Stochastic Oscillator คืออะไร สูตร %K %D ค่า 5,3,3 กับ 14,3,3 และวิธีใช้
อธิบาย Stochastic แบบเข้าใจง่าย สูตร %K %D, Fast กับ Slow, ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น โซน 80/20 จุดตัด และทำไมในเทรนด์แรงเส้นค้างอยู่ในโซนบนได้นาน
- Stochastic บอกว่าราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหนของกรอบ High–Low ย้อนหลัง ไม่ได้บอกว่าราคาแพงหรือถูก
- Slow Stochastic คือ %K ที่เฉลี่ย 3 แท่ง แล้วเฉลี่ยอีกชั้นเป็น %D ค่าตั้งต้นของ MT5 คือ 5, 3, 3
- เหนือ 80 หรือใต้ 20 ไม่ใช่สัญญาณกลับตัว ในเทรนด์แรงเส้นค้างอยู่ในโซนนั้นได้นานมาก
- ใช้ได้ดีขึ้นเมื่อตัดสินทิศเทรนด์ก่อน แล้วเลือกเฉพาะสัญญาณที่ไปทางเดียวกับเทรนด์
Stochastic Oscillator คืออินดิเคเตอร์ที่ตอบคำถามเดียว ราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหนของกรอบราคาช่วงที่ผ่านมา ถ้าปิดใกล้จุดสูงสุดของกรอบ ค่าจะเข้าใกล้ 100 ถ้าปิดใกล้จุดต่ำสุด ค่าจะเข้าใกล้ 0 George Lane เป็นคนทำให้มันเป็นที่รู้จัก ทุกวันนี้มีติดมากับแทบทุกแพลตฟอร์ม และเหมือนอินดิเคเตอร์ทุกตัว มันคิดจากราคาในอดีต บอกได้แค่ว่าตอนนี้เป็นยังไงเทียบกับที่ผ่านมา ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทางไหน
สูตร %K และ %D แบบเข้าใจง่าย
เส้นหลักเรียกว่า %K
%K = (ราคาปิด − Low ต่ำสุดย้อนหลัง N แท่ง) ÷ (High สูงสุดย้อนหลัง N แท่ง − Low ต่ำสุดย้อนหลัง N แท่ง) × 100
ตัวหารคือความกว้างของกรอบ ตัวตั้งคือระยะที่ราคาปิดลอยอยู่เหนือพื้นของกรอบ ค่า 80 จึงแปลว่าราคาปิดอยู่ที่ 80% ของความสูงกรอบ หรืออยู่ในส่วนบนสุด 20% ของกรอบ N แท่งที่ผ่านมา แค่นั้น ไม่มีความหมายว่า “แพงเกินไป” ในตัว
เส้นที่สองคือ %D เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (SMA) ของ %K ปกติใช้ 3 แท่ง %D จึงเรียบกว่าและช้ากว่า %K เล็กน้อย ใช้เป็นเส้นสัญญาณ
Fast, Slow และค่า Slowing
ถ้าใช้ %K ดิบจากสูตรตรง ๆ เส้นจะกระโดดแรง เพราะแท่งเดียวที่ปิดสูงหรือต่ำก็เปลี่ยนค่าไปหลายสิบจุดได้ จึงมีสองแบบ
| แบบ | เส้น %K | เส้น %D |
|---|---|---|
| Fast Stochastic | %K ดิบจากสูตร | SMA 3 ของ %K ดิบ |
| Slow Stochastic | SMA 3 ของ %K ดิบ (ค่า Slowing = 3) | SMA 3 ของ Slow %K |
แบบที่คนส่วนใหญ่ใช้คือ Slow ตัวเลขสามตัวที่เห็นบนกราฟ เช่น 14, 3, 3 คือ จำนวนแท่งของกรอบ, จำนวนแท่งที่ใช้เฉลี่ย %K (Slowing) และจำนวนแท่งของ %D ตามลำดับ ใน MT5 ค่าตั้งต้นคือ %K period 5, %D period 3, Slowing 3 ส่วน 14, 3, 3 เป็นอีกชุดที่ใช้กันมากและพบในตำราทั่วไป
- 5, 3, 3 กรอบสั้น เส้นไว สัญญาณถี่ แต่หลอกบ่อยกว่า
- 14, 3, 3 กรอบยาวกว่า เส้นนิ่งกว่า สัญญาณน้อยกว่า
