ฮอร์โมนกับการเทรด: Testosterone, Cortisol และความกล้าเสี่ยงที่เปลี่ยนไปเอง
งานวิจัยบนห้องค้าจริงพบว่าฮอร์โมนขยับตามกำไรและความผันผวน บทนี้อธิบายกลไก ข้อจำกัดของหลักฐาน จำลองผลของการขยายไม้หลังชนะ และกฎที่ไม่ขึ้นกับอารมณ์
- งานวิจัยบนห้องค้าในลอนดอนพบว่า Testosterone ตอนเช้าสูงในวันที่เทรดเดอร์ทำกำไรได้เกินค่าเฉลี่ย และ Cortisol สูงขึ้นเมื่อผลเทรดและตลาดผันผวน
- การทดลองที่ยก Cortisol ไว้หลายวันทำให้คนเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น ตรงกับอาการ "ไม่กล้ากดหลังสัปดาห์หนัก"
- หลักฐานยังมาจากกลุ่มตัวอย่างเล็กและส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าฮอร์โมนเป็นต้นเหตุของกำไรหรือขาดทุน
- ในการจำลอง 10,000 รอบ การขยายความเสี่ยง 20% ทุกครั้งที่ชนะติด 3 ไม้ ทำให้ Drawdown ลึกสุดแบบค่ากลางจาก 11.7% เป็น 41.9%
- ทางแก้คือกฎที่ไม่ขึ้นกับความรู้สึก ความเสี่ยงต่อไม้คงที่ และเช็กร่างกายสั้น ๆ ก่อนเทรด
เวลาเทรด เราไม่ได้ใช้แค่หัวคิด ร่างกายตอบสนองต่อกำไร ขาดทุน และความไม่แน่นอนตลอดเวลา ทั้งหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก และฮอร์โมนที่ขยับขึ้นลง งานวิจัยบนห้องค้าจริงบางชิ้นพบว่าฮอร์โมนพวกนี้เปลี่ยนไปพร้อมกับผลเทรดและความผันผวนของตลาด และมีหลักฐานจากห้องทดลองว่ามันขยับความกล้าเสี่ยงได้ บทนี้อธิบายว่างานวิจัยพบอะไรจริง ข้อจำกัดอยู่ตรงไหน และเอามาใช้เป็นกฎการเทรดยังไง
บทนี้ให้ความรู้เพื่อเข้าใจตัวเองตอนเทรด ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีปัญหาสุขภาพ การนอน ความเครียด หรือความวิตกกังวลที่กระทบชีวิต ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ในไทยโทรสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 1323 ได้
ร่างกายตอบสนองต่อตลาดยังไง
เมื่อเจอสถานการณ์ที่กดดันหรือไม่แน่นอน ร่างกายตอบสนองสองจังหวะ
- จังหวะเร็ว ภายในไม่กี่วินาที ระบบประสาทอัตโนมัติหลั่ง Adrenaline หัวใจเต้นแรง หายใจถี่ ตื่นตัว นี่คืออาการที่รู้สึกได้ตอนราคาวิ่งเข้าหา Stop loss
- จังหวะช้า ภายในหลายนาที ต่อมหมวกไตหลั่ง Cortisol ฮอร์โมนที่ช่วยร่างกายรับมือความเครียด ระดับของมันอยู่ได้นานกว่า และถ้าความเครียดยืดเยื้อหลายวัน ระดับก็อาจสูงค้าง
อีกตัวที่นักวิจัยสนใจคือ Testosterone ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความมั่นใจและการแข่งขัน ทั้งชายและหญิงมี แต่ระดับต่างกันมาก
ระบบนี้ออกแบบมาให้ร่างกายรับมือกับอันตรายทางกาย เช่นวิ่งหนี ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการนั่งดูกราฟแปดชั่วโมง ปัญหาจึงเกิดเมื่อมันเปิดค้างไว้นาน ๆ
งานวิจัยบนห้องค้าลอนดอน (Coates และ Herbert, 2008)
John Coates และ Joe Herbert ตีพิมพ์ใน PNAS ปี 2008 พวกเขาเก็บน้ำลายของเทรดเดอร์ชาย 17 คนบนห้องค้าในลอนดอน วันละสองครั้ง ตอนเช้าและบ่าย ต่อเนื่อง 8 วันทำการ แล้วเทียบกับกำไรขาดทุนจริงของแต่ละคน
สิ่งที่พบมีสองเรื่อง
- Testosterone ตอนเช้าสูงกว่าปกติ ในวันที่เทรดเดอร์คนนั้นทำกำไรได้เกินค่าเฉลี่ยของตัวเอง
- Cortisol สูงขึ้นเมื่อผลเทรดของเทรดเดอร์ผันผวนมาก และเมื่อตลาดผันผวน ไม่ได้ขึ้นกับว่ากำไรหรือขาดทุนอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความไม่แน่นอน
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ คนแค่ 17 คน ผู้ชายทั้งหมด ห้องค้าเดียว แค่ 8 วัน และเป็นความสัมพันธ์ ไม่ได้บอกว่าฮอร์โมนทำให้กำไร อาจเป็นไปได้ว่าวันที่ตลาดเอื้อ คนรู้สึกดีตั้งแต่เช้าเพราะเหตุผลอื่น ผู้เขียนเองก็เสนอผลนี้ในฐานะข้อสังเกตที่ต้องศึกษาต่อ
Cortisol สูงหลายวัน ทำให้กลัวเสี่ยง (Kandasamy และคณะ, 2014)
เพื่อทดสอบทิศทางเหตุและผล Narayanan Kandasamy, Coates และทีม ตีพิมพ์ใน PNAS ปี 2014 การทดลองนี้ไม่ได้ทำกับเทรดเดอร์ แต่ให้อาสาสมัครกินยา Hydrocortisone เพื่อยกระดับ Cortisol เทียบกับยาหลอก แล้ววัดว่าเลือกเดิมพันแบบไหนในเกมทางการเงิน
ผลคือเมื่อระดับ Cortisol ถูกยกไว้ต่อเนื่องหลายวัน อาสาสมัคร เลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น ส่วนการยกระดับแบบครั้งเดียวไม่ได้ให้ผลชัดแบบนั้น
ความหมายในภาษาเทรดคือ สัปดาห์ที่ผันผวนต่อเนื่องอาจทำให้เราเอียงไปทางกลัวโดยไม่รู้ตัว สัญญาณที่ระบบบอกให้เข้า เรากลับข้าม หรือปิดไม้เร็วกว่าแผน ซึ่งเป็นอาการที่ตรงกับเรื่อง ลังเลจนข้ามไม้
ข้อจำกัด กลุ่มตัวอย่างเล็ก ยาที่ให้ไม่เหมือนความเครียดจริงทุกอย่าง และเกมในห้องทดลองไม่ใช่เงินในพอร์ตจริง
มืออาชีพก็ใจเต้น (Lo และ Repin, 2002)
Andrew Lo และ Dmitry Repin ตีพิมพ์ใน Journal of Cognitive Neuroscience ปี 2002 พวกเขาติดเครื่องวัดการนำไฟฟ้าของผิว ชีพจร การหายใจ และอุณหภูมิผิว กับเทรดเดอร์มืออาชีพเพียง 10 คน ระหว่างเทรดจริง
พบว่าร่างกายของเทรดเดอร์ตอบสนองชัดเจนต่อเหตุการณ์ในตลาด เช่นช่วงที่ราคาผันผวนหรือกลับทิศ แม้เป็นมืออาชีพ และคนที่ประสบการณ์น้อยกว่ามีแนวโน้มตอบสนองแรงกว่า ข้อจำกัดคือคนน้อยมาก แต่ข้อสรุปหลักตรงไปตรงมา ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้ร่างกายเงียบ ร่างกายตอบสนองเสมอ
Winner effect: วงจรที่อาจขยายตัวเอง
ในสัตว์หลายชนิด ตัวที่เพิ่งชนะการต่อสู้มี Testosterone สูงขึ้น และมีโอกาสชนะครั้งถัดไปมากขึ้น นักวิจัยเรียกว่า Winner effect Coates เสนอในหนังสือ The Hour Between Dog and Wolf (2012) ว่าอาจมีวงจรคล้ายกันในตลาด ชนะ แล้วมั่นใจขึ้น แล้วเสี่ยงมากขึ้น
ในคนและในตลาด แนวคิดนี้ยังเป็น สมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว แต่รูปแบบพฤติกรรมที่มันอธิบายนั้นเทรดเดอร์คุ้นเคย ดูเพิ่มที่ ความมั่นใจเกินหลังชนะติด
จำลอง: ขยายไม้ทีละนิดหลังชนะ เปลี่ยน Drawdown แค่ไหน
วงจรข้างบนอันตรายเพราะมันค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีใครตั้งใจเพิ่มความเสี่ยงจาก 1% เป็น 5% แต่ขยับทีละนิดจนถึง ลองจำลองดูด้วยตัวเลข
ระบบสมมติ ชนะ 45% ไม้ชนะได้ +1.5R ไม้แพ้เสีย −1R (R คือจำนวนเงินที่เสี่ยงต่อไม้) Expectancy = 0.45 × 1.5 − 0.55 × 1 = +0.125R ต่อไม้ เป็นระบบที่ได้เปรียบจริงในการจำลอง พอร์ตเริ่มที่ 100 เทรด 200 ไม้
- แบบคงที่ เสี่ยง 1% ของพอร์ตทุกไม้
- แบบขยายไม้ เริ่ม 1% ทุกครั้งที่ชนะติดกันครบ 3 ไม้ คูณความเสี่ยงด้วย 1.2 (เพิ่ม 20%) และไม่ลดกลับ เหมือนคนที่มั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ
ความเสี่ยงต่อไม้ของแบบขยายไม้โตแบบทบต้น 1% → 1.2% → 1.44% → 1.73% → 2.07% … หลังขยาย 8 ครั้งเป็น 1.2⁸ = 4.30% และ 9 ครั้งเป็น 5.16%
ดูจุดสำคัญในรูป แบบขยายไม้ขึ้นไปถึง 183.0 ตอนนั้นเสี่ยงอยู่ราว 4.30% ต่อไม้ แพ้หนึ่งไม้เสียราว 183.0 × 4.30% = 7.87 ขณะที่ถ้าเสี่ยง 1% จากพอร์ตเท่ากัน จะเสียแค่ 1.83 ช่วงหลังจากนั้นที่แพ้มากกว่าชนะจึงพาพอร์ตจาก 183.0 ลงมาเหลือ 110.9 คิดเป็น (183.0 − 110.9) ÷ 183.0 = 39.4%
ผลเส้นเดียวอาจบังเอิญ จึงจำลองซ้ำ 10,000 รอบ รอบละ 200 ไม้ ตัวเลขทั้งหมดมาจากระบบสมมติ ไม่ใช่ผลทดสอบย้อนหลังของระบบจริง และไม่ได้บอกผลในอนาคต
| ผลจาก 10,000 รอบ | คงที่ 1% | ขยายไม้ 20% หลังชนะ 3 ไม้ |
|---|---|---|
| Drawdown ลึกสุด ค่ากลาง | 11.7% | 41.9% |
| Drawdown ลึกสุด รอบที่แย่ 10% | 18.6% ขึ้นไป | 69.9% ขึ้นไป |
| รอบที่เคยร่วงเกิน 20% | 7.0% | 95.8% |
| รอบที่เคยร่วงเกิน 40% | ไม่มีเลย | 54.3% |
| รอบที่จบต่ำกว่าทุนเริ่ม | 8.6% | 22.6% |
| พอร์ตตอนจบ ค่ากลาง | 126.4 | 150.8 |
| ความเสี่ยงต่อไม้สูงสุด ค่ากลาง | 1% | 7.43% |
ต้องพูดตรง ๆ ว่าในระบบที่ได้เปรียบจริง การเสี่ยงมากขึ้นทำให้ค่ากลางตอนจบสูงกว่า แต่แลกกับการที่เกินครึ่งของรอบต้องผ่าน Drawdown เกิน 40% และรอบที่จบขาดทุนเพิ่มจาก 8.6% เป็น 22.6% และในชีวิตจริง ระบบส่วนใหญ่ไม่ได้เปรียบชัดขนาดนี้ ส่วนที่แย่กว่าคือ Drawdown 40% ทางใจหนักมาก มักเป็นจุดที่คนเลิกทำตามระบบ หรือเริ่ม เทรดแก้แค้น ซึ่งการจำลองนี้ยังไม่ได้นับ
ความกล้าที่เพิ่มขึ้นหลังชนะไม่ได้แปลว่าระบบดีขึ้น ระบบเดิมกับไม้ที่ใหญ่ขึ้นแปลว่าพอร์ตแกว่งแรงขึ้นเท่านั้น
Interoception: รู้สึกถึงหัวใจตัวเองได้แค่ไหน
Interoception คือความสามารถรับรู้สภาพภายในร่างกาย เช่นรู้ว่าหัวใจกำลังเต้นเร็ว ท้องเกร็ง หรือหายใจตื้น
Kandasamy และคณะ ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2016 ให้เทรดเดอร์บนห้องค้าลอนดอนและกลุ่มเปรียบเทียบนับจังหวะหัวใจตัวเองโดยไม่จับชีพจร พบว่าเทรดเดอร์นับได้แม่นกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และในกลุ่มเทรดเดอร์ คนที่นับได้แม่นกว่ามีแนวโน้มทำกำไรได้ดีกว่าและอยู่ในอาชีพนี้นานกว่า
ข้อจำกัดเหมือนเดิม กลุ่มเล็ก ห้องค้าเดียว และเป็นความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าฝึกรับรู้หัวใจแล้วจะเทรดดีขึ้น แต่มันชี้ว่าสัญญาณจากร่างกายเป็นข้อมูล ไม่ใช่สิ่งรบกวนที่ต้องเพิกเฉย การฝึกสติเป็นวิธีที่หลายคนใช้ฝึกสังเกตร่างกาย ดู การฝึกสติสำหรับเทรดเดอร์ แต่หลักฐานว่ามันทำให้นับจังหวะหัวใจได้แม่นขึ้นยังไม่ชัด
วิธีใช้จริง: กฎที่ไม่ต้องพึ่งอารมณ์
ฮอร์โมนควบคุมไม่ได้ แต่กฎควบคุมได้ แนวคิดคือย้ายการตัดสินใจไปไว้ตอนร่างกายนิ่ง
1. ความเสี่ยงต่อไม้คงที่ เขียนไว้ว่าเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์ต่อไม้ เช่น 1% แล้วคำนวณ Lot จาก Stop loss ทุกไม้ ไม่ใช่จากความรู้สึก ดู เสี่ยงไม้ละ 1% ถ้าจะเปลี่ยนเปอร์เซ็นต์ ให้เปลี่ยนได้แค่ตอนทบทวนรายเดือน ไม่ใช่ระหว่างวัน
2. กฎหลังชนะใหญ่ หลังกำไรก้อนใหญ่หรือชนะติดกัน ห้ามเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงในวันนั้น ถ้าอยากเพิ่ม ให้จดไว้แล้วตัดสินใจตอนทบทวน
3. กฎหลังสัปดาห์ผันผวน ถ้ารู้ตัวว่าข้ามสัญญาณที่ตรงเงื่อนไขไปแล้วสองครั้ง ให้เลือกระหว่างเทรดตามแผนเต็มขนาด หรือลดความเสี่ยงลงครึ่งหนึ่งตามที่เขียนไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ใช่ข้ามแบบสุ่มตามอารมณ์
4. เช็กร่างกาย 60 วินาทีก่อนเปิดกราฟ ใช้ก่อนเริ่มเซสชันและก่อนกดเปิดไม้ ทำแบบนี้
- วางมือจากเมาส์ นั่งหลังตรง เท้าวางพื้น
- สังเกตหัวใจ เต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ ไม่ต้องจับชีพจร แค่รับรู้
- ไล่ดูไหล่ กราม และท้อง เกร็งอยู่ไหม
- ถามตัวเองสองข้อ “นอนพอไหม” และ “ตอนนี้อยากได้คืนหรืออยากได้เพิ่มไหม”
- ให้คะแนนความตึงตัว 0 ถึง 10 จดลงบันทึกการเทรด
ถ้าคะแนนสูงกว่าที่ตั้งไว้ เช่นเกิน 7 ให้หายใจช้าก่อนสักสองนาที (ดู เทคนิคหายใจลดความเครียด) แล้วค่อยเช็กใหม่ ถ้ายังสูงอยู่ วันนั้นเทรดตามคำสั่งที่ตั้งไว้แล้วเท่านั้น ไม่เปิดไม้ใหม่ เมื่อจดคะแนนนี้ไว้หลายสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าวันที่คะแนนสูง เราทำตามแผนได้แย่ลงไหม
5. พื้นฐานร่างกาย การนอนไม่พอทำให้ทั้งอารมณ์และการตัดสินใจแย่ลง โดยเฉพาะคนเทรดช่วงกลางคืนเวลาไทย ดู นอนน้อย เทรดดึก การออกกำลังกายสม่ำเสมอมีหลักฐานว่าช่วยเรื่องอารมณ์และการนอนในคนทั่วไป ส่วนรายละเอียดว่าควรทำแบบไหน ขึ้นกับสุขภาพของแต่ละคน ถ้ามีโรคประจำตัวให้ถามแพทย์ก่อน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่าตัวเองไม่ได้รับผล งานของ Lo และ Repin บอกว่าแม้มืออาชีพร่างกายก็ตอบสนอง คำถามไม่ใช่ว่ามีไหม แต่ว่าเราสังเกตทันไหม
- อ่านงานวิจัยเกินจริง งานเหล่านี้กลุ่มเล็กและส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ ไม่มีงานไหนบอกว่าฮอร์โมนระดับไหนแล้วจะกำไร อย่าใช้มันเป็นข้ออ้างว่า “วันนี้ฮอร์โมนดี เพิ่มไม้ได้”
- เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงตามความมั่นใจ การจำลองข้างบนแสดงว่าการขยายทีละ 20% ดูไม่มาก แต่ทบกันแล้วพาไปถึงหลายเท่า
- ข้ามสัญญาณหลังช่วงหนักแล้วเรียกว่าระวังตัว ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในกฎ มันคือการให้ความกลัวตัดสินแทนระบบ ดู อคติในการเทรด
- ฝืนเทรดตอนร่างกายบอกว่าไม่ไหว อดนอน ป่วย หรือเครียดจากเรื่องอื่น ตลาดยังอยู่พรุ่งนี้ ถ้าความเครียดจากการเทรดกระทบการนอนหรือชีวิตประจำวันต่อเนื่อง ให้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ หรือโทร 1323
ร่างกายจะตอบสนองต่อตลาดเสมอ เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราออกแบบกฎให้ขนาดไม้ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้นร่างกายรู้สึกยังไงได้ และการเช็กตัวเองสั้น ๆ ก่อนกด ช่วยให้เห็นว่าตอนนั้นใครเป็นคนตัดสินใจ ระบบหรืออารมณ์
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าฮอร์โมนมีผลจริง ควรไปตรวจฮอร์โมนหรือกินอะไรเพื่อปรับไหม
ไม่ควรทำเอง บทนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ งานวิจัยที่อ้างถึงศึกษากลไกในกลุ่มเล็ก ไม่ได้บอกว่าการปรับฮอร์โมนช่วยการเทรด ถ้ามีปัญหาสุขภาพ นอนไม่หลับเรื้อรัง หรือเครียดจนกระทบชีวิต ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่เทรดเดอร์ทำเองได้คือออกแบบกฎให้ไม่ต้องพึ่งอารมณ์
ชนะติดกันแล้วเพิ่มไม้ผิดเสมอไหม
การเพิ่มขนาดเงินตามพอร์ตที่โตขึ้นตามกฎที่เขียนไว้ก่อน เช่นเสี่ยง 1% ของพอร์ตเสมอ ไม่ผิด ที่เป็นปัญหาคือการเพิ่ม "เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง" เพราะรู้สึกมั่นใจ ซึ่งค่อย ๆ สะสมจนไม้เดียวที่แพ้กินกำไรหลายสัปดาห์
หลังสัปดาห์ที่ผันผวนมาก ควรหยุดเทรดไหม
ไม่จำเป็นต้องหยุดเสมอ แต่ควรรู้ว่าช่วงนั้นการตัดสินใจอาจเอียงไปทางกลัว วิธีที่ใช้ได้คือเทรดตามสัญญาณเดิมด้วยความเสี่ยงเดิม หรือลดตามกฎที่เขียนไว้ก่อน ไม่ใช่ข้ามสัญญาณตามความรู้สึก และถ้าเหนื่อยหรืออดนอน การพักหนึ่งวันมักดีกว่าฝืน
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด