ตัวเลขนั้นคือ IV แสดงเป็น % ต่อปี
ตลาด FX ถึงขั้นเสนอราคาออปชันกันเป็น IV โดยตรง แทนที่จะพูดเป็นเงิน เช่น “EURUSD 1 สัปดาห์ 7.0” แปลว่าตลาดตั้งราคาออปชันอายุหนึ่งสัปดาห์ไว้ที่ความผันผวน 7% ต่อปี คนที่เคยอ่าน บทความเรื่อง Risk-on / Risk-off จะคุ้นกับ VIX ซึ่งก็คือแนวคิดเดียวกันสำหรับดัชนีหุ้น S&P 500
แปลง IV เป็นกรอบราคาที่ตลาดคาด
IV เป็นตัวเลขต่อปี ต้องย่อลงให้เหลือเท่าช่วงเวลาที่สนใจ ความผันผวนโตตามรากที่สองของเวลา ไม่ได้โตเป็นเส้นตรง
ระยะแกว่ง 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (±1σ) ≈ Spot × IV × √(จำนวนวัน ÷ 365)
ตัวอย่าง EURUSD อยู่ที่ 1.0850 และ IV อายุ 1 สัปดาห์คือ 7%
- √(7 ÷ 365) = √0.019178 = 0.138485
- 0.07 × 0.138485 = 0.009694 (ราว 0.97% ของราคา)
- 1.0850 × 0.009694 = 0.010518 คือราว ±105 pip
- กรอบ ±1σ = 1.0850 − 0.0105 ถึง 1.0850 + 0.0105 = 1.0745 ถึง 1.0955
- กรอบ ±2σ = ±210 pip คือ 1.0640 ถึง 1.1060
ถ้าใช้การแจกแจงแบบ Lognormal ที่โมเดลใช้จริง จะได้ 1.07453 ถึง 1.09557 แทบไม่ต่างกัน ถ้านับเป็นวันทำการ (5 วันจาก 252 วันต่อปี) จะได้ราว ±107 pip ต่างกันนิดเดียวเหมือนกัน ช่วงอายุอื่นที่ IV เท่ากัน 7%:
| ช่วงเวลา | ±1σ | กรอบ ±1σ จาก 1.0850 |
|---|---|---|
| 1 วัน | ±40 pip | 1.0810 ถึง 1.0890 |
| 1 สัปดาห์ | ±105 pip | 1.0745 ถึง 1.0955 |
| 30 วัน | ±218 pip | 1.0632 ถึง 1.1068 |
ถ้าเชื่อการแจกแจงปกติ ราคามีโอกาสราว 68% ที่จะปิดปลายช่วงอยู่ในกรอบ ±1σ และราว 95% ที่จะอยู่ใน ±2σ สังเกตว่าระยะ 30 วันกว้างกว่า 1 สัปดาห์ราว 2 เท่า ไม่ใช่ 4 เท่า เพราะโตตามรากที่สองของเวลา
แตะระหว่างทาง กับปิดเลย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
นี่คือจุดที่คนเทรด Spot ได้ประโยชน์มากที่สุด กรอบ 68% พูดถึงราคาตอนปิดปลายช่วง แต่ Stop loss กับ Take profit ของเราโดนชนได้ระหว่างทาง
ใช้การแจกแจงปกติกับตัวอย่างเดิม (ราคาไม่มีแนวโน้ม 1 สัปดาห์ IV 7%)
- โอกาสที่ราคาจะปิดสูงกว่า 1.0955 (เกิน +1σ) = 1 − N(1) = 15.9%
- โอกาสที่ราคาจะแตะ 1.0955 สักครั้งระหว่างสัปดาห์ ≈ 2 × 15.9% = 31.7%
- โอกาสที่ราคาจะแตะขอบใดขอบหนึ่งของกรอบ ±1σ = 62.9%
- ที่ ±2σ: ปิดเกินฝั่งเดียว 2.3% แต่แตะฝั่งเดียว 4.6% และแตะขอบใดขอบหนึ่ง 9.1%
ตัวคูณสองมาจากหลักการสะท้อน (Reflection principle) ของการเดินสุ่ม ทุกเส้นทางที่แตะระดับนั้นแล้ว มีโอกาสครึ่งหนึ่งที่จะกลับลงมาปิดต่ำกว่า และครึ่งหนึ่งที่ปิดเหนือ เราเช็กด้วยการจำลองราคา 20,000 เส้นทาง เส้นละ 1,000 ช่วงย่อย ได้ปิดเกิน +1σ 16.2% แตะ +1σ 31.2% และแตะขอบใดขอบหนึ่ง 61.6% ใกล้กับสูตร (ตัวเลขจำลองต่ำกว่าเล็กน้อยเพราะเช็กราคาเป็นช่วง ไม่ต่อเนื่องทุกขณะ)
ความหมายในทางปฏิบัติ: ถ้าวาง Stop loss ห่าง 105 pip แล้วถือหนึ่งสัปดาห์ในตลาดที่ IV 7% ราคามีโอกาสราว 1 ใน 3 ที่จะวิ่งไปแตะ Stop loss ฝั่งนั้น แม้ทิศที่เราคิดไว้จะถูกตอนปลายสัปดาห์ก็ตาม
อีกตัวที่ใช้เทียบกับ ATR ได้ ระยะ High ลบ Low ที่คาดของการเดินสุ่มคือราว 1.6 เท่าของ σ ช่วงนั้น (√(8 ÷ π) = 1.596) ที่ IV 7% σ รายวันคือ 40 pip ระยะ High ลบ Low เฉลี่ยรายวันจึงราว 63 pip ถ้า ATR รายวันจริงของคู่นั้นสูงกว่าตัวเลขนี้มาก แปลว่าความผันผวนที่เกิดจริงสูงกว่าที่ตลาดออปชันคาด หรือกลับกัน (ตัวเลขนี้ไม่นับ Gap และหางอ้วน จึงเป็นค่าเทียบหยาบ ๆ)
IV บอกขนาดของคลื่น ไม่บอกทิศของคลื่น และโอกาสโดนชนระหว่างทางสูงกว่าโอกาสปิดเลยราวสองเท่าเสมอ
Risk reversal: ตลาดยอมจ่ายแพงเพื่อป้องกันฝั่งไหน
ถ้าทุกคนกลัวทั้งสองฝั่งเท่ากัน IV ของออปชันที่อยู่ไกลจากราคาทั้งฝั่ง Call และ Put จะพอ ๆ กัน แต่ในตลาดจริงมักไม่เท่า ตลาด FX วัดความต่างนี้ด้วยตัวเลขมาตรฐานสามตัว
- ATM IV ของออปชันที่ Strike อยู่ราว ๆ ราคาปัจจุบัน
- 25-delta Risk reversal (RR) = IV ของ Call 25-delta ลบ IV ของ Put 25-delta คำว่า 25-delta หมายถึง Strike ที่อยู่ห่างจากราคาปัจจุบันพอสมควร (Out of the money) ฝั่งละหนึ่งตัว
- 25-delta Butterfly (BF) ≈ ค่าเฉลี่ยของ IV สองตัวนั้น ลบ ATM บอกว่าตลาดตั้งราคาการแกว่งแรงทั้งสองหางไว้สูงกว่าตรงกลางแค่ไหน
Call กับ Put ในที่นี้นับจากสกุลเงินตัวหน้า ของ EURUSD คือ Call ยูโร (EURUSD ขึ้น) กับ Put ยูโร (EURUSD ลง)
ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ) ATM 7.00% RR −0.80 BF 0.25 แยกกลับเป็น IV สองฝั่งได้ด้วยสูตรประมาณ
- IV Call 25-delta = ATM + BF + RR ÷ 2 = 7.00 + 0.25 − 0.40 = 6.85%
- IV Put 25-delta = ATM + BF − RR ÷ 2 = 7.00 + 0.25 + 0.40 = 7.65%
- เช็ก: RR = 6.85 − 7.65 = −0.80 และ BF = (6.85 + 7.65) ÷ 2 − 7.00 = 0.25 ตรงกับที่ตั้งไว้
RR ติดลบแปลว่า Put ยูโรแพงกว่า ตลาดยอมจ่ายมากกว่าเพื่อป้องกัน EURUSD ร่วงแรง มากกว่าป้องกันพุ่งแรง ถ้า RR เป็นบวกก็กลับกัน ของ USDJPY ตัวเลขนับจาก Call ดอลลาร์ ตอนตลาดกลัว RR ของ USDJPY มักติดลบลึกขึ้น เพราะคนแย่งซื้อประกันเผื่อเยนแข็งค่าเร็ว (USDJPY ร่วง) สอดคล้องกับภาพเยนเป็นที่หลบภัย
ข้อควรรู้เรื่องการตีความ
- RR คือราคาประกัน ไม่ใช่โพล ฝั่งที่แพงอาจมาจากบริษัทส่งออกหรือกองทุนที่ต้องป้องกันความเสี่ยงตามหน้าที่ ไม่ได้แปลว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาจะไปทางนั้น
- ดูการเปลี่ยนแปลงและเทียบกับประวัติของตัวมันเอง RR ของแต่ละคู่มีระดับปกติไม่เท่ากัน การที่ RR ขยับลึกเร็ว ๆ บอกอะไรมากกว่าค่าเดียว
- RR มักขยับตามราคา ราคาร่วงแรงแล้ว RR ติดลบลึกขึ้นตามมาเป็นเรื่องปกติ ตัวเลขจึงสะท้อนสิ่งที่เพิ่งเกิดไม่น้อยกว่าสิ่งที่จะเกิด
- ใช้คู่กับข้อมูลสถานะ RR สุดโต่งร่วมกับ สถานะกองทุนในรายงาน COT ที่สุดโต่งฝั่งเดียวกัน บอกว่าตลาดแน่นฝั่งหนึ่ง ไม่ได้บอกจังหวะกลับตัว
Butterfly ที่เป็นบวกเป็นหลักฐานในตัวว่าตลาดเองก็ไม่เชื่อการแจกแจงปกติเต็มร้อย มันตั้งราคาการแกว่งแรงทั้งสองทางไว้สูงกว่าที่ ATM ตัวเดียวบอก ตรงกับเรื่อง หางอ้วนและ Black swan ที่การแกว่ง 3–4σ เกิดบ่อยกว่าที่ตำราการแจกแจงปกติคาดไว้มาก
ออปชันหมดอายุใกล้ราคา (Strikes near spot)
บางวันข่าวการเงินรายงานรายการออปชันหมดอายุขนาดใหญ่ เช่น “EURUSD 1.0850 มูลค่า 1.5 พันล้านยูโร หมดอายุวันนี้” ออปชัน FX ส่วนใหญ่หมดอายุที่เวลา New York cut คือ 10:00 น. เวลานิวยอร์ก ตรงกับ 21:00 น. เวลาไทยช่วงสหรัฐฯ ใช้เวลาฤดูร้อน และ 22:00 น. ช่วงที่เหลือของปี อีกรอบที่ใช้กันคือ Tokyo cut 15:00 น. เวลาโตเกียว (13:00 น. เวลาไทย)
กลไกที่คนพูดถึง: ธนาคารที่ขายหรือถือออปชันต้องซื้อขาย Spot เพื่อป้องกันความเสี่ยงอยู่ตลอด (Delta hedging) ถ้าฝั่งธนาคารถือออปชันอยู่ การป้องกันความเสี่ยงจะเป็นการขายตอนราคาขึ้นและซื้อตอนราคาลง ซึ่งอาจกดให้ราคาวนใกล้ Strike จนถึงเวลาหมดอายุ (Pinning) แต่ถ้าธนาคารเป็นฝั่งขายออปชัน การป้องกันความเสี่ยงจะไล่ซื้อตอนขึ้นและไล่ขายตอนลง ซึ่งอาจเร่งการเคลื่อนไหวแทน
ปัญหาคือ รายการที่เผยแพร่บอกแค่ Strike กับมูลค่า ไม่บอกว่าใครถือฝั่งไหน และไม่ครอบคลุมทั้งตลาด เพราะ FX ซื้อขายนอกตลาดกลาง จึงไม่รู้ว่าผลจะเป็นการตรึงหรือการเร่ง สิ่งที่พูดได้อย่างระวังคือ ออปชันมูลค่าสูงที่ Strike ใกล้ราคามาก อาจทำให้การเคลื่อนไหวรอบ ๆ เวลา Cut ผิดจากปกติ และผลนั้นมักหายไปหลังหมดอายุ ใช้เป็นเหตุผลให้ระวังเวลานั้น ไม่ใช่เหตุผลให้เข้าเทรด
ทองคำมีดัชนีของตัวเอง
ทองคำมีดัชนี GVZ (Cboe Gold ETF Volatility Index) ที่คำนวณจากราคาออปชันของกองทุน ETF ทองคำขนาดใหญ่ ด้วยวิธีเดียวกับ VIX บอกความผันผวนที่ตลาดคาดใน 30 วันข้างหน้า คิดเป็น % ต่อปี ใช้สูตรกรอบเดียวกันได้ เช่น GVZ 18 แปลว่ากรอบ ±1σ ใน 30 วันราว 18% × √(30 ÷ 365) = 5.2% ของราคา (คิดเป็นวันปฏิทินแบบเดียวกับตัวอย่างบน) ใครเทรดทองดูเพิ่มได้ที่ คู่มือเทรดทองคำ XAUUSD
เอามาใช้กับการเทรด Spot ยังไง
- เช็กเป้าก่อนเข้า คิดกรอบ ±1σ และ ±2σ ของช่วงที่ตั้งใจถือ ถ้า Take profit อยู่เกิน 2σ ภายในเวลานั้น ตลาดออปชันประเมินว่าโอกาสปิดถึงต่ำมาก (ราว 2% ตามการแจกแจงปกติ) เป้านั้นไม่ใช่เป้าปกติ
- เช็ก Stop loss กับระยะแกว่งปกติ Stop loss ที่ใกล้กว่า σ รายวัน อยู่กลางการแกว่งธรรมดาของวัน จำไว้ว่าโอกาสโดนแตะสูงราวสองเท่าของโอกาสปิดเลย
- ปรับ lot ตามความผันผวน เมื่อ IV กระโดดขึ้น ระยะ Stop loss ที่สมเหตุสมผลกว้างขึ้น ให้ลด lot ลงเพื่อให้เงินที่เสี่ยงต่อไม้เท่าเดิม ใช้ เครื่องคิด lot และอ่าน คิดขนาดไม้จาก Stop loss
- ดู IV ช่วงที่คลุมข่าวใหญ่ IV อายุสั้นที่ครอบวันประกาศดอกเบี้ยหรือข่าวสำคัญมักสูงกว่าช่วงปกติ เป็นสัญญาณว่าตลาดคาดการกระโดด ไม่ใช่สัญญาณทิศ
- อ่าน RR เป็นบริบท RR ที่ลึกขึ้นเร็วบอกว่าความกังวลฝั่งหนึ่งเพิ่มขึ้น ใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องขนาดความเสี่ยง ไม่ใช่จุดเข้า
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
- IV ไม่ใช่คำทำนายทิศ และก็ไม่ใช่คำทำนายขนาดที่แม่นด้วย มันคือราคาที่ตลาดตกลงกัน ณ ตอนนั้น
- IV ผิดได้ทั้งสองทาง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าโดยเฉลี่ย IV มักสูงกว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงตามมาเล็กน้อย เรียกว่า Volatility risk premium เพราะคนซื้อประกันยอมจ่ายเพิ่ม เห็นชัดที่สุดในดัชนีหุ้น แต่ในวันวิกฤตความผันผวนจริงพุ่งเกิน IV ไปไกลได้
- การแจกแจงปกติประเมินหางต่ำไป ตัวเลข 68%, 95% และสูตรตัวคูณสองเป็นค่าประมาณจากโลกที่ไม่มีหางอ้วน ไม่มี Gap และราคาไม่มีแนวโน้ม ในตลาดจริง การแกว่งเกิน 3σ เกิดบ่อยกว่าที่การแจกแจงปกติบอกมาก
- ตัวเลขเปลี่ยนตลอด IV อายุ 1 สัปดาห์ของวันจันทร์ใช้ไม่ได้กับวันพฤหัสบดี ต้องคำนวณใหม่ด้วยค่าล่าสุดและจำนวนวันที่เหลือ
- เข้าถึงข้อมูลยาก IV ของ FX ส่วนใหญ่อยู่ในระบบข้อมูลแบบเสียเงิน แหล่งฟรีมักล่าช้าหรือมีบางอายุ รายการออปชันหมดอายุที่เผยแพร่ก็ไม่ครบทั้งตลาด
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- อ่าน IV สูงเป็นสัญญาณขาลง IV บอกขนาด ไม่บอกทิศ ต้องดู RR ถ้าอยากรู้ว่าฝั่งไหนแพงกว่า และ RR ก็ยังเป็นแค่ราคาประกัน
- เอา IV ต่อปีมาใช้ตรง ๆ 7% ต่อปีไม่ได้แปลว่าราคาจะแกว่ง 7% ในสัปดาห์นี้ ต้องคูณ √(วัน ÷ 365) ก่อนเสมอ
- คิดว่ากรอบ 68% คือโอกาสไม่โดน Stop loss กรอบนั้นพูดถึงราคาตอนปิด โอกาสแตะระหว่างทางสูงราวสองเท่า
- ถือว่ากรอบ ±2σ เป็นกำแพง ตลาดหลุดกรอบได้ และวิ่งไกลเกินกรอบได้บ่อยกว่าที่การแจกแจงปกติบอก ขนาดไม้ต้องรอดได้แม้ราคาวิ่งเกินกรอบ
- วางแผนเทรดรอบรายการออปชันหมดอายุ ไม่มีใครรู้จากข้อมูลสาธารณะว่าธนาคารถือฝั่งไหน ผลจึงอาจเป็นตรงข้ามกับที่คาด
- ใช้ตัวเลขเก่า IV เปลี่ยนรายวัน และเปลี่ยนแรงรอบข่าวใหญ่ ตัวเลขเมื่อสัปดาห์ก่อนอาจผิดไปมาก
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเทรดออปชันก่อนถึงจะใช้ข้อมูลนี้ได้ไหม
ไม่ต้อง บทนี้ใช้ IV เป็นแค่ข้อมูลประกอบ เช่นเช็กว่าเป้า Take profit ไกลเกินกรอบที่ตลาดคาดไหม หรือ Stop loss อยู่ในระยะแกว่งปกติของวันหรือเปล่า ออปชันเป็นเครื่องมือที่ซับซ้อนและเสี่ยงสูง บทนี้ไม่ได้แนะนำให้เทรด
IV สูงแปลว่าราคากำลังจะร่วงไหม
ไม่ใช่ IV บอกขนาดของการแกว่งที่ตลาดคาด ไม่บอกทิศ IV ขึ้นได้ทั้งก่อนขาขึ้นแรงและขาลงแรง ถ้าอยากรู้ว่าตลาดกังวลฝั่งไหนมากกว่า ต้องดู Risk reversal ซึ่งก็บอกแค่ราคาประกันแต่ละฝั่ง ไม่ใช่คำทำนาย
ดูค่า IV ของคู่เงินได้จากที่ไหน
ข้อมูล IV ของ FX ส่วนใหญ่อยู่ในระบบข้อมูลแบบเสียเงินของสถาบัน แหล่งฟรีมีจำกัดและมักล่าช้า บางครั้งเห็นได้ในบทวิเคราะห์ของธนาคารหรือข่าวการเงิน ฝั่งทองคำมีดัชนี GVZ ของ Cboe ที่ดูได้ในเว็บกราฟหลายแห่ง ก่อนใช้ข้อมูลไหนให้เช็กว่าเป็นอายุเท่าไร และอัปเดตล่าสุดเมื่อไร
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด