เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวยังไงไม่ให้ซ้ำกัน เลือกครอบครัวละตัว

แบ่งอินดิเคเตอร์เป็น 4 ครอบครัว เทรนด์ โมเมนตัม ความผันผวน และปริมาณ ทำไมใส่ออสซิลเลเตอร์ 3 ตัวเท่ากับฟังความเห็นเดียวซ้ำ 3 รอบ และวิธีจัดชุดที่ทดสอบได้จริง

กลาง อ่าน 9 นาที 16 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่คำนวณจากราคาชุดเดียวกัน ตัวที่อยู่ครอบครัวเดียวกันจึงบอกเรื่องเดียวกัน
  • ในชุดราคาตัวอย่าง RSI Stochastic และ CCI มีค่าสหสัมพันธ์กัน 0.82 ถึง 0.95 ซ้อนกันสามตัวไม่ได้ข้อมูลเพิ่ม
  • โครงที่ใช้ได้ คือหยิบครอบครัวละหน้าที่ ตัวกรองเทรนด์ ตัวเปิดจังหวะ Stop loss จากความผันผวน และขนาดไม้จากความเสี่ยง
  • ตัวกรองที่ทำให้ Profit factor สูงขึ้น อาจทำให้กำไรรวมหายไปเกือบหมด ต้องเทียบกับการเพิ่ม lot ที่ความเสี่ยงเท่ากันเสมอ

เปิดกราฟแล้วใส่ RSI Stochastic CCI MACD ซ้อนกันจนเต็มจอ พอทุกเส้นชี้ทางเดียวกันก็รู้สึกมั่นใจขึ้น ปัญหาคือ อินดิเคเตอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่ คำนวณจากราคาชุดเดียวกัน และถามคำถามเดียวกัน การที่มันเห็นตรงกันจึงไม่ใช่หลักฐานเพิ่ม แต่เป็นความเห็นเดียวที่พูดซ้ำหลายรอบ บทนี้อธิบายวิธีแบ่งอินดิเคเตอร์เป็นครอบครัว แสดงตัวเลขว่าออสซิลเลเตอร์ขยับไปด้วยกันแค่ไหน และวิธีจัดชุดเครื่องมือเล็ก ๆ ที่แต่ละตัวมีหน้าที่ของตัวเอง

อินดิเคเตอร์ 4 ครอบครัว

อินดิเคเตอร์แต่ละตัวตอบคำถามคนละข้อ ถ้าจัดกลุ่มตามคำถามที่มันตอบ จะได้ 4 ครอบครัวหลัก

ครอบครัวตอบคำถามตัวอย่าง
เทรนด์ตลาดไปทางไหน และเทรนด์แรงแค่ไหนMoving Average, MACD, ADX, Ichimoku
โมเมนตัม (ออสซิลเลเตอร์)ช่วงนี้ราคาวิ่งเร็วขึ้นหรือแรงเริ่มหมดRSI, Stochastic, CCI
ความผันผวนราคาแกว่งกว้างแค่ไหนATR, ความกว้าง Bollinger Bands, ความกว้าง Donchian Channel
ปริมาณมีคนซื้อขายมากแค่ไหนVolume, OBV (ใน Forex เป็น tick volume)

บางตัวคร่อมสองครอบครัว MACD คือผลต่างของ EMA 12 กับ EMA 26 จึงบอกทิศเทรนด์ แต่การขึ้นลงของมันก็คือแรงส่งของราคา ทำงานคล้ายออสซิลเลเตอร์มาก ส่วน Bollinger Bands เส้นกลางคือ SMA 20 ซึ่งเป็นเรื่องเทรนด์ แต่ความกว้างของแบนด์ (±2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) คือเรื่องความผันผวน ADX ก็บอกแค่ความแรงของเทรนด์ ไม่ได้บอกทิศ

เทรนด์โมเมนตัม (ออสซิลเลเตอร์) ความผันผวนปริมาณ ถาม: ตลาดไปทางไหน แรงแค่ไหน MA · MACD · ADX · Ichimoku ถาม: วิ่งเร็วขึ้น หรือแรงเริ่มหมด RSI · Stochastic · CCI MACD ก็ขยับคล้ายกลุ่มนี้ ถาม: ราคาแกว่งกว้างแค่ไหน ATR · ความกว้าง Bollinger ความกว้าง Donchian ถาม: คนซื้อขายมากแค่ไหน Volume · OBV Forex มีแค่ tick volume ทุกตัวคำนวณจากราคาเดียวกัน
แผนผังแนวคิด อินดิเคเตอร์ที่อยู่ช่องเดียวกันตอบคำถามเดียวกัน การหยิบจากคนละช่องจึงได้ข้อมูลมากกว่าการหยิบหลายตัวจากช่องเดียว

ออสซิลเลเตอร์ 3 ตัว คือความเห็นเดียวพูดซ้ำ

ลองดูสูตรสั้น ๆ ของสามตัวที่คนชอบใส่ด้วยกัน

  • RSI 14 เทียบค่าเฉลี่ยของแท่งที่ปิดขึ้นกับแท่งที่ปิดลงใน 14 แท่ง (เฉลี่ยแบบ Wilder) แล้วแปลงเป็น 0–100
  • Stochastic 14,3,3 ดูว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ High–Low 14 แท่ง แล้วเฉลี่ย 3 แท่งเป็น %K และอีก 3 แท่งเป็น %D
  • CCI 20 วัดว่าราคาเฉลี่ย (High + Low + Close) ÷ 3 ห่างจากค่าเฉลี่ย 20 แท่งกี่เท่าของค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย หารด้วยค่าคงที่ 0.015

สูตรต่างกัน แต่ใจความเดียวกัน คือ ราคาล่าสุดอยู่สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับช่วงสั้น ๆ ที่ผ่านมา พอราคาวิ่งขึ้นแรง ทั้งสามตัวก็ขึ้นไปโซนซื้อมากเกิน (Overbought) พร้อมกัน

เราสร้างราคาตัวอย่าง 160 แท่ง แล้วคำนวณทั้งสามตัวด้วยสูตรมาตรฐาน วัด ค่าสหสัมพันธ์ (correlation) ช่วง 120 แท่งหลัง ค่านี้อยู่ระหว่าง −1 ถึง 1 ยิ่งใกล้ 1 แปลว่ายิ่งขึ้นลงพร้อมกัน

คู่ที่เทียบค่าสหสัมพันธ์
Stochastic %K กับ CCI0.95
RSI กับเส้น MACD0.93
RSI กับ Stochastic %K0.90
RSI กับ CCI0.82
RSI กับ ATR 14 (คนละครอบครัว)−0.18
ราคา (ชุดตัวอย่าง) RSI 14 (เส้นทึบ) และ Stochastic 14,3,3 %K (เส้นประ) CCI 20 ATR 14 (ครอบครัวความผันผวน ไว้เทียบ) 7030 +100−100
ราคาชุดตัวอย่างที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ราคาตลาดจริง ทุกเส้นคำนวณจากราคาชุดนี้ด้วยสูตรมาตรฐาน แถบเหลืองคือแท่งที่ RSI เกิน 70 Stochastic เกิน 80 และ CCI เกิน +100 พร้อมกัน แถบฟ้าคือแท่งที่ทั้งสามตัวอยู่โซนขายมากเกินพร้อมกัน ส่วน ATR ด้านล่างขยับคนละแบบ

ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ค่าคงที่ของตลาด เราลองสร้างราคาสุ่มอีก 4 ชุดด้วยวิธีเดียวกัน ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างออสซิลเลเตอร์อยู่ที่ 0.79 ถึง 0.95 ทุกชุด ส่วน RSI กับ ATR อยู่ระหว่าง −0.14 ถึง 0.29 กลับเครื่องหมายไปมา ภาพนี้ตรงกับที่สูตรบอก ออสซิลเลเตอร์ขยับตามกัน ส่วนความผันผวนเป็นข้อมูลอีกเรื่อง

สามเส้นที่เห็นตรงกัน ไม่ใช่สามหลักฐาน ถ้ามันคำนวณจากราคาเดียวกันและถามคำถามเดียวกัน ก็คือหลักฐานชิ้นเดียว

โครงชุดเครื่องมือ ครอบครัวละหน้าที่

แทนที่จะหาตัวยืนยันเพิ่ม ให้แบ่งงานเป็น 4 หน้าที่ แต่ละหน้าที่ใช้เครื่องมือคนละแบบ

  1. ตัวกรองเทรนด์ ตอบว่าวันนี้ควรมองหาฝั่งไหน เช่น ราคาปิดอยู่เหนือ Moving Average 200 บน timeframe ใหญ่ หรือ ADX เกิน 20 ถึง 25 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่คนนิยมใช้แยกตลาดมีเทรนด์
  2. ตัวเปิดจังหวะ ตอบว่าเข้าตอนไหน เช่น RSI ย่อลงมาแล้วกลับขึ้น หรือราคาทะลุ Donchian Channel ใช้ตัวเดียวพอ
  3. Stop loss จากความผันผวน ตอบว่าวาง Stop loss ห่างแค่ไหน เช่น 1.5 เท่าของ ATR ให้ระยะขยับตามความกว้างของการแกว่งตอนนั้น
  4. ขนาดไม้จากความเสี่ยง ตอบว่าเปิดกี่ lot คำนวณจากเงินที่ยอมเสียต่อไม้หารด้วยระยะ Stop loss ดู คำนวณขนาดไม้จาก Stop loss

ข้อสามและสี่คือส่วนที่คนมักข้าม ทั้งที่เป็นส่วนเดียวที่คุมผลเสียได้แน่นอน

1. ตัวกรองเทรนด์ (ครอบครัวเทรนด์) 2. ตัวเปิดจังหวะ (ครอบครัวโมเมนตัม) 3. Stop loss จากความผันผวน 4. ขนาดไม้จากความเสี่ยง 5. จดผลทุกสัญญาณ ทิศใหญ่ตรงกับฝั่งที่จะเข้าไหม มีสัญญาณตามกติกาที่เขียนไว้ก่อนไหม เช่น ระยะ Stop loss = 1.5 × ATR 14 lot = เงินที่ยอมเสีย ÷ (ระยะ SL × มูลค่า pip) รวมไม้ที่แพ้และไม้ที่ไม่ได้เข้า ไม่ตรง: ไม่เทรด ยังไม่มี: รอ
แผนผังขั้นตอน แต่ละกล่องใช้เครื่องมือคนละครอบครัว และสองกล่องล่างไม่ได้ช่วยหาจุดเข้า แต่คุมว่าแต่ละไม้เสียได้มากสุดเท่าไร

ตัวอย่างคำนวณ Stop loss จาก ATR และขนาดไม้

ตัวอย่างนี้ใช้อธิบายโครง ไม่ใช่ระบบที่ทดสอบแล้ว สมมติเทรด EURUSD ทุน 5,000 ดอลลาร์ ยอมเสียไม้ละ 1%

  1. เงินที่ยอมเสีย = 5,000 × 1% = 50 ดอลลาร์
  2. ATR 14 บนกราฟ 4 ชั่วโมงตอนนั้น = 0.0042 หรือ 42 pip
  3. ระยะ Stop loss = 1.5 × 42 = 63 pip
  4. EURUSD 1 lot ขยับ 1 pip = 10 ดอลลาร์ ขนาดไม้ = 50 ÷ (63 × 10) = 0.079 lot
  5. ปัดลงเป็น 0.07 lot (ปัดขึ้นจะเสี่ยงเกินที่ตั้งไว้)

ตรวจกลับ ถ้าโดน Stop loss จะเสีย 0.07 × 10 × 63 = 44.1 ดอลลาร์ หรือ 0.88% ของทุน ไม่เกิน 1% ตามแผน วันที่ตลาดแกว่งแรงขึ้น ATR กว้างขึ้น Stop loss ก็ไกลขึ้น และ lot จะเล็กลงเอง ความเสี่ยงเป็นเงินยังเท่าเดิม ลองตัวเลขของตัวเองได้ที่เครื่องมือคำนวณ lot ท้ายบท และอ่านเหตุผลของ 1% ใน เสี่ยงไม้ละ 1%

Confluence ของจริง กับของปลอม

Confluence คือการที่หลายเหตุผลชี้ไปทางเดียวกันที่จุดเดียวกัน แยกของจริงกับของปลอมได้ด้วยคำถามข้อเดียว เหตุผลเหล่านั้นมาจากข้อมูลคนละแหล่งไหม

ของปลอม ที่ดูเหมือนยืนยันกันแต่ไม่ได้เพิ่มข้อมูล

  • RSI Stochastic และ CCI โซนขายมากเกินพร้อมกันบนกราฟเดียวกัน
  • Divergence บน RSI และบน MACD ที่จุดเดียวกัน ทั้งคู่วัดแรงส่งจากราคาปิดชุดเดียวกัน
  • MA 3 เส้นที่ระยะใกล้กัน เช่น 20 21 และ 25

ของจริงกว่า เพราะแต่ละข้อดูคนละเรื่อง

  • ทิศเทรนด์จาก timeframe ใหญ่ คู่กับจังหวะจาก timeframe เล็ก
  • จุดเข้าตรงกับแนวรับแนวต้านที่เห็นชัด หรือระดับที่ราคาเคยกลับตัวหลายครั้ง
  • ความผันผวนตอนนั้นพอให้ไปถึงเป้า เช่น ระยะถึงเป้าไม่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับ ATR
  • เวลาที่เทรดไม่ชนข่าวแรง ดู ปฏิทินข่าว

แต่ถึงจะเป็นของจริง ก็ยังต้องทดสอบว่ามันช่วยจริงหรือเปล่า เพราะตัวกรองที่ฟังดูดีก็ทำให้ผลรวมแย่ลงได้

ตัวกรองที่ทำให้ตัวเลขสวย แต่กำไรหาย

ในการทดสอบย้อนหลังของเรา บนทองคำ (XAUUSD) กราฟ 1 นาที ปี 2026 ถึงเดือนกันยายน ใช้ข้อมูล tick จริง ไม้ละ 0.10 lot ระบบหนึ่งรับย่อตัวที่ระดับ 50% ของคลื่น ได้ Profit factor (กำไรรวม ÷ ขาดทุนรวม) 1.48 และกำไรสุทธิ 10,927 ดอลลาร์ เราลองเพิ่มตัวกรอง confluence ว่าคลื่นย่อยบนกรอบเล็กต้องยืดไปถึงระดับ Fibonacci ที่กำหนดตรงจุดเข้าด้วย

แบบจำนวนไม้Profit factorกำไรสุทธิ (ดอลลาร์)
ไม่มีตัวกรองทั้งหมด1.4810,927
กรองหลวม (ยืดถึง 127.2)551.74ไม่ได้บันทึกแยก
กรองเข้ม (ยืดถึง 161.8)27 (ชนะ 51.9%)2.141,492

Profit factor ดีขึ้นชัด แต่แบบกรองเข้มเหลือไม้ราว 7% ของเดิม และกำไรสุทธิหายไปราว 86% ตัวกรองนี้คัดไม้ที่ดีกว่าเฉลี่ยออกมาได้จริง แต่ทิ้งไม้ที่ยังทำกำไรไปด้วยเป็นจำนวนมาก เราจึงสรุปว่าไม่คุ้มที่จะใช้เป็นตัวกรอง ผลทั้งหมดเป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต และไม่ใช่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวัง

ตัวกรองที่ทำให้เทรดน้อยลงต้องชนะการ “เพิ่ม lot ตรง ๆ” ที่ความเสี่ยงเท่ากัน ถ้าลด lot ของระบบเดิมจนเสี่ยงเท่าระบบที่กรองแล้วได้กำไรมากกว่า ตัวกรองนั้นไม่ได้ช่วย

เหตุผลคือการเพิ่มหรือลด lot เป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด ไม่ต้องเพิ่มกติกา และไม่เปลี่ยนจำนวนไม้ ส่วนตัวกรองที่ตัดไม้ทิ้งมักทำให้ drawdown ดูต่ำลงเองโดยไม่ได้ปลอดภัยขึ้น เพราะไม้น้อยลงโอกาสเจอขาดทุนติดกันยาวก็น้อยลง ใช้หลักคร่าว ๆ ได้ว่า drawdown โตตามรากที่สองของจำนวนไม้ ถ้าระบบเดิม 600 ไม้มี drawdown 3% แล้วตัดเหลือ 200 ไม้ ตัวเลขที่ควรได้แค่จากไม้ที่น้อยลงคือราว 3 ÷ √3 = 1.7% ถ้าระบบที่กรองแล้วได้ 2% แปลว่าแย่กว่าที่ควร ไม่ใช่ดีขึ้น

วิธีทดสอบชุดอินดิเคเตอร์

  1. เขียนกติกาก่อนดูผล ทุกข้อต้องเป็นตัวเลข เช่น “RSI 14 ปิดต่ำกว่า 40 แล้วแท่งถัดไปปิดเหนือ 40” ไม่ใช่ “RSI ดูต่ำ”
  2. นับทุกสัญญาณ รวมครั้งที่แพ้ ครั้งที่ลังเลไม่ได้เข้า และครั้งที่เกิดตอนไม่ได้เฝ้าจอ การเลือกนับแต่สัญญาณที่จำได้คือ hindsight bias
  3. เพิ่มทีละตัว ใส่ตัวกรองใหม่แล้วดูไม้ที่ถูกตัดทิ้ง ถ้าไม้พวกนั้นเฉลี่ยแล้วกำไรพอ ๆ กับไม้ที่เหลือ ตัวกรองนั้นแค่ลดจำนวนไม้
  4. ดูกำไรต่อไม้และกำไรรวมคู่กับ Profit factor และเทียบกับการปรับ lot ที่ความเสี่ยงเท่ากัน
  5. แยกผลเป็นรายปีและหลายสภาพตลาด ชุดที่ดีเฉพาะปีที่มีเทรนด์แรงอาจพังเมื่อ ตลาดเปลี่ยนนิสัย
  6. ระวังการปรับค่าจนพอดีกับอดีต ค่าที่ดีควรอยู่บนที่ราบ ค่าใกล้เคียงก็ได้ผลใกล้กัน อ่านต่อใน Overfitting

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • ใส่ออสซิลเลเตอร์หลายตัวแล้วนับเป็นหลายเหตุผล RSI Stochastic CCI เห็นตรงกันเพราะมาจากราคาเดียวกัน
  • ใช้ Volume ใน Forex เหมือนปริมาณซื้อขายจริง ค่าที่เห็นคือ tick volume ของฟีดโบรกเกอร์นั้น
  • ใช้ออสซิลเลเตอร์สวนเทรนด์แรง ในเทรนด์แรง RSI ค้างโซนซื้อมากเกินได้นาน อ่านเพิ่มใน RSI และ Stochastic
  • ไม่มีอินดิเคเตอร์ในส่วน Stop loss และขนาดไม้ ทั้งที่ส่วนนี้กำหนดว่าไม้ที่ผิดจะเสียเท่าไร
  • ดีใจกับ Profit factor ที่สูงขึ้นจากตัวกรอง โดยไม่ดูว่ากำไรรวมและจำนวนไม้หายไปเท่าไร
  • เปลี่ยนอินดิเคเตอร์ทุกครั้งที่แพ้ติดกัน ทั้งที่ การแพ้ติดกันเป็นเรื่องปกติ ของทุกระบบ
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้อินดิเคเตอร์กี่ตัว

ไม่มีจำนวนที่ถูกต้องตายตัว แต่ส่วนใหญ่ 2 ถึง 3 ตัวที่มาจากคนละครอบครัวก็พอ คำถามที่ควรถามคือแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถ้าเอาตัวไหนออกแล้วกติกาการเทรดไม่เปลี่ยน แปลว่าตัวนั้นไม่ได้ทำงาน

RSI กับ MACD ใช้คู่กันได้ไหม

ได้ แต่ควรรู้ว่าทั้งสองตัวคำนวณจากราคาปิดและวัดแรงส่งเหมือนกัน ในชุดราคาตัวอย่างของบทนี้ RSI 14 กับเส้น MACD มีค่าสหสัมพันธ์ 0.93 ถ้าจะใช้คู่กัน ให้แบ่งหน้าที่ชัด เช่น MACD บน timeframe ใหญ่ดูทิศ RSI บน timeframe เล็กหาจังหวะ

Volume ในโปรแกรม MT4 MT5 ใช้กับ Forex ได้ไหม

ใช้ได้แค่คร่าว ๆ Forex ซื้อขายนอกตลาดกลาง จึงไม่มีตัวเลขปริมาณซื้อขายรวม ค่าที่โปรแกรมแสดงคือ tick volume หรือจำนวนครั้งที่ราคาขยับในฟีดของโบรกเกอร์นั้น บอกได้ว่าช่วงไหนคึกคัก แต่ไม่ใช่ปริมาณเงินจริง และแต่ละโบรกเกอร์ได้ค่าไม่เท่ากัน

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Supertrend ทดสอบจริง: สูตรเต็ม ทำไมบนภาพดูแม่น และเจ็บตรงไหนในตลาดไซด์เวย์

สูตร Supertrend ทีละขั้น ค่า 10 กับ 3 ตัวอย่างคำนวณ ผลทดสอบบนราคาจำลอง 4 สภาพตลาดพร้อม spread และวิธีใช้เป็น Trailing stop คู่กับตัวกรองเทรนด์

อ่าน 13 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟเริ่มต้น

RSI คืออะไร สูตร Wilder วิธีอ่าน 70/30 และทำไม Overbought ยังขึ้นต่อได้

อธิบาย RSI ตั้งแต่สูตร Wilder พร้อมตัวอย่างคำนวณ 14 แท่ง วิธีอ่านเส้น 70 30 และ 50 ช่วงแกว่งที่เปลี่ยนตามเทรนด์ Failure swing และการใช้ RSI เป็นตัวกรองเทรนด์

อ่าน 9 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Keltner Channels คืออะไร สูตร EMA ± ATR ต่างจาก Bollinger และ Squeeze

Keltner Channels คือ EMA 20 บวกลบ 2 เท่า ATR อธิบายที่มา สูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ ความต่างจาก Bollinger Bands จังหวะ Squeeze และผลทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์

อ่าน 11 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์