ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวยังไงไม่ให้ซ้ำกัน เลือกครอบครัวละตัว
แบ่งอินดิเคเตอร์เป็น 4 ครอบครัว เทรนด์ โมเมนตัม ความผันผวน และปริมาณ ทำไมใส่ออสซิลเลเตอร์ 3 ตัวเท่ากับฟังความเห็นเดียวซ้ำ 3 รอบ และวิธีจัดชุดที่ทดสอบได้จริง
- อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่คำนวณจากราคาชุดเดียวกัน ตัวที่อยู่ครอบครัวเดียวกันจึงบอกเรื่องเดียวกัน
- ในชุดราคาตัวอย่าง RSI Stochastic และ CCI มีค่าสหสัมพันธ์กัน 0.82 ถึง 0.95 ซ้อนกันสามตัวไม่ได้ข้อมูลเพิ่ม
- โครงที่ใช้ได้ คือหยิบครอบครัวละหน้าที่ ตัวกรองเทรนด์ ตัวเปิดจังหวะ Stop loss จากความผันผวน และขนาดไม้จากความเสี่ยง
- ตัวกรองที่ทำให้ Profit factor สูงขึ้น อาจทำให้กำไรรวมหายไปเกือบหมด ต้องเทียบกับการเพิ่ม lot ที่ความเสี่ยงเท่ากันเสมอ
เปิดกราฟแล้วใส่ RSI Stochastic CCI MACD ซ้อนกันจนเต็มจอ พอทุกเส้นชี้ทางเดียวกันก็รู้สึกมั่นใจขึ้น ปัญหาคือ อินดิเคเตอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่ คำนวณจากราคาชุดเดียวกัน และถามคำถามเดียวกัน การที่มันเห็นตรงกันจึงไม่ใช่หลักฐานเพิ่ม แต่เป็นความเห็นเดียวที่พูดซ้ำหลายรอบ บทนี้อธิบายวิธีแบ่งอินดิเคเตอร์เป็นครอบครัว แสดงตัวเลขว่าออสซิลเลเตอร์ขยับไปด้วยกันแค่ไหน และวิธีจัดชุดเครื่องมือเล็ก ๆ ที่แต่ละตัวมีหน้าที่ของตัวเอง
อินดิเคเตอร์ 4 ครอบครัว
อินดิเคเตอร์แต่ละตัวตอบคำถามคนละข้อ ถ้าจัดกลุ่มตามคำถามที่มันตอบ จะได้ 4 ครอบครัวหลัก
| ครอบครัว | ตอบคำถาม | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| เทรนด์ | ตลาดไปทางไหน และเทรนด์แรงแค่ไหน | Moving Average, MACD, ADX, Ichimoku |
| โมเมนตัม (ออสซิลเลเตอร์) | ช่วงนี้ราคาวิ่งเร็วขึ้นหรือแรงเริ่มหมด | RSI, Stochastic, CCI |
| ความผันผวน | ราคาแกว่งกว้างแค่ไหน | ATR, ความกว้าง Bollinger Bands, ความกว้าง Donchian Channel |
| ปริมาณ | มีคนซื้อขายมากแค่ไหน | Volume, OBV (ใน Forex เป็น tick volume) |
บางตัวคร่อมสองครอบครัว MACD คือผลต่างของ EMA 12 กับ EMA 26 จึงบอกทิศเทรนด์ แต่การขึ้นลงของมันก็คือแรงส่งของราคา ทำงานคล้ายออสซิลเลเตอร์มาก ส่วน Bollinger Bands เส้นกลางคือ SMA 20 ซึ่งเป็นเรื่องเทรนด์ แต่ความกว้างของแบนด์ (±2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) คือเรื่องความผันผวน ADX ก็บอกแค่ความแรงของเทรนด์ ไม่ได้บอกทิศ
ออสซิลเลเตอร์ 3 ตัว คือความเห็นเดียวพูดซ้ำ
ลองดูสูตรสั้น ๆ ของสามตัวที่คนชอบใส่ด้วยกัน
- RSI 14 เทียบค่าเฉลี่ยของแท่งที่ปิดขึ้นกับแท่งที่ปิดลงใน 14 แท่ง (เฉลี่ยแบบ Wilder) แล้วแปลงเป็น 0–100
- Stochastic 14,3,3 ดูว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ High–Low 14 แท่ง แล้วเฉลี่ย 3 แท่งเป็น %K และอีก 3 แท่งเป็น %D
- CCI 20 วัดว่าราคาเฉลี่ย (High + Low + Close) ÷ 3 ห่างจากค่าเฉลี่ย 20 แท่งกี่เท่าของค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย หารด้วยค่าคงที่ 0.015
สูตรต่างกัน แต่ใจความเดียวกัน คือ ราคาล่าสุดอยู่สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับช่วงสั้น ๆ ที่ผ่านมา พอราคาวิ่งขึ้นแรง ทั้งสามตัวก็ขึ้นไปโซนซื้อมากเกิน (Overbought) พร้อมกัน
เราสร้างราคาตัวอย่าง 160 แท่ง แล้วคำนวณทั้งสามตัวด้วยสูตรมาตรฐาน วัด ค่าสหสัมพันธ์ (correlation) ช่วง 120 แท่งหลัง ค่านี้อยู่ระหว่าง −1 ถึง 1 ยิ่งใกล้ 1 แปลว่ายิ่งขึ้นลงพร้อมกัน
| คู่ที่เทียบ | ค่าสหสัมพันธ์ |
|---|---|
| Stochastic %K กับ CCI | 0.95 |
| RSI กับเส้น MACD | 0.93 |
| RSI กับ Stochastic %K | 0.90 |
| RSI กับ CCI | 0.82 |
| RSI กับ ATR 14 (คนละครอบครัว) | −0.18 |
ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ค่าคงที่ของตลาด เราลองสร้างราคาสุ่มอีก 4 ชุดด้วยวิธีเดียวกัน ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างออสซิลเลเตอร์อยู่ที่ 0.79 ถึง 0.95 ทุกชุด ส่วน RSI กับ ATR อยู่ระหว่าง −0.14 ถึง 0.29 กลับเครื่องหมายไปมา ภาพนี้ตรงกับที่สูตรบอก ออสซิลเลเตอร์ขยับตามกัน ส่วนความผันผวนเป็นข้อมูลอีกเรื่อง
สามเส้นที่เห็นตรงกัน ไม่ใช่สามหลักฐาน ถ้ามันคำนวณจากราคาเดียวกันและถามคำถามเดียวกัน ก็คือหลักฐานชิ้นเดียว
โครงชุดเครื่องมือ ครอบครัวละหน้าที่
แทนที่จะหาตัวยืนยันเพิ่ม ให้แบ่งงานเป็น 4 หน้าที่ แต่ละหน้าที่ใช้เครื่องมือคนละแบบ
- ตัวกรองเทรนด์ ตอบว่าวันนี้ควรมองหาฝั่งไหน เช่น ราคาปิดอยู่เหนือ Moving Average 200 บน timeframe ใหญ่ หรือ ADX เกิน 20 ถึง 25 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่คนนิยมใช้แยกตลาดมีเทรนด์
- ตัวเปิดจังหวะ ตอบว่าเข้าตอนไหน เช่น RSI ย่อลงมาแล้วกลับขึ้น หรือราคาทะลุ Donchian Channel ใช้ตัวเดียวพอ
- Stop loss จากความผันผวน ตอบว่าวาง Stop loss ห่างแค่ไหน เช่น 1.5 เท่าของ ATR ให้ระยะขยับตามความกว้างของการแกว่งตอนนั้น
- ขนาดไม้จากความเสี่ยง ตอบว่าเปิดกี่ lot คำนวณจากเงินที่ยอมเสียต่อไม้หารด้วยระยะ Stop loss ดู คำนวณขนาดไม้จาก Stop loss
ข้อสามและสี่คือส่วนที่คนมักข้าม ทั้งที่เป็นส่วนเดียวที่คุมผลเสียได้แน่นอน
ตัวอย่างคำนวณ Stop loss จาก ATR และขนาดไม้
ตัวอย่างนี้ใช้อธิบายโครง ไม่ใช่ระบบที่ทดสอบแล้ว สมมติเทรด EURUSD ทุน 5,000 ดอลลาร์ ยอมเสียไม้ละ 1%
- เงินที่ยอมเสีย = 5,000 × 1% = 50 ดอลลาร์
- ATR 14 บนกราฟ 4 ชั่วโมงตอนนั้น = 0.0042 หรือ 42 pip
- ระยะ Stop loss = 1.5 × 42 = 63 pip
- EURUSD 1 lot ขยับ 1 pip = 10 ดอลลาร์ ขนาดไม้ = 50 ÷ (63 × 10) = 0.079 lot
- ปัดลงเป็น 0.07 lot (ปัดขึ้นจะเสี่ยงเกินที่ตั้งไว้)
ตรวจกลับ ถ้าโดน Stop loss จะเสีย 0.07 × 10 × 63 = 44.1 ดอลลาร์ หรือ 0.88% ของทุน ไม่เกิน 1% ตามแผน วันที่ตลาดแกว่งแรงขึ้น ATR กว้างขึ้น Stop loss ก็ไกลขึ้น และ lot จะเล็กลงเอง ความเสี่ยงเป็นเงินยังเท่าเดิม ลองตัวเลขของตัวเองได้ที่เครื่องมือคำนวณ lot ท้ายบท และอ่านเหตุผลของ 1% ใน เสี่ยงไม้ละ 1%
Confluence ของจริง กับของปลอม
Confluence คือการที่หลายเหตุผลชี้ไปทางเดียวกันที่จุดเดียวกัน แยกของจริงกับของปลอมได้ด้วยคำถามข้อเดียว เหตุผลเหล่านั้นมาจากข้อมูลคนละแหล่งไหม
ของปลอม ที่ดูเหมือนยืนยันกันแต่ไม่ได้เพิ่มข้อมูล
- RSI Stochastic และ CCI โซนขายมากเกินพร้อมกันบนกราฟเดียวกัน
- Divergence บน RSI และบน MACD ที่จุดเดียวกัน ทั้งคู่วัดแรงส่งจากราคาปิดชุดเดียวกัน
- MA 3 เส้นที่ระยะใกล้กัน เช่น 20 21 และ 25
ของจริงกว่า เพราะแต่ละข้อดูคนละเรื่อง
- ทิศเทรนด์จาก timeframe ใหญ่ คู่กับจังหวะจาก timeframe เล็ก
- จุดเข้าตรงกับแนวรับแนวต้านที่เห็นชัด หรือระดับที่ราคาเคยกลับตัวหลายครั้ง
- ความผันผวนตอนนั้นพอให้ไปถึงเป้า เช่น ระยะถึงเป้าไม่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับ ATR
- เวลาที่เทรดไม่ชนข่าวแรง ดู ปฏิทินข่าว
แต่ถึงจะเป็นของจริง ก็ยังต้องทดสอบว่ามันช่วยจริงหรือเปล่า เพราะตัวกรองที่ฟังดูดีก็ทำให้ผลรวมแย่ลงได้
ตัวกรองที่ทำให้ตัวเลขสวย แต่กำไรหาย
ในการทดสอบย้อนหลังของเรา บนทองคำ (XAUUSD) กราฟ 1 นาที ปี 2026 ถึงเดือนกันยายน ใช้ข้อมูล tick จริง ไม้ละ 0.10 lot ระบบหนึ่งรับย่อตัวที่ระดับ 50% ของคลื่น ได้ Profit factor (กำไรรวม ÷ ขาดทุนรวม) 1.48 และกำไรสุทธิ 10,927 ดอลลาร์ เราลองเพิ่มตัวกรอง confluence ว่าคลื่นย่อยบนกรอบเล็กต้องยืดไปถึงระดับ Fibonacci ที่กำหนดตรงจุดเข้าด้วย
| แบบ | จำนวนไม้ | Profit factor | กำไรสุทธิ (ดอลลาร์) |
|---|---|---|---|
| ไม่มีตัวกรอง | ทั้งหมด | 1.48 | 10,927 |
| กรองหลวม (ยืดถึง 127.2) | 55 | 1.74 | ไม่ได้บันทึกแยก |
| กรองเข้ม (ยืดถึง 161.8) | 27 (ชนะ 51.9%) | 2.14 | 1,492 |
Profit factor ดีขึ้นชัด แต่แบบกรองเข้มเหลือไม้ราว 7% ของเดิม และกำไรสุทธิหายไปราว 86% ตัวกรองนี้คัดไม้ที่ดีกว่าเฉลี่ยออกมาได้จริง แต่ทิ้งไม้ที่ยังทำกำไรไปด้วยเป็นจำนวนมาก เราจึงสรุปว่าไม่คุ้มที่จะใช้เป็นตัวกรอง ผลทั้งหมดเป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง
ตัวกรองที่ทำให้เทรดน้อยลงต้องชนะการ “เพิ่ม lot ตรง ๆ” ที่ความเสี่ยงเท่ากัน ถ้าลด lot ของระบบเดิมจนเสี่ยงเท่าระบบที่กรองแล้วได้กำไรมากกว่า ตัวกรองนั้นไม่ได้ช่วย
เหตุผลคือการเพิ่มหรือลด lot เป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด ไม่ต้องเพิ่มกติกา และไม่เปลี่ยนจำนวนไม้ ส่วนตัวกรองที่ตัดไม้ทิ้งมักทำให้ drawdown ดูต่ำลงเองโดยไม่ได้ปลอดภัยขึ้น เพราะไม้น้อยลงโอกาสเจอขาดทุนติดกันยาวก็น้อยลง ใช้หลักคร่าว ๆ ได้ว่า drawdown โตตามรากที่สองของจำนวนไม้ ถ้าระบบเดิม 600 ไม้มี drawdown 3% แล้วตัดเหลือ 200 ไม้ ตัวเลขที่ควรได้แค่จากไม้ที่น้อยลงคือราว 3 ÷ √3 = 1.7% ถ้าระบบที่กรองแล้วได้ 2% แปลว่าแย่กว่าที่ควร ไม่ใช่ดีขึ้น
วิธีทดสอบชุดอินดิเคเตอร์
- เขียนกติกาก่อนดูผล ทุกข้อต้องเป็นตัวเลข เช่น “RSI 14 ปิดต่ำกว่า 40 แล้วแท่งถัดไปปิดเหนือ 40” ไม่ใช่ “RSI ดูต่ำ”
- นับทุกสัญญาณ รวมครั้งที่แพ้ ครั้งที่ลังเลไม่ได้เข้า และครั้งที่เกิดตอนไม่ได้เฝ้าจอ การเลือกนับแต่สัญญาณที่จำได้คือ hindsight bias
- เพิ่มทีละตัว ใส่ตัวกรองใหม่แล้วดูไม้ที่ถูกตัดทิ้ง ถ้าไม้พวกนั้นเฉลี่ยแล้วกำไรพอ ๆ กับไม้ที่เหลือ ตัวกรองนั้นแค่ลดจำนวนไม้
- ดูกำไรต่อไม้และกำไรรวมคู่กับ Profit factor และเทียบกับการปรับ lot ที่ความเสี่ยงเท่ากัน
- แยกผลเป็นรายปีและหลายสภาพตลาด ชุดที่ดีเฉพาะปีที่มีเทรนด์แรงอาจพังเมื่อ ตลาดเปลี่ยนนิสัย
- ระวังการปรับค่าจนพอดีกับอดีต ค่าที่ดีควรอยู่บนที่ราบ ค่าใกล้เคียงก็ได้ผลใกล้กัน อ่านต่อใน Overfitting
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ใส่ออสซิลเลเตอร์หลายตัวแล้วนับเป็นหลายเหตุผล RSI Stochastic CCI เห็นตรงกันเพราะมาจากราคาเดียวกัน
- ใช้ Volume ใน Forex เหมือนปริมาณซื้อขายจริง ค่าที่เห็นคือ tick volume ของฟีดโบรกเกอร์นั้น
- ใช้ออสซิลเลเตอร์สวนเทรนด์แรง ในเทรนด์แรง RSI ค้างโซนซื้อมากเกินได้นาน อ่านเพิ่มใน RSI และ Stochastic
- ไม่มีอินดิเคเตอร์ในส่วน Stop loss และขนาดไม้ ทั้งที่ส่วนนี้กำหนดว่าไม้ที่ผิดจะเสียเท่าไร
- ดีใจกับ Profit factor ที่สูงขึ้นจากตัวกรอง โดยไม่ดูว่ากำไรรวมและจำนวนไม้หายไปเท่าไร
- เปลี่ยนอินดิเคเตอร์ทุกครั้งที่แพ้ติดกัน ทั้งที่ การแพ้ติดกันเป็นเรื่องปกติ ของทุกระบบ
คำถามที่พบบ่อย
ควรใช้อินดิเคเตอร์กี่ตัว
ไม่มีจำนวนที่ถูกต้องตายตัว แต่ส่วนใหญ่ 2 ถึง 3 ตัวที่มาจากคนละครอบครัวก็พอ คำถามที่ควรถามคือแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถ้าเอาตัวไหนออกแล้วกติกาการเทรดไม่เปลี่ยน แปลว่าตัวนั้นไม่ได้ทำงาน
RSI กับ MACD ใช้คู่กันได้ไหม
ได้ แต่ควรรู้ว่าทั้งสองตัวคำนวณจากราคาปิดและวัดแรงส่งเหมือนกัน ในชุดราคาตัวอย่างของบทนี้ RSI 14 กับเส้น MACD มีค่าสหสัมพันธ์ 0.93 ถ้าจะใช้คู่กัน ให้แบ่งหน้าที่ชัด เช่น MACD บน timeframe ใหญ่ดูทิศ RSI บน timeframe เล็กหาจังหวะ
Volume ในโปรแกรม MT4 MT5 ใช้กับ Forex ได้ไหม
ใช้ได้แค่คร่าว ๆ Forex ซื้อขายนอกตลาดกลาง จึงไม่มีตัวเลขปริมาณซื้อขายรวม ค่าที่โปรแกรมแสดงคือ tick volume หรือจำนวนครั้งที่ราคาขยับในฟีดของโบรกเกอร์นั้น บอกได้ว่าช่วงไหนคึกคัก แต่ไม่ใช่ปริมาณเงินจริง และแต่ละโบรกเกอร์ได้ค่าไม่เท่ากัน
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด