เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Divergence คืออะไร Regular กับ Hidden ต่างกันยังไง วาดให้ถูกและใช้ให้เป็น

อธิบาย Divergence ระหว่างราคากับ RSI MACD Stochastic ทั้ง 4 แบบ วิธีลากเส้นให้ถูก ทำไมในเทรนด์แรงมันเกิดซ้ำได้หลายรอบ การรอยืนยัน และการวาง Stop loss

กลาง อ่าน 9 นาที 16 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Divergence คือราคากับออสซิลเลเตอร์ไปคนละทาง บอกว่าแรงส่งชะลอ ไม่ได้บอกว่าจะกลับตัวเมื่อไร
  • Regular divergence เตือนว่าเทรนด์อาจชะลอหรือกลับตัว Hidden divergence มักเจอตอนย่อตัวในเทรนด์ที่อาจไปต่อ
  • ลากเส้นจาก High ไป High หรือ Low ไป Low ที่แท่งเดียวกันทั้งราคาและอินดิเคเตอร์ และใช้เฉพาะจุดกลับตัวที่ปิดแล้ว
  • ในเทรนด์แรง Divergence เกิดซ้ำได้หลายครั้งติดกันโดยราคายังวิ่งต่อ จึงควรรอโครงสร้างราคาเปลี่ยนก่อน

Divergence คือตอนที่ราคากับออสซิลเลเตอร์ เช่น RSI, MACD หรือ Stochastic ไปคนละทาง เช่น ราคาทำ High ใหม่ แต่ RSI ทำ High ต่ำกว่าเดิม ความหมายจริงของมันคือ แรงส่งของการขึ้นรอบนี้น้อยกว่ารอบก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่สัญญาณบอกเวลาว่าราคาจะกลับตัวตอนไหน บทนี้อธิบาย 4 แบบ วิธีลากเส้นให้ถูก ตัวอย่างคำนวณจริง และวิธีใช้คู่กับ Stop loss

Divergence กับ Convergence

ออสซิลเลเตอร์ส่วนใหญ่วัดว่าราคาเปลี่ยนเร็วแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมา เวลาราคาวิ่งแรง ค่าก็สูง พอราคาวิ่งช้าลง ค่าก็ลดลง แม้ราคาจะยังขึ้นอยู่

  • Convergence ราคากับอินดิเคเตอร์เห็นตรงกัน ราคาทำ High ใหม่ อินดิเคเตอร์ก็ทำ High ใหม่ แปลว่าแรงส่งยังตามราคาทัน ไม่มีอะไรต้องเตือน
  • Divergence ราคากับอินดิเคเตอร์ขัดกัน แรงส่งไม่ตามราคา

บางตำราใช้คำว่า convergence เรียก Regular bullish divergence (ราคา Low ต่ำลงแต่อินดิเคเตอร์ Low สูงขึ้น) ด้วย ถ้าอ่านเจอให้ดูบริบทว่าผู้เขียนหมายถึงอะไร

Divergence 4 แบบ

แบบราคาอินดิเคเตอร์ความหมายที่เป็นไปได้
Regular bullishLow ต่ำลงLow สูงขึ้นแรงขายอ่อนลง ขาลงอาจชะลอหรือกลับตัว
Regular bearishHigh สูงขึ้นHigh ต่ำลงแรงซื้ออ่อนลง ขาขึ้นอาจชะลอหรือกลับตัว
Hidden bullishLow สูงขึ้นLow ต่ำลงในขาขึ้น การย่อรอบนี้อาจเป็นแค่การพัก แล้วไปต่อ
Hidden bearishHigh ต่ำลงHigh สูงขึ้นในขาลง การเด้งรอบนี้อาจเป็นแค่การพัก แล้วลงต่อ

จำง่าย ๆ ว่า Regular ให้ดูที่ราคา ราคาทำจุดใหม่ที่ไกลกว่าเดิม แต่แรงส่งไม่ตาม ส่วน Hidden ให้ดูที่อินดิเคเตอร์ อินดิเคเตอร์ไปไกลกว่าเดิม แต่ราคายังรักษาโครงสร้างเทรนด์ไว้ได้ ฝั่ง bullish เทียบจุดต่ำ (Low) ฝั่ง bearish เทียบจุดสูง (High) เสมอ

Regular bullish ราคา Low ต่ำลง แต่ RSI Low สูงขึ้น แรงลงอ่อนลง อาจชะลอหรือกลับขึ้น ราคาRSI Regular bearish ราคา High สูงขึ้น แต่ RSI High ต่ำลง แรงขึ้นอ่อนลง อาจชะลอหรือกลับลง ราคาRSI Hidden bullish ราคา Low สูงขึ้น แต่ RSI Low ต่ำลง ในขาขึ้น อาจเป็นแค่การย่อแล้วไปต่อ ราคาRSI Hidden bearish ราคา High ต่ำลง แต่ RSI High สูงขึ้น ในขาลง อาจเป็นแค่การเด้งแล้วลงต่อ ราคาRSI
แผนภาพแนวคิด ไม่ใช่กราฟจริง แถวบน (สีฟ้า) คือ Regular ราคาไปไกลกว่าเดิมแต่แรงส่งไม่ตาม แถวล่าง (สีเหลือง) คือ Hidden อินดิเคเตอร์ไปไกลกว่าเดิมแต่ราคายังรักษาโครงสร้างเทรนด์ เส้นสีส้มคือเส้นที่ลากเทียบ

วิธีลากเส้นให้ถูก

Divergence ที่เห็นบนกราฟจำนวนมากเป็นของที่ลากผิด กติกาที่ช่วยให้ตรงไปตรงมา

  1. เทียบจุดเดียวกัน High กับ High หรือ Low กับ Low ห้ามเอา High ของราคาไปเทียบกับ Low ของอินดิเคเตอร์
  2. ใช้แท่งเดียวกัน จุดบนอินดิเคเตอร์ต้องอยู่ที่แท่งเดียวกับจุดบนราคา (หรือห่างกัน 1–2 แท่ง) ไม่ใช่ไปหายอดอินดิเคเตอร์ที่สูงที่สุดในแถวนั้นมาเทียบ
  3. ใช้จุดกลับตัวที่ปิดแล้ว จุดสูงจะนับเป็น Swing high ได้ก็ต่อเมื่อมีแท่งปิดต่ำกว่ามันทั้งสองข้างแล้ว เช่น 2–3 แท่ง ถ้าแท่งปัจจุบันยังไม่ปิด หรือราคายังขึ้นอยู่ จุดนั้นยังไม่ใช่ High
  4. เทียบคลื่นที่ติดกัน ใช้ High ล่าสุดกับ High ก่อนหน้าที่อยู่ในเทรนด์เดียวกัน ถ้าข้ามไปเทียบกับจุดที่ไกลมากจนเป็นคนละช่วงตลาด ความหมายเรื่องแรงส่งก็หายไป
  5. ไม่ลากใหม่ไปเรื่อย ๆ ถ้าราคาทำ High ใหม่อีกครั้ง Divergence เดิมถือว่าจบแล้ว ให้นับเป็นครั้งใหม่ ไม่ใช่ขยับจุดปลายไปเรื่อย ๆ จนกราฟดูเข้ากับสิ่งที่อยากเห็น

ข้อ 3 สำคัญที่สุด กราฟย้อนหลังดูง่ายเพราะเรารู้แล้วว่าจุดไหนเป็นยอด ตอนเทรดจริงเราจะรู้ช้ากว่านั้นเสมอ (อ่านเพิ่มใน มองกราฟย้อนหลังแล้วง่าย)

ตัวอย่างคำนวณ: Regular bearish กับ RSI 14

ใช้ราคาตัวอย่าง 78 แท่ง สร้างขึ้นเอง ไม่ใช่ตลาดจริง แล้วคำนวณ RSI 14 ด้วยสูตรของ Wilder

  • แต่ละแท่ง แยกการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดเป็น “ขึ้น” กับ “ลง”
  • ค่าเฉลี่ยขึ้น (avg gain) และค่าเฉลี่ยลง (avg loss) ใช้การเฉลี่ยแบบ Wilder: ค่าใหม่ = (ค่าเดิม × 13 + ค่าแท่งนี้) ÷ 14
  • RS = avg gain ÷ avg loss แล้ว RSI = 100 − 100 ÷ (1 + RS)

รายละเอียดสูตรอยู่ใน คู่มือ RSI ตรงนี้ดูแค่สองจุดสูงที่นำมาเทียบกัน

ราคาปิดavg gainavg lossRSRSI
High แรก108.450.41650.04778.72689.72
High ที่สอง109.350.29710.09033.29276.70

ตรวจ: 100 − 100 ÷ (1 + 8.726) = 100 − 10.28 = 89.72 และ 100 − 100 ÷ (1 + 3.292) = 100 − 23.30 = 76.70

ราคา High ที่สองสูงกว่าเดิม 0.90 แต่ RSI ต่ำกว่าเดิม 13 จุด นี่คือ Regular bearish divergence ดูตัวเลขจะเห็นเหตุผล ขาขึ้นแรกแทบไม่มีแท่งลงเลย avg loss จึงเล็กมาก ขาขึ้นที่สองไต่ช้ากว่าและมีแท่งลงแทรก avg loss เลยใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว ราคาไปได้สูงกว่า แต่ไปแบบเหนื่อยกว่า

อีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า RSI ไวต่อแท่งลงแค่ไหน แท่งถัดจาก High แรกปิดลง 0.49 avg gain ใหม่ = (0.4165 × 13 + 0) ÷ 14 = 0.3868 avg loss ใหม่ = (0.0477 × 13 + 0.49) ÷ 14 = 0.0793 RSI จึงตกจากราว 89.7 เหลือราว 83.0 ในแท่งเดียว

7030 ราคาปิดRSI 14 High สูงขึ้น RSI ต่ำลง Low ย่อย ปิดหลุด Low ย่อย Stop loss เหนือ High ย่อยล่าสุด
ราคาตัวอย่างที่สร้างขึ้นเอง ไม่ใช่ตลาดจริง RSI 14 คำนวณจากราคาชุดนี้ด้วยสูตร Wilder ราคาทำ High 108.45 แล้ว 109.35 แต่ RSI ที่แท่งเดียวกันลดจาก 89.72 เหลือ 76.70 จุดสีเขียวคือแท่งที่ปิด 107.28 หลุด Low ย่อย 107.42 ซึ่งเป็นการยืนยันจากโครงสร้างราคา

สังเกตเรื่องเวลา ถ้านับ Swing high แบบต้องมี 3 แท่งปิดต่ำกว่าทั้งสองข้าง เราจะรู้ว่า High ที่สองคือยอดก็ตอน 3 แท่งหลังจากนั้น ตอนนั้น RSI ลงมาเหลือ 68.51 แล้ว และราคาก็ยังไม่ได้บอกว่ากลับตัว แค่หยุดขึ้น

ทำไม Divergence เกิดซ้ำได้หลายรอบในเทรนด์แรง

เทรนด์ที่เริ่มด้วยการวิ่งแรงมาก ๆ ทำให้ RSI ขึ้นไปสูงมาก ขาต่อ ๆ ไปแค่วิ่งช้าลงเป็นปกติ RSI ก็ทำยอดต่ำลงได้ ทั้งที่ราคายังขึ้นต่อ

ในตัวอย่างนี้ (ราคาสร้างเอง คำนวณ RSI 14 แบบเดียวกัน) ราคาทำ High 4 ครั้งที่ 105.95, 108.82, 110.42 และ 111.25 แต่ RSI ที่จุดเดียวกันคือ 89.4, 83.2, 80.6 และ 75.8 ต่ำลงทุกครั้ง คือ Regular bearish divergence 3 ครั้งติด แล้วราคาก็ยังขึ้นต่อไปปิดที่ 112.87 ซึ่งสูงกว่าทุกจุด ใครเปิด Sell ทุกครั้งที่เห็น Divergence จะโดน Stop loss 3 ครั้ง

7030 ราคาปิดRSI 14 ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ยังขึ้นต่อ
ราคาตัวอย่างที่สร้างขึ้นเอง ไม่ใช่ตลาดจริง RSI 14 คำนวณจากราคาชุดนี้ ราคาทำ High 105.95, 108.82, 110.42, 111.25 ขณะที่ RSI ที่แท่งเดียวกันคือ 89.4, 83.2, 80.6, 75.8 Divergence เกิด 3 ครั้ง แต่ราคายังปิดสูงขึ้นไปที่ 112.87

Divergence บอกว่าแรงส่งชะลอ ไม่ได้บอกว่าราคาจะกลับตัวเมื่อไร หรือจะกลับตัวหรือเปล่า เทรนด์ที่ชะลอตัวสามารถไต่ขึ้นช้า ๆ ต่อไปได้อีกนาน

นี่คือเหตุผลที่การเทรดสวนเทรนด์ด้วย Regular divergence อย่างเดียวมักเจ็บ ถ้าอยากรู้ว่าเทรนด์ยังแข็งแรงแค่ไหน ใช้ ADX ช่วยดู และอ่านเรื่องการเลือกระหว่างตามเทรนด์กับสวนเทรนด์ใน ตามเทรนด์หรือสวนเทรนด์

รอการยืนยันจากราคา

Divergence ทำหน้าที่เป็น “คำเตือน” ว่าควรเริ่มสนใจ ส่วนการตัดสินใจ ควรรอให้ราคาเปลี่ยนโครงสร้างก่อน แนวทางที่ใช้บ่อย

  • โครงสร้างเปลี่ยน (Structure break) ฝั่ง bearish รอให้ราคาปิดหลุด Low ย่อยล่าสุด ฝั่ง bullish รอให้ราคาปิดเหนือ High ย่อยล่าสุด ในรูปที่ 2 ราคาปิดที่ 107.28 ต่ำกว่า Low ย่อย 107.42 ตรงนั้นเพิ่งมีหลักฐานว่าราคาเริ่มทำ Low ต่ำลง
  • ปิดกลับผ่านระดับสำคัญ เช่น ปิดกลับลงใต้แนวต้านเดิม หรือใต้เส้นค่าเฉลี่ยที่ราคาเกาะมาตลอด (เส้น MA)
  • อินดิเคเตอร์เปลี่ยนทิศ เช่น MACD ตัด Signal line หรือ RSI หลุดกลับใต้ 50 ใช้ได้ แต่ระวังว่าเป็นข้อมูลจากราคาชุดเดียวกัน ไม่ได้เพิ่มหลักฐานใหม่มากนัก (อ่าน ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวโดยไม่ซ้ำกัน)

การรอทำให้เข้าช้ากว่าและได้ราคาแย่กว่า แต่ตัดกรณีแบบรูปที่ 3 ออกไปได้มาก เพราะในเทรนด์ที่ยังแรง ราคามักไม่หลุด Low ย่อย

ส่วน Hidden divergence ใช้คู่กับเทรนด์ เช่น ในขาขึ้นที่ราคาย่อลงมาทำ Low ที่สูงกว่าเดิม ขณะที่ RSI ทำ Low ต่ำกว่าเดิม การยืนยันคือราคากลับขึ้นไปปิดเหนือ High ย่อยของการย่อตัวรอบนั้น

วาง Stop loss ตรงไหน

Divergence ให้จุดอ้างอิงที่ชัด คือจุดสูงหรือจุดต่ำที่ใช้ลากเส้น ถ้าราคาไปเกินจุดนั้น ภาพแรงส่งที่เราเห็นก็ผิดแล้ว

  • Regular bearish วางเหนือ High ที่สองของ Divergence หรือเหนือ High ย่อยล่าสุดหลังโครงสร้างเปลี่ยน
  • Regular bullish วางใต้ Low ที่สอง
  • Hidden bullish / bearish วางเลย Low ที่สูงขึ้น หรือ High ที่ต่ำลง ซึ่งเป็นจุดที่เทรนด์ต้องรักษาไว้

เผื่อระยะอีกนิดเหนือหรือใต้จุดนั้น เช่น ส่วนหนึ่งของ ATR และ Spread (ATR กับการวาง Stop loss)

ตัวอย่างจากรูปที่ 2 เข้าที่ราคาปิด 107.28

ทางเลือกStop lossระยะ
เหนือ High ย่อยล่าสุด (107.99)108.20108.20 − 107.28 = 0.92
เหนือ High ที่สองของ Divergence (109.35)109.55109.55 − 107.28 = 2.27

Stop loss แบบกว้างห่างกว่า 2.27 ÷ 0.92 = ราว 2.5 เท่า ถ้าเสี่ยงเงินเท่ากันต่อไม้ ขนาดไม้ต้องเล็กลงราว 2.5 เท่า ไม่มีแบบไหนถูกเสมอ แบบแคบโดนกวาดง่ายกว่า แบบกว้างเสียมากกว่าเมื่อผิด สิ่งที่ห้ามทำคือวางแคบแล้วเพิ่มไม้ให้เท่าแบบกว้าง ใช้ คำนวณขนาดไม้จาก Stop loss หรือเครื่องคำนวณท้ายบท

เลือก timeframe

  • timeframe เล็ก (M1–M15) มีจุดกลับตัวย่อยเยอะ Divergence จึงโผล่บ่อยมาก และหลายครั้งเป็นแค่การแกว่งปกติ
  • timeframe ใหญ่ (H4, D1) เกิดน้อยกว่า แต่ละครั้งสะท้อนการเปลี่ยนแรงส่งในช่วงเวลาที่ยาวกว่า แลกกับ Stop loss ที่กว้างกว่า
  • ดูทิศใหญ่ก่อน ถ้า D1 เป็นขาขึ้นชัด Regular bearish บน M15 มักเป็นแค่การพักตัว ส่วน Hidden bullish บน timeframe เล็กที่ไปทางเดียวกับ D1 เข้ากับบริบทกว่า

Divergence ที่ดีที่สุดคืออันที่ไปด้วยกันกับภาพใหญ่ และมีราคามายืนยัน ไม่ใช่อันที่เห็นบ่อยที่สุด

ใช้กับ MACD และ Stochastic

หลักการเดียวกัน แต่มีรายละเอียด

  • MACD (คู่มือ MACD) เทียบได้ทั้งเส้น MACD และ Histogram Histogram เปลี่ยนเร็วกว่า จึงโชว์ Divergence บ่อยกว่า ควรเลือกใช้แบบเดียวให้สม่ำเสมอ
  • Stochastic (คู่มือ Stochastic) วัดว่าราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบ High–Low ช่วงที่ผ่านมา ค่าแกว่งเร็วและชนเพดาน 100 หรือพื้น 0 บ่อย จุดที่ชนเพดานติดกันหลายแท่งเทียบกันได้ยาก

อินดิเคเตอร์ต่างตัวอาจให้ Divergence ไม่ตรงกันบนกราฟเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสูตรต่างกัน อย่าไล่หาตัวที่ “เห็น” Divergence เพื่อให้เข้ากับสิ่งที่อยากเทรด

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • เปิดสวนเทรนด์ทันทีที่เห็น Divergence โดยไม่รอราคายืนยัน แล้วเจอ Divergence ซ้ำอีก 2–3 รอบ
  • ลากเส้นจากจุดที่ยังไม่ปิด หรือลากใหม่ไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ราคาทำ High ใหม่
  • เทียบคนละแท่ง เอายอด RSI ที่สูงที่สุดแถวนั้นมาเทียบ แทนค่า RSI ที่แท่ง High ของราคา
  • สลับ Regular กับ Hidden จำว่า bullish เทียบ Low และ bearish เทียบ High เสมอ
  • ไม่มี Stop loss ที่ชัด ทั้งที่ Divergence ให้จุดอ้างอิงมาแล้ว
  • เชื่อว่า RSI เกิน 70 + Divergence = ต้องกลับตัว ในเทรนด์แรง RSI อยู่เหนือ 70 ได้นาน และ Divergence ก็เกิดซ้ำได้
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Divergence ใช้กับอินดิเคเตอร์ไหนได้บ้าง

ใช้ได้กับออสซิลเลเตอร์ที่วัดแรงส่ง เช่น RSI, MACD (เส้น MACD หรือ Histogram), Stochastic และ CCI หลักการเหมือนกันทุกตัว คือเทียบจุดสูงหรือจุดต่ำของราคากับของอินดิเคเตอร์ที่แท่งเดียวกัน

Regular หรือ Hidden แบบไหนแม่นกว่า

ไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้ว่าแบบไหนแม่นกว่า ทั้งสองแบบบอกแค่ว่าแรงส่งเปลี่ยน ต้องดูบริบทเทรนด์และรอราคายืนยัน Hidden ไปด้วยกันกับเทรนด์ ส่วน Regular สวนเทรนด์ จึงมักต้องการการยืนยันที่หนักแน่นกว่า

ควรดู Divergence บน timeframe ไหน

เกิดได้ทุก timeframe แต่ใน timeframe เล็กจะเกิดบ่อยมากและหลอกบ่อยตาม หลายคนดูบน H4 หรือ D1 หรืออย่างน้อยเช็กว่าทิศของ timeframe ที่ใหญ่กว่าไปทางไหน แล้วค่อยลงไปหาจังหวะใน timeframe เล็ก

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวยังไงไม่ให้ซ้ำกัน เลือกครอบครัวละตัว

แบ่งอินดิเคเตอร์เป็น 4 ครอบครัว เทรนด์ โมเมนตัม ความผันผวน และปริมาณ ทำไมใส่ออสซิลเลเตอร์ 3 ตัวเท่ากับฟังความเห็นเดียวซ้ำ 3 รอบ และวิธีจัดชุดที่ทดสอบได้จริง

อ่าน 9 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

MACD คืออะไร อ่านเส้น MACD, Signal และ Histogram พร้อมตัวอย่างคำนวณ

อธิบาย MACD ตั้งแต่ชื่อ Convergence Divergence สูตร EMA 12 26 9 วิธีอ่านเส้นตัดกัน เส้นศูนย์ และ Histogram พร้อมตัวอย่างตัวเลข และจุดที่ MACD หลอกบ่อย

อ่าน 9 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟเริ่มต้น

RSI คืออะไร สูตร Wilder วิธีอ่าน 70/30 และทำไม Overbought ยังขึ้นต่อได้

อธิบาย RSI ตั้งแต่สูตร Wilder พร้อมตัวอย่างคำนวณ 14 แท่ง วิธีอ่านเส้น 70 30 และ 50 ช่วงแกว่งที่เปลี่ยนตามเทรนด์ Failure swing และการใช้ RSI เป็นตัวกรองเทรนด์

อ่าน 9 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์