เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Bollinger Bands คืออะไร อ่านกรอบราคา Squeeze %B และ Bandwidth ให้ถูก

Bollinger Bands คือ SMA 20 บวกลบ 2 SD อธิบายสูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ %B Bandwidth จังหวะ Squeeze การเกาะขอบในเทรนด์ และเหตุผลที่แตะขอบไม่ใช่สัญญาณ

กลาง อ่าน 7 นาที 16 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Bollinger Bands คือ SMA 20 บวกและลบ 2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรอบจึงกว้างตามความผันผวน
  • แตะขอบบนหรือขอบล่างไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย ในเทรนด์แรงราคาเกาะขอบไปได้นาน
  • Squeeze บอกว่าความผันผวนต่ำผิดปกติและมักตามด้วยช่วงวิ่งแรง แต่ไม่ได้บอกทิศ
  • ต้องรู้ก่อนว่าตลาดเป็นเทรนด์หรือไซด์เวย์ แล้วค่อยเลือกวิธีอ่านแบนด์

Bollinger Bands คือเส้นค่าเฉลี่ยราคาที่มีกรอบบนกับกรอบล่างประกบ กรอบนี้ไม่ได้ห่างคงที่ แต่กว้างขึ้นเมื่อราคาแกว่งแรงและแคบลงเมื่อราคานิ่ง จึงใช้อ่านได้สองเรื่องพร้อมกัน คือราคาตอนนี้อยู่สูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับช่วงล่าสุด และตลาดกำลังผันผวนมากหรือน้อย John Bollinger คิดเครื่องมือนี้ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และมันยังเป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่เปิดดูกันมากที่สุด เหมือนอินดิเคเตอร์ทุกตัว แบนด์คำนวณจากราคาในอดีต ไม่ได้ทำนายอนาคต

สูตร: SMA 20 บวกลบ 2 SD

Bollinger Bands มี 3 เส้น ค่ามาตรฐานคือ 20 แท่ง และ 2 เท่าของ SD

  • เส้นกลาง = SMA 20 ค่าเฉลี่ยราคาปิด 20 แท่งล่าสุด (อ่านเรื่อง SMA ได้ใน เส้นค่าเฉลี่ย MA)
  • เส้นบน = เส้นกลาง + 2 × SD
  • เส้นล่าง = เส้นกลาง − 2 × SD

SD (Standard Deviation) หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วัดว่าราคา 20 แท่งนั้นกระจายห่างจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน ราคาแกว่งแรง SD ใหญ่ กรอบก็กว้าง ราคานิ่ง SD เล็ก กรอบก็แคบ สูตรมาตรฐานหารด้วยจำนวนแท่ง (N) ไม่ใช่ N − 1 เรียกว่า population SD ซึ่ง MT5 และ TradingView ใช้เป็นค่าเริ่มต้น

ถ้าราคากระจายตัวแบบปกติตามตำราสถิติ ราวร้อยละ 95 จะอยู่ในกรอบ 2 SD แต่ราคาจริงไม่ได้กระจายแบบนั้น มีช่วงวิ่งแรงบ่อยกว่าที่สูตรสถิติคาด ตัวเลข 95% จึงเป็นแค่ภาพคร่าว ๆ ไม่ใช่โอกาสที่ราคาจะกลับเข้ากรอบ

ตัวอย่างคำนวณ 20 แท่ง

ราคาปิดสมมติ 20 แท่ง เรียงจากเก่าไปใหม่

100.0, 100.4, 100.2, 100.6, 100.9, 100.7, 101.0, 101.3, 101.1, 100.8, 101.2, 101.5, 101.4, 101.8, 101.6, 101.9, 102.2, 102.0, 102.4, 102.7

  1. เส้นกลาง ผลรวม 2,025.7 ÷ 20 = 101.285
  2. ระยะห่างจากค่าเฉลี่ยยกกำลังสอง ทีละแท่ง เช่น แท่งแรก (100.0 − 101.285)² = 1.6512 แท่งสุดท้าย (102.7 − 101.285)² = 2.0022 รวมทั้ง 20 แท่งได้ 10.3255
  3. Variance 10.3255 ÷ 20 = 0.5163
  4. SD √0.5163 = 0.7185
  5. เส้นบน 101.285 + 2 × 0.7185 = 102.722
  6. เส้นล่าง 101.285 − 2 × 0.7185 = 99.848

ราคาปิดล่าสุด 102.7 เกือบชนเส้นบนพอดี ทั้งที่ราคาค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาตลอด 20 แท่ง ไม่ได้พุ่งผิดปกติ นี่คือภาพที่เห็นบ่อยในเทรนด์ขาขึ้น ถ้าหารด้วย 19 (sample SD) จะได้ SD 0.7372 กรอบกว้างขึ้นเล็กน้อย จึงควรใช้แบบเดียวกับโปรแกรมที่ดูอยู่

%B และ Bandwidth: แปลงแบนด์เป็นตัวเลข

Bollinger เสนอตัวเลขสองตัวที่ช่วยอ่านแบนด์โดยไม่ต้องกะด้วยตา

%B บอกว่าราคาอยู่ตรงไหนของกรอบ

%B = (ราคา − เส้นล่าง) ÷ (เส้นบน − เส้นล่าง)

%B = 1 คือราคาอยู่บนเส้นบนพอดี 0.5 คืออยู่ที่เส้นกลาง 0 คืออยู่บนเส้นล่าง มากกว่า 1 หรือติดลบได้ แปลว่าราคาปิดนอกกรอบ จากตัวอย่าง (102.7 − 99.848) ÷ (102.722 − 99.848) = 2.852 ÷ 2.874 = 0.99

Bandwidth บอกความกว้างของกรอบเทียบกับราคา ใช้วัดความผันผวน

Bandwidth = (เส้นบน − เส้นล่าง) ÷ เส้นกลาง

จากตัวอย่าง 2.874 ÷ 101.285 = 0.0284 หรือ 2.84% ตัวเลขนี้ไม่มีค่าที่ “สูง” หรือ “ต่ำ” แบบตายตัว เพราะแต่ละตลาดและแต่ละ timeframe ผันผวนไม่เท่ากัน ต้องเทียบกับค่าในอดีตของกราฟเดียวกันเท่านั้น

Squeeze: กรอบบีบแคบ แล้วมักตามด้วยช่วงวิ่งแรง

ความผันผวนมักสลับกันเป็นช่วง นิ่งนาน ๆ แล้ววิ่งแรง วิ่งแรงแล้วกลับมานิ่ง Squeeze คือช่วงที่ Bandwidth ลดลงต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับอดีตของกราฟนั้น Bollinger ใช้เกณฑ์ Bandwidth ต่ำสุดในรอบราว 6 เดือน หลายคนมองว่าเป็นช่วงสะสมพลังก่อนราคาวิ่ง

0%4%8% ราคาและ Bollinger Bands (20, 2) Bandwidth Squeeze แบนด์ถ่างออก ราคาวิ่งแรง Bandwidth ต่ำสุด
ราคาสังเคราะห์ 130 แท่งที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ตลาดจริง แบนด์และ Bandwidth คำนวณด้วยสูตรจริง (SMA 20 ± 2 SD) แสดงตั้งแต่แท่งที่ 20 ที่เริ่มคำนวณได้ ช่วงแถบเหลือง Bandwidth ต่ำกว่า 1% ต่ำสุด 0.50% หลังราคาหลุดกรอบ Bandwidth พุ่งขึ้นถึง 7.73%

ข้อสำคัญคือ Squeeze ไม่บอกทิศทาง ในรูปราคาหลุดลง แต่ข้อมูลชุดอื่นอาจหลุดขึ้นได้เหมือนกัน และบ่อยครั้งราคาจะแหย่ออกไปฝั่งหนึ่งก่อนแล้ววิ่งกลับไปอีกฝั่ง วิธีที่คนใช้กันคือรอให้ราคาปิดนอกกรอบจริง ใช้ทิศเทรนด์ใหญ่เป็นตัวช่วยเลือกฝั่ง และวาง Stop loss ไว้ฝั่งตรงข้ามของกรอบที่แคบ ซึ่งระยะสั้นเพราะกรอบเพิ่งบีบมา

เกาะขอบในเทรนด์ กลับเข้าเส้นกลางในไซด์เวย์

แบนด์ทำตัวต่างกันมากตามสภาพตลาด

  • ตลาดไซด์เวย์ ราคาแกว่งในกรอบ แตะขอบบนหรือขอบล่างแล้วมักกลับเข้าหาเส้นกลาง เส้นกลางแบน
  • ตลาดมีเทรนด์ ราคา เกาะขอบ (walking the band) คือแตะหรือปิดเหนือเส้นบนซ้ำหลายครั้งติดกัน เส้นกลางชี้ขึ้นชัด แต่ละครั้งที่ย่อมักไม่ลึกเกินเส้นกลาง
10.50 ราคาและ Bollinger Bands (20, 2) %B ไซด์เวย์: แตะขอบ แล้วกลับเข้าหาเส้นกลาง เทรนด์: ราคาเกาะขอบบน แตะซ้ำแต่ยังขึ้นต่อ
ราคาสังเคราะห์ 130 แท่ง ไม่ใช่ตลาดจริง คำนวณแบนด์และ %B ด้วยสูตรจริง ครึ่งแรกแกว่งในกรอบ %B หลุดต่ำกว่า 0 แล้วกลับขึ้นมาหาเส้นกลาง ครึ่งหลังเป็นขาขึ้น %B อยู่ใกล้หรือเกิน 1 หลายครั้งขณะราคายังขึ้นต่อ

แตะขอบไม่ใช่สัญญาณ แตะขอบบนแปลแค่ว่าราคาสูงเมื่อเทียบกับ 20 แท่งที่ผ่านมา ไม่ได้แปลว่าแพงเกินจนต้องกลับตัว

นี่คือเหตุผลที่คนที่ Sell ทุกครั้งที่ราคาแตะขอบบนมักเจ็บหนักในเทรนด์ขาขึ้น เพราะเทรนด์แรงคือช่วงที่ราคาแตะขอบบ่อยที่สุด

ใช้ร่วมกับตัวกรองเทรนด์

เพราะแบนด์อ่านคนละแบบในเทรนด์กับไซด์เวย์ ขั้นแรกจึงต้องตัดสินก่อนว่าตลาดเป็นแบบไหน เครื่องมือที่นิยม

  • ทิศของเส้นกลางและ SMA 200 เส้นกลางแบนและราคาวนรอบ SMA 200 มักเป็นไซด์เวย์ เส้นชี้ชัดทางเดียวมักเป็นเทรนด์
  • ADX วัดความแรงของเทรนด์โดยไม่สนทิศ หลายคนใช้ ADX ต่ำกว่าราว 20 เป็นภาพไซด์เวย์ และเกิน 25 เป็นภาพเทรนด์ ตัวเลขนี้เป็นธรรมเนียม ไม่ใช่กฎตายตัว อ่านต่อใน ADX วัดความแรงเทรนด์
  • ออสซิลเลเตอร์อย่าง RSI ใช้ประกอบในไซด์เวย์ได้ แต่ระวังนับข้อมูลซ้ำ เพราะ RSI กับ %B วัดสิ่งคล้ายกัน คือราคาอยู่สูงหรือต่ำแค่ไหนเทียบกับช่วงล่าสุด อ่านเหตุผลใน ใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวโดยไม่ซ้ำซ้อน และ RSI

กฎคร่าว ๆ คือ ในไซด์เวย์ ขอบกรอบคือโซนที่ราคามักกลับตัว ในเทรนด์ ขอบกรอบคือหลักฐานว่าแรงยังอยู่ และเส้นกลางคือจุดที่ราคามักย่อมาพัก

วาง Stop loss จากแบนด์

แบนด์บอกความผันผวนอยู่แล้ว จึงช่วยวาง Stop loss ให้ห่างพอกับการแกว่งปกติได้ แนวคิดที่ใช้กันบ่อย

  • ไซด์เวย์ เข้าที่ขอบ เป้าที่เส้นกลาง วาง Stop loss เลยขอบออกไปอีกระยะหนึ่ง เช่น 1 SD จากตัวอย่างข้างบน ถ้าราคาแตะเส้นล่าง 99.848 เป้าที่เส้นกลาง 101.285 ห่าง 1.437 (= 2 SD) Stop loss ที่ 99.848 − 0.7185 = 99.130 เสี่ยง 0.7185 RR จึงเป็น 1.437 ÷ 0.7185 = 2 แต่ต้องจำว่าเส้นกลางเลื่อนทุกแท่ง เป้าจริงจึงขยับตาม
  • เทรนด์ ใช้เส้นกลางเป็นเส้นตาม ขณะราคาเกาะขอบ หลายคนถือต่อจนกว่าราคาจะปิดผ่านเส้นกลางกลับมาอีกฝั่ง ซึ่งให้ระยะหายใจมากกว่าการออกเมื่อแตะขอบ
  • หลัง Squeeze Stop loss ฝั่งตรงข้ามของกรอบที่แคบ ระยะสั้นจึงคุมความเสี่ยงต่อไม้ได้ดี แต่โดนบ่อยถ้าการหลุดกรอบเป็นการหลอก

ไม่ว่าแบบไหน กรอบกว้างแปลว่า Stop loss ไกลขึ้น จึงต้องลด lot ให้เงินที่เสี่ยงต่อไม้เท่าเดิม ดูวิธีคิดใน คำนวณ lot จากระยะ Stop loss ถ้าอยากวัดความผันผวนเป็นหน่วยราคาตรง ๆ ATR ใช้ง่ายกว่า อ่านใน ATR กับการวาง Stop loss

Bollinger Bands ใช้ไม่ได้ดีเมื่อไร

  • ช่วงเปลี่ยนจากไซด์เวย์เป็นเทรนด์ สัญญาณกลับเข้าเส้นกลางที่ได้ผลมาตลอดจะพังทีเดียวหลายไม้ เพราะเทรนด์ใหม่เกาะขอบไม่ยอมกลับ เรื่องตลาดเปลี่ยนนิสัยอ่านต่อใน Market regime
  • ข่าวแรง ราคากระโดดออกนอกกรอบไกล แล้วกรอบค่อยถ่างตามทีหลัง เพราะ SD คิดจากราคาที่เกิดไปแล้ว
  • กรอบแคบมากในตลาดเงียบ เช่นช่วงตลาดปิดหรือวันหยุด Squeeze ที่เกิดจากไม่มีคนเทรด ไม่ได้แปลว่าพลังกำลังสะสม
  • timeframe เล็ก กรอบแคบจนระยะถึงเส้นกลางพอ ๆ กับ spread ต้นทุนกินกำไรเกือบหมด

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • Sell เพราะแตะขอบบน หรือ Buy เพราะแตะขอบล่าง โดยไม่ดูว่าตลาดเป็นเทรนด์หรือไซด์เวย์
  • เห็น Squeeze แล้วเดาทิศล่วงหน้า ทั้งที่แบนด์ไม่ได้บอกทิศ
  • คิดว่าราคาอยู่ในกรอบ 95% ของเวลา จึงมั่นใจว่าราคาจะกลับเข้ากรอบ แล้วถือไม้ที่ผิดทางไว้นาน
  • ใช้ %B ร่วมกับ RSI และ Stochastic แล้วนับเป็นสามเหตุผล ทั้งที่วัดเรื่องคล้ายกัน
  • ปรับค่า 20 และ 2 ไปเรื่อย ๆ จนพอดีกับกราฟในอดีต
  • ลืมลด lot เมื่อกรอบกว้าง Stop loss ที่ไกลขึ้นจึงเสียเงินมากกว่าที่ตั้งใจ
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

ราคาแตะขอบบนแล้วควร Sell ไหม

ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเดียว การแตะขอบบนบอกแค่ว่าราคาปิดสูงเมื่อเทียบกับ 20 แท่งที่ผ่านมา ในตลาดไซด์เวย์ราคามักกลับเข้าหาเส้นกลาง แต่ในเทรนด์ขาขึ้นราคาแตะขอบบนซ้ำ ๆ แล้วขึ้นต่อได้ ต้องดูภาพตลาดและวาง Stop loss ก่อนเสมอ

ค่า 20 กับ 2 ปรับได้ไหม

ได้ แต่ 20 กับ 2 เป็นค่ามาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ใช้ จึงเห็นกรอบเดียวกับตลาด การปรับตัวเลขให้เข้ากับกราฟในอดีตมักใช้ไม่ได้ในอนาคต ถ้าจะเปลี่ยน ให้ทดสอบกับข้อมูลหลายช่วงก่อน

Squeeze แล้วราคาจะไปทางไหน

แบนด์ไม่ได้บอกทิศ Squeeze บอกแค่ว่าความผันผวนต่ำมากและมักขยายตัวในภายหลัง ช่วงแรกของการหลุดกรอบยังหลอกได้ หลายคนจึงรอให้ราคาปิดนอกกรอบสะสมหรือใช้ตัวกรองเทรนด์ช่วยตัดสิน

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Keltner Channels คืออะไร สูตร EMA ± ATR ต่างจาก Bollinger และ Squeeze

Keltner Channels คือ EMA 20 บวกลบ 2 เท่า ATR อธิบายที่มา สูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ ความต่างจาก Bollinger Bands จังหวะ Squeeze และผลทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์

อ่าน 11 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Chart pattern หัวไหล่ Double bottom สามเหลี่ยม ธง ลิ่ม: เป้า Stop loss ผลทดสอบ

นิยามแบบชัดของ Head and Shoulders, Double top/bottom, สามเหลี่ยม, Flag และ Wedge วิธีวัดเป้าจากความสูงรูป จุดวาง Stop loss และผลทดสอบซื้อก้นบนทองคำของเรา

อ่าน 13 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Elliott Wave ฉบับตรงไปตรงมา กฎ 3 ข้อ การนับหลายแบบ และใช้เป็นจุด Stop loss

อธิบาย Elliott Wave ตั้งแต่ 5 คลื่นขับเคลื่อน 3 คลื่นปรับฐาน กฎเหล็ก 3 ข้อกับแนวทางที่ไม่ใช่กฎ ทำไมนับได้หลายแบบ และวิธีใช้จุดที่การนับผิดเป็น Stop loss

อ่าน 10 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์