เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Elliott Wave ฉบับตรงไปตรงมา กฎ 3 ข้อ การนับหลายแบบ และใช้เป็นจุด Stop loss

อธิบาย Elliott Wave ตั้งแต่ 5 คลื่นขับเคลื่อน 3 คลื่นปรับฐาน กฎเหล็ก 3 ข้อกับแนวทางที่ไม่ใช่กฎ ทำไมนับได้หลายแบบ และวิธีใช้จุดที่การนับผิดเป็น Stop loss

กลาง อ่าน 10 นาที 21 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Elliott Wave มองว่าราคาเดินเป็น 5 คลื่นตามทิศหลัก แล้วปรับฐาน 3 คลื่น และรูปนี้ซ้อนกันทุกขนาด
  • กฎเหล็กมีแค่ 3 ข้อ ที่เหลือ เช่น อัตราส่วน Fibonacci และ Alternation เป็นแค่แนวทาง
  • กฎใช้ตัดการนับที่ผิดทิ้งได้ แต่เลือกการนับที่ถูกให้ไม่ได้ กราฟเดียวกันจึงมีการนับที่ผ่านกฎพร้อมกันหลายแบบ
  • ส่วนที่ใช้งานได้จริงที่สุดคือจุดยกเลิก (Invalidation) ของแต่ละการนับ ซึ่งเป็นตำแหน่ง Stop loss ที่มีเหตุผล

Elliott Wave คือแนวคิดที่มองว่าราคาเดินเป็นจังหวะซ้ำ ๆ คือ 5 คลื่นไปตามทิศหลัก แล้วย่อกลับ 3 คลื่น ถ้านับถูก เราจะรู้ว่าตอนนี้ราคาอยู่ช่วงไหนของรอบ บทนี้อธิบายโครงสร้างและกฎแบบละเอียด แล้วพูดถึงส่วนที่ตำราไม่ค่อยเน้น คือกราฟเดียวกันนับได้หลายแบบเสมอ และวิธีเปลี่ยนจุดอ่อนนั้นให้เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยง

Elliott Wave มาจากไหน

Ralph Nelson Elliott เป็นนักบัญชีชาวอเมริกัน ช่วงทศวรรษ 1930 เขาศึกษาข้อมูลดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ย้อนหลังหลายสิบปี แล้วสรุปว่าราคาเคลื่อนเป็นรูปแบบที่ซ้ำกัน เขาตีพิมพ์ The Wave Principle ในปี 1938 และ Nature’s Law ในปี 1946 แนวคิดนี้ดังขึ้นมากอีกครั้งเมื่อ A. J. Frost และ Robert Prechter เขียนหนังสือ Elliott Wave Principle ในปี 1978 ซึ่งยังเป็นตำราอ้างอิงหลักจนถึงวันนี้ กฎและแนวทางในบทนี้ยึดตามตำราเล่มนั้น

โครงพื้นฐาน: 5 คลื่นไป 3 คลื่นกลับ

  • คลื่นขับเคลื่อน (Impulse) มี 5 คลื่น เรียก 1 2 3 4 5 คลื่น 1 3 5 วิ่งตามทิศหลัก คลื่น 2 และ 4 ย่อสวน
  • คลื่นปรับฐาน (Correction) มี 3 คลื่น เรียก A B C คลื่น A และ C วิ่งสวนทิศหลัก คลื่น B ดีดกลับ
012345 ABC ยอดคลื่น 1 · คลื่น 4 ห้ามลงมาต่ำกว่าเส้นนี้ คลื่นขับเคลื่อน (Impulse) 1–5 คลื่นปรับฐาน A–B–C
แผนภาพแนวคิด ไม่ใช่ราคาจริง ตัวเลขที่ใช้วาด: คลื่น 1 ยาว 10 คลื่น 3 ยาว 18 คลื่น 5 ยาว 12 คลื่น 2 ย่อ 60% ของคลื่น 1 และคลื่น 4 หยุดเหนือยอดคลื่น 1 จึงผ่านกฎทั้ง 3 ข้อ

จุดสำคัญคือรูปนี้ ซ้อนกันทุกขนาด (Fractal) คลื่น 1 3 5 ข้างในแตกเป็น 5 คลื่นย่อยได้อีก คลื่น 2 และ 4 แตกเป็น 3 คลื่นย่อย Elliott ตั้งชื่อขนาดคลื่น (Degree) ไว้หลายชั้น ตั้งแต่ระดับหลายสิบปีไปจนถึงระดับนาที ในบทนี้เราใช้ตัวเลข 1–5 สำหรับคลื่นใหญ่ และ (i) (ii) (iii) สำหรับคลื่นย่อยข้างใน

กฎเหล็ก 3 ข้อ

ในคลื่นขับเคลื่อนแบบปกติ มีกฎที่ห้ามผิดแค่ 3 ข้อ ถ้าการนับไหนผิดข้อใดข้อหนึ่ง การนับนั้นใช้ไม่ได้ ต้องนับใหม่

กฎความหมายถ้าผิด
1. คลื่น 2 ย่อไม่เกิน 100% ของคลื่น 1คลื่น 2 ห้ามลงไปต่ำกว่าจุดเริ่มคลื่น 1 (ในขาขึ้น)จุดที่นับเป็นคลื่น 1 ไม่ใช่คลื่น 1
2. คลื่น 3 ไม่เคยสั้นที่สุดเทียบความยาวคลื่น 1 3 5 คลื่น 3 ต้องไม่ใช่อันสั้นสุด (ไม่จำเป็นต้องยาวสุด)ต้องย้ายตำแหน่งคลื่น 3 หรือ 5
3. คลื่น 4 ไม่เข้าเขตราคาของคลื่น 1ในขาขึ้น จุดต่ำของคลื่น 4 ต้องอยู่เหนือยอดคลื่น 1ขานั้นยังไม่ใช่คลื่น 4 หรือไม่ใช่ Impulse

กฎข้อ 3 มีข้อยกเว้นเดียว คือรูป Diagonal (ลิ่ม) ซึ่งตำรายอมให้คลื่น 4 ทับเขตคลื่น 1 ได้ มักเจอที่ตำแหน่งคลื่น 1 คลื่น 5 คลื่น A หรือคลื่น C ข้อยกเว้นนี้ทำให้การนับยืดหยุ่นขึ้นอีก ซึ่งจะเห็นว่าเป็นทั้งข้อดีและปัญหา

แนวทาง ที่ไม่ใช่กฎ

นอกจากกฎ 3 ข้อ ตำรายังมี แนวทาง (Guidelines) ซึ่งเป็นสิ่งที่ “มักเกิด” ไม่ใช่ “ต้องเกิด” คนจำนวนมากใช้มันเหมือนกฎ ทั้งที่ไม่ใช่

  • Alternation (สลับรูป) ถ้าคลื่น 2 ย่อแรงและเร็ว คลื่น 4 มักออกข้างและกินเวลา หรือกลับกัน
  • คลื่น 3 มักยืด (Extended) มักยาวราว 1.618 เท่าของคลื่น 1 หรือมากกว่า
  • ความลึกของการย่อ คลื่น 2 มักย่อ 50% หรือ 61.8% ของคลื่น 1 คลื่น 4 มักย่อราว 38.2% ของคลื่น 3
  • คลื่น 1 กับ 5 ยาวใกล้กัน เมื่อคลื่น 3 เป็นคลื่นที่ยืด
  • ช่องราคา (Channel) ลากเส้นจากจุดจบคลื่น 2 ถึงจุดจบคลื่น 4 แล้วลากเส้นขนานผ่านยอดคลื่น 3 ใช้ดูว่าคลื่น 5 อาจไปถึงแถวไหน

อัตราส่วนพวกนี้มาจาก Fibonacci ซึ่งเป็นจุดที่ควรระวัง ในการทดสอบย้อนหลังของเรา บนทองคำ (XAUUSD) M1 ช่วง 06:00–09:00 น. เวลาไทย ตั้งแต่กรกฎาคม 2022 ถึงสิงหาคม 2026 ใช้ข้อมูลราคาราย 1 นาที 192,728 แท่ง ราคาอยู่ใกล้ระดับ Fibonacci บ่อยพอ ๆ กับความบังเอิญ (อัตราส่วนเทียบตัวคุม 0.95–1.00 ใน 6 กรอบคลื่น) และเมื่อราคาอยู่ตรงเส้น โอกาสเด้งกลับครึ่ง ATR ก่อนย่อต่อครึ่ง ATR อยู่ที่ 49.68–50.19% แทบเท่ากับการโยนเหรียญ รายละเอียดอยู่ในบท Hindsight bias ผลนี้วัดระดับ Fibonacci ไม่ได้วัด Elliott Wave โดยตรง และผลทดสอบย้อนหลังไม่ได้บอกผลในอนาคต แต่มันพอบอกได้ว่า การที่คลื่นจบตรงอัตราส่วนสวย ๆ ไม่ใช่หลักฐานว่านับถูก

คลื่นปรับฐาน 3 แบบหลัก

คลื่นปรับฐานนับยากกว่าคลื่นขับเคลื่อนมาก ตำราเองก็ยอมรับ แบบหลักมี 3 แบบ

รูปโครงคลื่นย่อยลักษณะ
Zigzag5-3-5ย่อชัน คลื่น B ดีดกลับน้อย คลื่น C มักลงเลยจุดจบคลื่น A
Flat3-3-5ออกข้าง คลื่น B ดีดกลับไปใกล้จุดเริ่มคลื่น A คลื่น C มักจบแถวจุดจบคลื่น A หรือเลยไปเล็กน้อย
Triangle3-3-3-3-3 (A–E)กรอบบีบแคบลง มักเจอที่ตำแหน่งคลื่น 4 หรือคลื่น B

นอกจากนี้ยังมีรูปผสม เช่น Double three ที่เอาคลื่นปรับฐานสองชุดมาต่อกัน ยิ่งมีรูปให้เลือกมาก ยิ่งหาการนับที่ “เข้า” กับกราฟได้ง่าย

ส่วนที่ไม่ค่อยมีใครพูด: กราฟเดียว นับได้หลายแบบ

กฎ 3 ข้อทำหน้าที่เป็น ตะแกรง ตัดการนับที่ผิดทิ้ง แต่ไม่ได้บอกว่าการนับที่เหลืออันไหนถูก ลองดูตัวอย่างนี้ เราสร้างราคาสมมติขาขึ้นที่มีจุดกลับตัว 100 → 110 → 104 → 118 → 113 → 130 แล้วตอนนี้ย่อลงมาที่ 121

นับแบบ A 100→110 คือคลื่น 1, 104 คือคลื่น 2, 104→130 ทั้งขาคือคลื่น 3 (ข้างในมี (i) ที่ 118 และ (ii) ที่ 113) ตอนนี้กำลังอยู่ในคลื่น 4

  • กฎข้อ 1: คลื่น 2 ย่อ (110 − 104) ÷ (110 − 100) = 60% ไม่เกิน 100% ผ่าน
  • คลื่น 3 ยาว 130 − 104 = 26 คลื่น 1 ยาว 10 คลื่น 3 ไม่ใช่อันสั้นสุดแน่นอน ผ่าน
  • กฎข้อ 3: คลื่น 4 ห้ามลงไปทับยอดคลื่น 1 จุดยกเลิก = 110

นับแบบ B 100→110 คือคลื่น 1, 104 คือคลื่น 2 เหมือนกัน แต่ 104→118 คือคลื่นย่อย (i) ของคลื่น 3, 113 คือ (ii), 113→130 คือ (iii) ตอนนี้อยู่ใน (iv) ของคลื่น 3 คลื่น 3 ยังไปไม่จบ

  • (ii) ย่อ (118 − 113) ÷ (118 − 104) = 35.7% ผ่าน
  • (iii) ยาว 17 มากกว่า (i) ที่ยาว 14 ผ่าน
  • (iv) ห้ามลงไปทับยอดของ (i) จุดยกเลิก = 118
นับแบบ A: 130 คือยอดคลื่น 3 ตอนนี้คือคลื่น 4 นับแบบ B: 130 คือคลื่นย่อย (iii) ตอนนี้คือ (iv) 123 12(i)(ii)(iii) (i)(ii) 4 ? ราคาตอนนี้ 121 (iv) ? ราคาตอนนี้ 121 หลุด 110 = A ผิด หลุด 118 = B ผิด
ราคาสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ตลาดจริง สร้างจากจุดกลับตัว 100 110 104 118 113 130 121 แล้วเติมการแกว่งย่อยแบบสุ่มที่กำหนด seed ไว้ โดยให้จุดกลับตัวเป็นจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของช่วงจริง ทั้งสองภาพเป็นราคาชุดเดียวกัน ต่างกันแค่วิธีนับ เส้นประคือจุดยกเลิก แถบเหลืองคือโซนที่ถ้าราคาลงไปถึง การนับแบบนั้นผิด

ทั้งสองแบบผ่านกฎทุกข้อ ความต่างอยู่ที่คำถามเดียว คือการแกว่งเล็ก ๆ ในขา 113→130 นับเป็นคลื่นย่อย (iii) (iv) (v) ครบแล้วหรือยัง ซึ่งขึ้นกับสายตาคนนับ และยังมี แบบ C ที่ผ่านกฎด้วย คือ 104→118 เป็นคลื่น 3 (ยาว 14), 113 เป็นคลื่น 4 (เหนือยอดคลื่น 1 ที่ 110), 113→130 เป็นคลื่น 5 (ยาว 17) คลื่น 3 ไม่ใช่อันสั้นสุดเพราะคลื่น 1 สั้นกว่า แบบนี้แปลว่าขาขึ้นจบครบ 5 คลื่นแล้ว และการย่อตอนนี้คือคลื่น A ของการปรับฐาน

กฎของ Elliott Wave ตัดการนับที่ผิดทิ้งได้ แต่เลือกการนับที่ถูกให้ไม่ได้ ตราบใดที่ราคายังไม่ไปถึงจุดยกเลิก การนับทุกแบบที่ผ่านกฎยังมีสิทธิ์ถูกเท่ากัน

นับใหม่หลังเกิดเหตุ และทำไมทดสอบยาก

เมื่อราคาเดินต่อ การนับมักถูกแก้ ถ้าราคาลงไปที่ 116 แบบ B ตายทันที คนที่ถือแบบ B จะบอกว่า “จริง ๆ เป็นแบบ A” และถ้าหลุด 110 ก็จะเหลือแบบ C หรือย้ายไปนับเป็น Diagonal ซึ่งยอมให้คลื่นทับกันได้ ทุกครั้งที่แก้ การนับใหม่จะดูถูกต้องสวยงามบนกราฟย้อนหลัง เพราะมันถูกวาดหลังรู้คำตอบแล้ว อาการนี้คล้ายกับ อินดิเคเตอร์ที่วาดใหม่ (Repaint) คลื่นสุดท้ายไม่เคยยืนยันจนกว่าจะผ่านไปแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ Elliott Wave ทดสอบย้อนหลังแบบเป็นระบบได้ยากมาก

  • ไม่มีการนับเดียว ถ้าจะให้คอมพิวเตอร์นับ ต้องเขียนกติกาว่าแกว่งขนาดเท่าไรจึงนับเป็นคลื่น และเลือกแบบไหนเมื่อผ่านกฎหลายแบบ กติกาแต่ละชุดก็คือ “Elliott Wave คนละเวอร์ชัน”
  • ทางหนีเยอะ Diagonal, รูปผสม และการขยับขนาดคลื่น ทำให้แทบทุกกราฟหาการนับที่เข้าได้ ทฤษฎีที่อธิบายได้ทุกอย่าง จึงทำนายอะไรได้น้อย
  • ลองหลายแบบ แล้วเลือกแบบที่ดีที่สุด ถ้าลองกติกาการนับร้อยชุดแล้วเลือกชุดที่ผลดีสุด จะเจอปัญหา Data snooping ผลที่ดีอาจมาจากความบังเอิญล้วน ๆ

แนวคิดนี้จึงยังไม่มีหลักฐานที่ชัดว่าช่วยทำนายทิศได้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีประโยชน์เลย