ใน TradingView ช่องที่ทำหน้าที่ Slowing ชื่อว่า %K Smoothing ถ้าช่องนี้เป็น 1 แปลว่ากำลังดูแบบ Fast อยู่
ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น
สมมติใช้กรอบ 14 แท่งกับคู่เงินตัวอย่าง แล้วดู 5 แท่งล่าสุด High สูงสุดกับ Low ต่ำสุดในตารางคือค่าของ 14 แท่งย้อนหลังนับถึงแท่งนั้น
| แท่ง | High 14 แท่ง | Low 14 แท่ง | ราคาปิด | Fast %K |
|---|---|---|---|---|
| 1 | 1.0950 | 1.0850 | 1.0900 | 50.00 |
| 2 | 1.0950 | 1.0850 | 1.0920 | 70.00 |
| 3 | 1.0960 | 1.0850 | 1.0938 | 80.00 |
| 4 | 1.0960 | 1.0860 | 1.0945 | 85.00 |
| 5 | 1.0980 | 1.0860 | 1.0950 | 75.00 |
ขั้นที่ 1 คิด Fast %K ของแท่งที่ 5: (1.0950 − 1.0860) ÷ (1.0980 − 1.0860) × 100 = 0.0090 ÷ 0.0120 × 100 = 75.00
ขั้นที่ 2 คิด Slow %K (เฉลี่ย Fast %K 3 แท่ง)
- แท่ง 3: (50 + 70 + 80) ÷ 3 = 66.67
- แท่ง 4: (70 + 80 + 85) ÷ 3 = 78.33
- แท่ง 5: (80 + 85 + 75) ÷ 3 = 80.00
ขั้นที่ 3 คิด %D ของแท่งที่ 5: (66.67 + 78.33 + 80.00) ÷ 3 = 75.00
แท่งที่ 5 ราคาปิดสูงกว่าแท่งก่อน แต่ Fast %K กลับลดจาก 85 เป็น 75 เพราะกรอบขยายขึ้น (High ใหม่ที่ 1.0980) Stochastic ไม่ได้ดูว่าราคาขึ้นหรือลง มันดูว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ ส่วน Slow %K ยังขึ้นต่อเป็น 80 เพราะเฉลี่ยรวมสองแท่งก่อนหน้าไว้ด้วย นี่คือความหน่วงที่แลกมากับเส้นที่นิ่งขึ้น
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรรู้: MT5 ทำ Slowing ต่างจากการเฉลี่ยตรง ๆ เล็กน้อย คือรวมตัวตั้งของ 3 แท่ง แล้วหารด้วยผลรวมตัวหารของ 3 แท่ง ตัวอย่างนี้จะได้ 0.0263 ÷ 0.0330 × 100 = 79.70 แทน 80.00 ตัวเลขบนแต่ละแพลตฟอร์มจึงต่างกันได้เล็กน้อย แต่ภาพรวมของเส้นเหมือนกัน
อ่านค่าโซน 80 และ 20
ระดับมาตรฐานคือ 80 และ 20
- เหนือ 80 เรียกว่า Overbought (ซื้อมากเกินไป) แปลตรง ๆ คือราคาปิดอยู่ใกล้ยอดของกรอบย้อนหลัง
- ใต้ 20 เรียกว่า Oversold (ขายมากเกินไป) คือราคาปิดอยู่ใกล้พื้นของกรอบ
ชื่อ Overbought/Oversold ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นสัญญาณกลับตัว จริง ๆ มันบอกแค่ตำแหน่ง ในตลาดไซด์เวย์ ตำแหน่งใกล้ขอบกรอบมักเป็นแถวที่ราคาเด้งกลับ แต่ในตลาดที่มีเทรนด์ การปิดใกล้ยอดกรอบซ้ำ ๆ คือหน้าตาปกติของขาขึ้นแรง
จุดตัด %K กับ %D
สัญญาณที่ใช้บ่อยที่สุดคือการตัดกันของสองเส้น
- %K ตัดขึ้นเหนือ %D ขณะอยู่ใต้ 20 แรงส่งเริ่มหันขึ้นจากพื้นของกรอบ
- %K ตัดลงใต้ %D ขณะอยู่เหนือ 80 แรงส่งเริ่มหันลงจากยอดของกรอบ
จุดตัดแถว 40–60 มีความหมายน้อยกว่า เพราะราคาอยู่กลางกรอบ ไม่ได้อยู่ใกล้ขอบ อีกเรื่องคือจุดตัดในโซนบนเกิดซ้ำหลายครั้งติดกันได้ เพราะสองเส้นวิ่งชิดกัน ในรูปด้านบน ช่วงไซด์เวย์รอบแรกมีจุดตัดลงในโซนบนสองครั้งในรอบเดียว
ใช้กับทิศเทรนด์: เลือกเฉพาะสัญญาณที่ไปทางเดียวกัน
วิธีที่ทำให้ Stochastic มีประโยชน์ขึ้นมากคือ ตัดสินทิศเทรนด์ด้วยเครื่องมืออื่นก่อน แล้วใช้ Stochastic หาจังหวะอย่างเดียว
- ดูทิศเทรนด์จาก timeframe ที่ใหญ่กว่า หรือจากเส้นค่าเฉลี่ย เช่น ราคาอยู่เหนือ SMA 200 และเส้นชี้ขึ้น (อ่านเพิ่มใน เส้นค่าเฉลี่ย MA)
- ถ้าเป็นขาขึ้น สนใจเฉพาะตอนที่ราคาย่อตัวจน Stochastic ลงไปใต้ 20 แล้ว %K ตัดขึ้นเหนือ %D ไม่สนใจสัญญาณจากโซนบน
- ถ้าเป็นขาลง กลับด้าน สนใจเฉพาะสัญญาณตัดลงจากโซนบน
- ถ้าแยกไม่ออกว่าเป็นเทรนด์หรือไซด์เวย์ ADX ช่วยวัดความแรงของเทรนด์ได้ (ดู ADX วัดความแรงเทรนด์)
ราคาชุดนี้สร้างให้เป็นขาขึ้นตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้พิสูจน์ว่ากติกานี้ได้กำไรในตลาดจริง สิ่งที่รูปแสดงคือเหตุผลของกติกา สัญญาณสวนเทรนด์จับได้แค่การย่อตัวช่วงสั้น สัญญาณตามเทรนด์ ถ้าเทรนด์ยังอยู่ จะได้ช่วงวิ่งที่ยาวกว่า และถ้าเทรนด์จบ Stop loss คือสิ่งที่จำกัดความเสียหาย
Stochastic ต่างจาก RSI ยังไง
สองตัวนี้ดูคล้ายกันเพราะวิ่ง 0–100 และมีโซนบนโซนล่าง แต่วัดคนละเรื่อง
| Stochastic | RSI | |
|---|---|---|
| วัดอะไร | ตำแหน่งราคาปิดในกรอบ High–Low ย้อนหลัง | สัดส่วนแรงขึ้นต่อแรงลง จากการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดแต่ละแท่ง |
| ใช้ข้อมูล | High, Low, Close | Close อย่างเดียว |
| นิสัย | ไว แกว่งเต็มช่วงบ่อย | นิ่งกว่า ไปถึงขอบน้อยกว่า |
| ระดับที่นิยม | 80 / 20 | 70 / 30 |
ตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด: ถ้าวันนี้ราคาปิดสูงกว่าเมื่อวานนิดเดียว แต่ปิดที่ยอดของกรอบพอดี Stochastic จะขึ้นไปใกล้ 100 ทันที ส่วน RSI แทบไม่ขยับ เพราะแรงขึ้นของวันนี้มีนิดเดียว รายละเอียดของ RSI อ่านต่อใน RSI คืออะไร และไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสองตัวพร้อมกัน เพราะเป็นอินดิเคเตอร์กลุ่มเดียวกัน ดูเหตุผลใน ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวโดยไม่ซ้ำซ้อน
เมื่อไหร่ที่ Stochastic หลอก
- เทรนด์แรง (Embedded) เส้นค้างอยู่เหนือ 80 หรือใต้ 20 ได้หลายสิบแท่ง ระหว่างนั้นจุดตัดสวนเทรนด์เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างในรูปแรกที่ตัดลงในโซนบน 9 ครั้งระหว่างขาขึ้น ถ้าเห็นเส้นค้างในโซนเดียวนาน ๆ ให้อ่านว่าเทรนด์ยังแรง ไม่ใช่ว่ากำลังจะกลับตัว
- ช่วงเปลี่ยนจากไซด์เวย์เป็นเทรนด์ สัญญาณที่เคยใช้ได้ในกรอบเริ่มพังทันทีที่ราคาเบรกกรอบ (อ่าน เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน)
- กรอบแคบมาก เมื่อ High กับ Low ใกล้กันมาก ตัวหารเล็ก ราคาขยับนิดเดียว %K ก็วิ่งจากล่างขึ้นบนได้ เส้นดูเหมือนมีสัญญาณแรง แต่ราคาจริงแทบไม่ได้ไปไหน
- ช่วงข่าวแรง แท่งเดียวที่ยาวผิดปกติขยายกรอบทันที ค่าก่อนและหลังข่าวเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
Divergence ของ Stochastic (ราคาทำจุดสูงใหม่ แต่เส้นไม่ทำ) ใช้หลักเดียวกับของ RSI และมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน อ่านเพิ่มใน Divergence แบบปกติและแบบซ่อน
Stochastic บอกตำแหน่งของราคาปิดในกรอบ ไม่ได้บอกว่าราคาแพงหรือถูก และไม่ได้บอกว่าราคาจะกลับตัว
ใช้ร่วมกับการจัดการความเสี่ยง
สัญญาณจาก Stochastic บอกแค่จังหวะ ส่วนที่ทำให้อยู่รอดได้คือแผนที่วางก่อนเข้า
- วาง Stop loss ที่จุดที่ความคิดผิด เช่น ถ้าเข้าตามสัญญาณตัดขึ้นจากโซนล่างในขาขึ้น จุดที่ผิดคือราคาหลุด Low ของการย่อตัวรอบนั้น หลายคนเผื่อระยะเพิ่มตามความผันผวน ดู ATR กับการวาง Stop loss
- คิดขนาดไม้จากระยะ Stop loss ไม่ใช่จากความมั่นใจในสัญญาณ ดู คำนวณขนาดไม้จากระยะ Stop loss และ ความเสี่ยง 1% ต่อไม้
- อย่าปิดออเดอร์เพียงเพราะเส้นขึ้นไปเหนือ 80 ในขาขึ้น เส้นอาจอยู่ตรงนั้นอีกนาน ถ้าจะใช้ Stochastic ช่วยออก ให้กำหนดกติกาไว้ล่วงหน้าและทดสอบก่อน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เปิด Sell ทันทีที่เส้นเกิน 80 หรือเปิด Buy ทันทีที่ต่ำกว่า 20 โดยไม่ดูเทรนด์ ในเทรนด์แรงเท่ากับยืนขวางทางรถ
- ใช้ทุกจุดตัด รวมถึงจุดตัดกลางกราฟและจุดตัดซ้ำ ๆ ในโซนเดียว จนเทรดถี่เกินไป
- ไม่ได้ดูว่าใช้แบบ Fast หรือ Slow แล้วเอาค่าไปเทียบกับคนที่ใช้คนละแบบ
- ปรับตัวเลขไปเรื่อย ๆ จนเส้นตรงกับจุดกลับตัวในอดีต ซึ่งมักใช้ไม่ได้กับอนาคต
- ใส่ Stochastic, RSI และ CCI พร้อมกัน แล้วคิดว่าได้การยืนยันสามชั้น ทั้งที่ทั้งสามตัววัดเรื่องใกล้เคียงกันจากราคาชุดเดียว
คำถามที่พบบ่อย
Stochastic ตั้งค่าเท่าไรดี
ไม่มีค่าที่ดีที่สุด 14, 3, 3 เป็นชุดที่ใช้กันมาก ส่วน MT5 ตั้งต้นที่ 5, 3, 3 ซึ่งไวกว่าและให้สัญญาณถี่กว่า เลือกชุดหนึ่งแล้วใช้ให้คงที่ ดีกว่าปรับไปเรื่อย ๆ ให้เข้ากับกราฟในอดีต
Stochastic กับ RSI ต่างกันยังไง
Stochastic วัดว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ High–Low ย้อนหลัง ส่วน RSI วัดสัดส่วนแรงขึ้นต่อแรงลงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดแต่ละแท่ง Stochastic จึงไวกว่า แกว่งเต็มช่วง 0–100 บ่อยกว่า และเข้าโซน 80/20 ง่ายกว่า
เส้นเกิน 80 แล้วควรเปิด Sell ไหม
ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวตัดสิน เหนือ 80 แปลแค่ว่าราคาปิดอยู่ใกล้ยอดของกรอบย้อนหลัง ในขาขึ้นแรงเส้นอยู่เหนือ 80 ได้หลายสิบแท่งขณะที่ราคายังขึ้นต่อ ควรดูทิศเทรนด์ แนวรับแนวต้าน และวาง Stop loss ก่อนเสมอ
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด