เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Keltner Channels คืออะไร สูตร EMA ± ATR ต่างจาก Bollinger และ Squeeze

Keltner Channels คือ EMA 20 บวกลบ 2 เท่า ATR อธิบายที่มา สูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ ความต่างจาก Bollinger Bands จังหวะ Squeeze และผลทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์

กลาง อ่าน 11 นาที 23 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Keltner Channels แบบที่ใช้กันทั่วไปตอนนี้คือ EMA 20 บวกลบ 2 เท่าของ ATR กรอบจึงกว้างตามความกว้างของแท่ง ไม่ใช่การกระจายของราคาปิด
  • เพราะใช้ ATR กรอบ Keltner เรียบกว่าและบีบตัวช้ากว่า Bollinger Bands เมื่อ Bollinger หดเข้าไปอยู่ใน Keltner เรียกว่า Squeeze
  • ราคาปิดนอกกรอบเป็นกลุ่มบอกว่าเทรนด์มีแรง ส่วนเส้นกลางคือจุดที่ราคามักย่อมาพักในเทรนด์
  • ในการทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์ เทรดทะลุกรอบได้ผลเฉพาะในชุดที่มีเทรนด์ เทรดสวนได้ผลเฉพาะในชุดที่ราคาดึงกลับ และบนราคาสุ่มทั้งสองแบบแพ้ต้นทุน

Keltner Channels คือเส้นค่าเฉลี่ยราคาที่มีกรอบบนกับกรอบล่างประกบ เหมือน Bollinger Bands แต่ระยะห่างของกรอบวัดจาก ATR คือความกว้างเฉลี่ยของแท่งเทียน ไม่ใช่การกระจายของราคาปิด ผลคือกรอบเรียบกว่า ไม่บีบหรือถ่างเร็วเท่า และใช้เป็นกรอบตามเทรนด์หรือระยะ Stop loss ได้ตรง ๆ บทนี้อธิบายที่มา สูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ วิธีใช้สามแบบ จังหวะ Squeeze และผลทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์ที่บอกว่าเมื่อไรควรตามและเมื่อไรไม่ควร เหมือนอินดิเคเตอร์ทุกตัว Keltner คำนวณจากราคาในอดีต ไม่ได้ทำนายอนาคต

ที่มา: จากปี 1960 ถึงเวอร์ชันที่ใช้ ATR

Chester W. Keltner เสนอเส้นนี้ในหนังสือ How to Make Money in Commodities ปี 1960 สูตรดั้งเดิมเรียบง่าย

  • เส้นกลาง = SMA 10 วันของ Typical price คือ (High + Low + Close) ÷ 3
  • เส้นบนและเส้นล่าง = เส้นกลาง บวกและลบค่าเฉลี่ย 10 วันของช่วงราคารายวัน (High − Low)

Keltner ใช้เป็นกติกาตามเทรนด์ ราคาขึ้นเหนือเส้นบนถือเป็นสัญญาณขาขึ้น หลุดเส้นล่างถือเป็นสัญญาณขาลง

ต่อมาสูตรถูกปรับให้ใช้ EMA แทน SMA และใช้ ATR แทนช่วง High − Low ธรรมดา เวอร์ชันนี้มักให้เครดิตกับ Linda Bradford Raschke ค่าที่ใช้กันมากในปัจจุบันคือ EMA 20 ± 2 × ATR 10 และเป็นค่าเริ่มต้นในโปรแกรมกราฟหลายตัว เวลาเปิดอินดิเคเตอร์ชื่อ Keltner ให้เช็กในหน้าตั้งค่าก่อนว่าใช้สูตรไหน เพราะบางตัวยังมีตัวเลือกแบบช่วงราคาดั้งเดิม

สูตรที่ใช้กันตอนนี้: EMA 20 ± 2 × ATR

เส้นสูตร
เส้นกลางEMA 20 ของราคาปิด
เส้นบนเส้นกลาง + 2 × ATR 10
เส้นล่างเส้นกลาง − 2 × ATR 10

EMA คือค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักแท่งล่าสุดมากกว่า แต่ละแท่งขยับเข้าหาราคาปิดใหม่ด้วยสัดส่วน 2 ÷ (20 + 1) = 0.0952 (อ่านเพิ่มใน เส้นค่าเฉลี่ย MA) ATR คือค่าเฉลี่ยของ True Range ซึ่งนับ gap ระหว่างแท่งด้วย ในบทนี้เราเฉลี่ยแบบ Wilder ตามบท ATR กับการวาง Stop loss โปรแกรมที่เฉลี่ยต่างวิธีจะได้ตัวเลขต่างกันเล็กน้อย

ตัวอย่างคำนวณ

แบบดั้งเดิม 10 แท่ง ราคาสมมติ เรียงจากเก่าไปใหม่

แท่ง12345678910
High101.2101.6101.9101.7102.3102.6102.4102.9103.3103.1
Low100.4100.8101.0100.9101.4101.8101.6102.0102.4102.3
Close100.9101.4101.2101.5102.1102.0102.2102.7102.8103.0
  1. Typical price แต่ละแท่ง เช่น แท่งแรก (101.2 + 100.4 + 100.9) ÷ 3 = 100.8333 แท่งสุดท้าย (103.1 + 102.3 + 103.0) ÷ 3 = 102.8000 รวม 10 แท่งได้ 1,019.1333
  2. เส้นกลาง 1,019.1333 ÷ 10 = 101.9133
  3. ช่วงราคา High − Low ทั้ง 10 แท่งเป็น 0.8 หรือ 0.9 รวม 8.40 เฉลี่ย 0.84
  4. เส้นบน 101.9133 + 0.84 = 102.7533 เส้นล่าง 101.9133 − 0.84 = 101.0733

ราคาปิดล่าสุด 103.0 อยู่เหนือเส้นบน ตามกติกาดั้งเดิมนี่คือการทะลุขึ้น

แบบปัจจุบัน คำนวณแท่งใหม่หนึ่งแท่ง สมมติแท่งก่อนหน้ามี EMA 20 = 102.40, ATR 10 = 0.85 และปิดที่ 103.0 แท่งใหม่ High 104.1 Low 103.0 Close 103.9

  1. True Range ค่าที่มากที่สุดของ High − Low = 104.1 − 103.0 = 1.1, |High − ปิดก่อนหน้า| = |104.1 − 103.0| = 1.1 และ |Low − ปิดก่อนหน้า| = |103.0 − 103.0| = 0 ได้ 1.1
  2. ATR ใหม่ (0.85 × 9 + 1.1) ÷ 10 = 0.875
  3. EMA ใหม่ 102.40 + 0.0952 × (103.9 − 102.40) = 102.543
  4. เส้นบน 102.543 + 2 × 0.875 = 104.293 เส้นล่าง 102.543 − 1.75 = 100.793

แท่งนี้ราคาปิด 103.9 ยังอยู่ในกรอบ แม้จะปิดสูงขึ้นถึง 0.9 เพราะกรอบกว้างรวม 4 ATR = 3.5 ให้สังเกตว่าแท่งใหญ่หนึ่งแท่งดัน ATR ขึ้นแค่ 0.025 เพราะน้ำหนักของแท่งใหม่มีแค่หนึ่งในสิบ นี่คือเหตุผลที่กรอบ Keltner ขยับช้าและเรียบ

ต่างจาก Bollinger Bands ตรงไหน

Keltner ChannelsBollinger Bands
เส้นกลางEMA 20SMA 20
ระยะกรอบ2 × ATR (ความกว้างของแท่ง)2 × SD ของราคาปิด 20 แท่ง
เมื่อราคาวิ่งทางเดียวแรง ๆกรอบถ่างพอประมาณกรอบถ่างเร็วและมาก เพราะราคาปิดกระจายห่างจากค่าเฉลี่ย
เมื่อราคาปิดนิ่งแต่แท่งยังมีไส้กรอบแคบลงช้ากรอบบีบเร็ว

ความต่างสำคัญคือ SD วัดว่า ราคาปิด กระจายห่างจากค่าเฉลี่ยแค่ไหน ส่วน ATR วัดว่า แต่ละแท่ง แกว่งกว้างแค่ไหน ตอนราคาไหลทางเดียว ราคาปิดห่างค่าเฉลี่ยมาก SD จึงพุ่ง ตอนราคาปิดย่ำอยู่ที่เดิม SD หดเหลือน้อย แต่ ATR ยังเท่าเดิมถ้าแต่ละแท่งยังแกว่งอยู่ บนราคาสังเคราะห์ในรูปแรก ความกว้างกรอบ Keltner เปลี่ยนเฉลี่ย 0.117 ต่อแท่ง ขณะที่ Bollinger เปลี่ยน 0.216 ราวสองเท่า

อ่านกรอบในเทรนด์และไซด์เวย์

98100102104106108 ราคาและ Keltner Channels (EMA 20 ± 2 × ATR 10) ไซด์เวย์: ราคาวนในกรอบ ปิดนอกกรอบแค่ 3 ครั้ง เทรนด์: ปิดเหนือขอบบน เป็นกลุ่ม (จุดสีส้ม) วงกลม: ย่อมาแตะเส้นกลาง เส้นประ = EMA 20 (เส้นกลาง)
ราคาสังเคราะห์ 140 แท่งที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ตลาดจริง แสดงแท่งที่ 20–139 เส้น EMA 20 และกรอบ 2 × ATR 10 (เฉลี่ยแบบ Wilder) คำนวณด้วยสูตรจริงจากราคาชุดนี้ จุดสีส้มคือราคาปิดเหนือขอบบน รวม 17 ครั้ง ช่วงไซด์เวย์ 3 ครั้ง ช่วงขาขึ้น 10 ครั้ง และช่วงท้าย 4 ครั้ง ไม่มีราคาปิดใต้ขอบล่างเลย

ในรูปช่วงไซด์เวย์ราคาวนในกรอบ ปิดนอกกรอบแค่ 3 ครั้งจาก 45 แท่ง พอเข้าเทรนด์ ราคาปิดเหนือขอบบนเป็นกลุ่ม แล้วย่อลงมาแถวเส้นกลางก่อนขึ้นต่อ ภาพนี้นำไปสู่วิธีใช้สามแบบ

1. ตัวกรองเทรนด์ ดูราคาปิดนอกกรอบ ราคาปิดเหนือขอบบนแปลว่าราคาวิ่งห่างจากค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 เท่าของการแกว่งปกติ หลายคนใช้เป็นหลักฐานว่าเทรนด์มีแรง แล้วมองหาจังหวะเข้าทางเดียวกันเท่านั้น กฎคร่าว ๆ ที่ใช้กัน

  • ราคาปิดนอกกรอบซ้ำหลายแท่ง และเส้นกลางชี้ชัดทางเดียว = ภาพเทรนด์
  • เส้นกลางแบน ราคาแตะขอบสลับไปมา = ภาพไซด์เวย์ ไม่ใช้กรอบเป็นสัญญาณตามเทรนด์

2. รอย่อกลับมาเส้นกลาง ในเทรนด์ขาขึ้น ไม่ไล่ซื้อตอนราคาปิดเหนือขอบบน แต่รอให้ราคาย่อกลับมาแถว EMA 20 (วงกลมในรูป) ข้อดีคือ Stop loss ใต้เส้นล่างหรือใต้จุดต่ำของการย่อ อยู่ใกล้กว่าการเข้าที่ขอบบน ข้อเสียคือเทรนด์แรงบางรอบไม่ย่อมาให้เข้า และบางครั้งการย่อคือจุดเริ่มของการกลับตัว จึงต้องมี Stop loss เสมอ

3. Volatility stop กรอบ Keltner อยู่ห่างเส้นกลาง 2 ATR พอดี จึงใช้เป็นระยะ Stop loss ที่ปรับตามความผันผวนได้เลย เช่น ถือ Buy ในเทรนด์แล้วใช้เส้นล่างเป็น Trailing stop เลื่อนขึ้นตามเส้นล่างเท่านั้น ไม่เลื่อนลง จากตัวอย่างข้างบน ถ้าเข้า Buy ที่ 103.9 แล้ววาง Stop loss ห่าง 2 ATR จะอยู่ที่ 103.9 − 1.75 = 102.15 กรอบกว้างแปลว่า Stop loss ไกล ต้องลด lot ให้เงินที่เสี่ยงต่อไม้เท่าเดิม ดูวิธีคิดใน คำนวณ lot จากระยะ Stop loss ถ้าอยากได้เส้นตามเทรนด์ที่ใช้ ATR แบบเดียวกันแต่เป็นขั้นบันได อ่าน Supertrend

ปิดเหนือขอบบน Keltner ไม่ได้แปลว่าแพงเกิน ในเทรนด์ มันคือหลักฐานว่าแรงยังอยู่ ในไซด์เวย์ มันมักกลับเข้ากรอบ ต้องรู้ก่อนว่าตลาดเป็นแบบไหน

Squeeze: เมื่อ Bollinger หดเข้าไปอยู่ใน Keltner

เพราะ Bollinger บีบตัวเร็วกว่า Keltner ตอนตลาดเงียบ จึงเกิดไอเดียเอาสองตัวมาซ้อนกัน เมื่อ Bollinger Bands ทั้งสองเส้นเข้าไปอยู่ใน Keltner Channels แปลว่าราคาปิดนิ่งผิดปกติเมื่อเทียบกับความกว้างของแท่ง ภาวะนี้เรียกว่า Squeeze แนวคิดนี้รู้จักกันมากจาก TTM Squeeze ของ John Carter ในหนังสือ Mastering the Trade ซึ่งเพิ่มฮิสโทแกรมโมเมนตัมไว้ช่วยดูทิศ เวอร์ชัน Squeeze หลายตัวใช้ Keltner ที่แคบกว่าปกติ ในรูปนี้เราใช้ 1.5 เท่า ATR

93959799101103105013 Bollinger Bands (20, 2) เทียบ Keltner Channels (EMA 20 ± 1.5 × ATR 10) ความกว้าง Bollinger ÷ ความกว้าง Keltner Squeeze: Bollinger อยู่ใน Keltner เส้นทึบ = Bollinger เส้นประ = Keltner ต่ำกว่า 1 = Squeeze
ราคาสังเคราะห์ 140 แท่ง ไม่ใช่ตลาดจริง Bollinger Bands (SMA 20 ± 2 SD) และ Keltner Channels (EMA 20 ± 1.5 × ATR 10) คำนวณด้วยสูตรจริงจากราคาชุดนี้ แถบเหลืองคือแท่งที่ 53–97 ที่ Bollinger ทั้งสองเส้นอยู่ใน Keltner อัตราส่วนความกว้างต่ำสุด 0.28 หลังราคาหลุดลง อัตราส่วนพุ่งถึง 2.94 เพราะ SD ตอบสนองกับราคาปิดที่ไหลทางเดียวเร็วกว่า ATR

สิ่งที่ควรสังเกตจากรูป

  • Squeeze ไม่บอกทิศ ในรูปราคาหลุดลง แต่ชุดข้อมูลอื่นหลุดขึ้นได้เหมือนกัน
  • สัญญาณตามหลังเสมอ ราคาสังเคราะห์ชุดนี้เริ่มนิ่งที่แท่ง 50 แต่ Squeeze ขึ้นที่แท่ง 53 และราคาเริ่มร่วงที่แท่ง 95 แต่ Squeeze ยังค้างถึงแท่ง 97 และหายไปที่แท่ง 98 เพราะทั้ง SD และ ATR คิดจากราคาที่ผ่านไปแล้ว
  • Squeeze ยาวไม่ได้แปลว่าวิ่งแรงกว่า และความเงียบที่เกิดจากตลาดไม่มีคนเทรด เช่นช่วงวันหยุด ไม่ใช่การสะสมพลัง

ความผันผวนสลับเป็นช่วง นิ่งแล้ววิ่ง วิ่งแล้วนิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Squeeze มีความหมาย อ่านต่อใน Volatility clustering แต่ Keltner กับ Bollinger ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน จึงไม่ควรนับว่าเป็นสองสัญญาณยืนยัน เหตุผลอยู่ใน ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวโดยไม่ซ้ำซ้อน

ทดสอบ: ทะลุกรอบตาม หรือสวนกลับเข้ากรอบ

เราสร้างราคาสังเคราะห์ 4 แบบ แบบละ 200 ชุด ชุดละ 3,000 แท่ง ไม่ใช่ตลาดจริง

  • มีเทรนด์ ราคาสุ่มที่มีแรงไหลทางเดียวเล็กน้อย (0.03 ต่อแท่ง เทียบกับการแกว่งสุ่ม 0.5) สลับทิศโดยเฉลี่ยทุก 200 แท่ง
  • ดึงกลับ ราคาถูกดึงกลับเข้าหาค่ากลาง 2% ของระยะห่างทุกแท่ง
  • สุ่มล้วน ไม่มีทั้งเทรนด์และแรงดึงกลับ
  • ผสม สลับช่วงเทรนด์กับช่วงดึงกลับทุก 500 แท่ง เหมือนตลาดที่เปลี่ยนนิสัย

สองกติกา ใช้ Keltner EMA 20 ± 2 × ATR 10 ถือทีละไม้ เข้าที่ราคาปิด

  • ทะลุกรอบตาม (Breakout) ปิดเหนือขอบบนเข้า Buy ปิดใต้ขอบล่างเข้า Sell ออกเมื่อราคาปิดกลับข้ามเส้นกลาง
  • สวนกลับเข้ากรอบ (Fade) ปิดเหนือขอบบนเข้า Sell ปิดใต้ขอบล่างเข้า Buy ออกเมื่อราคาปิดถึงเส้นกลาง หรือ Stop loss ห่าง 2 ATR

หักต้นทุน 0.05 ต่อไม้ (ราว 6% ของ ATR เฉลี่ย 0.80) ผลเป็นกำไรเฉลี่ยต่อไม้ในหน่วย ATR

ชุดข้อมูลกติกากำไรสุทธิต่อไม้ชนะชุดที่กำไร
มีเทรนด์Breakout+0.17 ATR37.1%127/200
มีเทรนด์Fade−0.20 ATR55.7%33/200
ดึงกลับBreakout−0.71 ATR25.8%0/200
ดึงกลับFade+0.39 ATR69.3%196/200
สุ่มล้วนBreakout−0.08 ATR34.4%80/200
สุ่มล้วนFade−0.05 ATR59.2%79/200
ผสมBreakout−0.27 ATR32.0%38/200
ผสมFade+0.07 ATR61.8%127/200

อ่านผลอย่างตรงไปตรงมา

  • กติกาต้องตรงกับนิสัยตลาด Breakout ได้ผลเฉพาะในชุดที่มีเทรนด์ Fade ได้ผลเฉพาะในชุดที่ดึงกลับ ใช้ผิดชุดเสียทั้งคู่ ผลนี้ไม่น่าแปลก เพราะเราใส่นิสัยนั้นลงในข้อมูลเอง มันพิสูจน์ได้แค่ว่ากรอบ Keltner จับนิสัยที่มีอยู่ได้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าตลาดจริงมีนิสัยแบบไหน
  • บนราคาสุ่ม ก่อนหักต้นทุนใกล้ศูนย์ หลังหักแพ้ทั้งคู่ Fade ชนะ 59.2% ของไม้แต่ยังขาดทุน เพราะไม้ที่แพ้ใหญ่กว่า อัตราชนะสูงไม่ได้แปลว่าได้เงิน อ่านเหตุผลใน Win rate กับจุดคุ้มทุน
  • ชุดผสมขึ้นกับสัดส่วน ในชุดนี้ช่วงดึงกลับแรงกว่าช่วงเทรนด์ Fade จึงชนะเล็กน้อย ถ้าเปลี่ยนสัดส่วน ผลกลับได้ และในตลาดจริงเราไม่รู้ล่วงหน้าว่ากำลังอยู่ช่วงไหน
  • ต้นทุนกินขอบได้เร็ว พอเพิ่มต้นทุนเป็น 0.15 ต่อไม้ (ราว 19% ของ ATR เหมือน timeframe เล็กที่ spread ใหญ่เมื่อเทียบกับแท่ง) Breakout ในชุดเทรนด์เหลือ +0.04 ATR ต่อไม้ และ Fade ในชุดผสมกลายเป็น −0.06 ATR

คำถามจริงไม่ใช่ “ทะลุกรอบแล้วตามหรือสวน” แต่คือ “ตลาดนี้ตอนนี้มีเทรนด์หรือดึงกลับ” ถ้าตอบไม่ได้ กรอบ Keltner ก็ตอบแทนไม่ได้

เรื่องเลือกระหว่างตามกับสวนบนข้อมูลทองคำจริง อ่านต่อใน ราคาถึงจุดสูงเดิม ตามหรือสวน ส่วนระบบทะลุกรอบอีกแบบที่ใช้ High Low จริงแทนค่าเฉลี่ย อ่านใน Donchian Channel

Keltner ใช้ไม่ได้ดีเมื่อไร

  • ช่วงตลาดเปลี่ยนนิสัย กติกาที่ได้ผลมาตลอดจะเสียหลายไม้ติดกันตอนไซด์เวย์กลายเป็นเทรนด์ หรือกลับกัน อ่านต่อใน Market regime
  • ข่าวแรง ราคากระโดดออกนอกกรอบไกล แล้ว ATR ค่อยตามขึ้นทีหลัง กรอบที่ช้าและเรียบกลายเป็นข้อเสีย
  • timeframe เล็ก กรอบแคบจน spread เป็นสัดส่วนใหญ่ของระยะถึงเส้นกลาง ดู ต้นทุน spread ต่อไม้
  • ไส้แท่งยาวผิดปกติ เช่นช่วงสภาพคล่องบาง ATR ถูกดันขึ้น กรอบกว้างทั้งที่ราคาปิดไม่ได้ไปไหน

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • เข้าทุกครั้งที่ราคาปิดนอกกรอบ โดยไม่ดูว่าตลาดเป็นเทรนด์หรือไซด์เวย์
  • คิดว่า Keltner กับ Bollinger ยืนยันกันเอง ทั้งที่ใช้ราคาชุดเดียวกันและวัดเรื่องคล้ายกัน
  • เห็น Squeeze แล้วเดาทิศล่วงหน้า ทั้งที่ Squeeze บอกแค่ว่าความผันผวนต่ำ
  • เปิดอินดิเคเตอร์ชื่อ Keltner แล้วไม่เช็กว่าใช้ SMA หรือ EMA ช่วงราคาหรือ ATR ตัวเลขจึงไม่ตรงกับที่อ่านมา
  • ปรับตัวคูณและจำนวนแท่งไปเรื่อย ๆ จนพอดีกับกราฟในอดีต
  • ใช้กรอบเป็น Stop loss แต่ไม่ลด lot เมื่อกรอบกว้าง เงินที่เสี่ยงต่อไม้จึงมากกว่าที่ตั้งใจ
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Keltner Channels ใช้ค่าอะไรดี

ค่าที่ใช้กันมากคือ EMA 20 กับ 2 เท่าของ ATR 10 ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นในโปรแกรมกราฟหลายตัว บางคนใช้ 1.5 หรือ 2.5 เท่า ตัวคูณน้อยกรอบแคบ ราคาปิดนอกกรอบบ่อยขึ้น ตัวคูณมากกรอบกว้าง สัญญาณน้อยลง อย่าปรับให้พอดีกับกราฟในอดีต ถ้าจะเปลี่ยนต้องทดสอบหลายช่วง

Keltner กับ Bollinger ควรใช้ตัวไหน

ทั้งสองบอกเรื่องคล้ายกัน คือราคาอยู่สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยและตลาดผันผวนแค่ไหน Keltner ใช้ ATR จึงเรียบกว่า เหมาะกับใช้เป็นกรอบตามเทรนด์และระยะ Stop loss ส่วน Bollinger ไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ใช้คู่กันมีประโยชน์ตรงการดู Squeeze แต่ไม่ควรนับเป็นสองเหตุผลแยกกัน

ราคาปิดเหนือขอบบน Keltner แปลว่าต้อง Buy ไหม

ไม่ได้แปลอย่างนั้น ปิดเหนือขอบบนบอกแค่ว่าราคาวิ่งห่างจากค่าเฉลี่ยมากกว่าการแกว่งปกติ ในตลาดมีเทรนด์มักวิ่งต่อ แต่ในตลาดไซด์เวย์มักกลับเข้ากรอบ ต้องดูภาพตลาดและวาง Stop loss ก่อนเสมอ

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Bollinger Bands คืออะไร อ่านกรอบราคา Squeeze %B และ Bandwidth ให้ถูก

Bollinger Bands คือ SMA 20 บวกลบ 2 SD อธิบายสูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ %B Bandwidth จังหวะ Squeeze การเกาะขอบในเทรนด์ และเหตุผลที่แตะขอบไม่ใช่สัญญาณ

อ่าน 7 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Supertrend ทดสอบจริง: สูตรเต็ม ทำไมบนภาพดูแม่น และเจ็บตรงไหนในตลาดไซด์เวย์

สูตร Supertrend ทีละขั้น ค่า 10 กับ 3 ตัวอย่างคำนวณ ผลทดสอบบนราคาจำลอง 4 สภาพตลาดพร้อม spread และวิธีใช้เป็น Trailing stop คู่กับตัวกรองเทรนด์

อ่าน 13 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟเริ่มต้น

เส้นแนวโน้ม (Trendline) และช่องราคา ลากยังไงให้เป็นกติกา ไม่ใช่ความรู้สึก

วิธีลากเส้นแนวโน้มแบบมีกติกา ต่อ Swing low ยืนยันด้วยจุดแตะที่ 3 ไส้หรือตัวแท่ง สเกล log ช่องราคาขนาน การหลุดและ Retest และวาง Stop loss เผื่อด้วย ATR

อ่าน 8 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์