ใช้ Elliott Wave เป็นกรอบความเสี่ยง

ส่วนที่ใช้ได้จริงคือ ทุกการนับมี จุดยกเลิก (Invalidation level) ที่ชัดเจนจากกฎ ถ้าราคาไปถึงจุดนั้น การนับผิดแน่นอน ไม่ต้องตีความ จุดนี้จึงเป็นตำแหน่ง Stop loss ที่มีเหตุผล นักนับคลื่นมืออาชีพเองก็ไม่ได้ถือการนับเดียว แต่มี การนับหลัก (Preferred) และ การนับสำรอง (Alternate) พร้อมจุดยกเลิกของแต่ละแบบเสมอ

กลับมาที่ตัวอย่าง สมมติคนที่มองว่าขาขึ้นยังไม่จบ เข้า Buy ที่ 121 และยอมเสียไม่เกิน 100 ดอลลาร์ (1% ของทุน 10,000) วาง Stop loss ห่างจากจุดยกเลิกลงไปอีก 0.5 สมมติให้ราคาขยับ 1 จุดเท่ากับ 1 ดอลลาร์ต่อหน่วย

นับแบบ Aนับแบบ B
จุดยกเลิก110118
Stop loss109.5117.5
ระยะ Stop121 − 109.5 = 11.5121 − 117.5 = 3.5
ขนาดไม้ = 100 ÷ ระยะ8.70 หน่วย28.57 หน่วย

ความเสี่ยงเป็นเงินเท่ากัน คือ 100 ดอลลาร์ แต่ขนาดไม้ต่างกัน 11.5 ÷ 3.5 = 3.29 เท่า วิธีคิดทั่วไปอยู่ในบท ขนาดไม้จาก Stop loss และคำนวณได้ที่ เครื่องคำนวณ Lot

กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้

  1. เขียนจุดยกเลิกก่อนเข้าเทรด ถ้าการนับของเราไม่มีจุดยกเลิกที่ชัด แปลว่ายังนับไม่เสร็จ อย่าเพิ่งเข้า
  2. เลือก Stop ตามการนับที่เราใช้ ไม่ใช่ตามความหวัง ใช้แบบ B ได้ไม้ใหญ่กว่า แต่ถ้าราคาหลุด 118 ต้องออก แม้แบบ A ยังไม่ผิด อย่าย้าย Stop ไป 110 ตอนราคาวิ่งมาใกล้
  3. ดูการนับที่ทำให้เราผิด แบบ C บอกว่าขาขึ้นจบแล้ว ถ้ามันผ่านกฎ ก็ต้องยอมรับว่าโอกาสที่เราผิดมีอยู่จริง
  4. ใช้ RR จากจุดยกเลิก เทียบระยะ Stop กับเป้าที่สมเหตุสมผล ด้วย เครื่องคำนวณ RR ถ้าต้องพึ่งเป้าไกลมากจึงจะคุ้ม ให้ข้ามไป

ใช้ Elliott Wave ถามว่า “ถ้าเราผิด จะรู้ได้ที่ราคาเท่าไร” ไม่ใช่ “ราคาจะไปไหน”

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • ใช้แนวทางเหมือนกฎ เช่น ตัดการนับทิ้งเพราะคลื่น 2 ไม่ย่อถึง 61.8% ตำราไม่ได้บอกว่าต้องถึง
  • ยึดการนับเดียว แล้วแก้การนับทุกครั้งที่ราคาไม่เป็นไปตามคาด แต่ไม่ยอมออกจากออเดอร์
  • ย้าย Stop ตามการนับใหม่ เมื่อราคาหลุดจุดยกเลิก การนับเดิมผิดแล้ว การหาการนับใหม่เพื่อถือต่อคือการเลื่อน Stop loss ในอีกรูปหนึ่ง
  • นับจากกราฟเล็กเกินไป บนไทม์เฟรมเล็กมีคลื่นย่อยเยอะจนนับได้แทบทุกแบบ เริ่มจากกราฟใหญ่ก่อน
  • เชื่อตัวอย่างย้อนหลังที่นับสวย กราฟที่นับเสร็จแล้วในบทความหรือคลิป ส่วนใหญ่นับหลังรู้ผล ลองจดการนับและจุดยกเลิกล่วงหน้าเอง แล้วดูว่าถูกกี่ครั้ง
  • ลืมขนาดไม้ Stop ที่ใกล้ขึ้นทำให้ไม้ใหญ่ขึ้นเมื่อความเสี่ยงเป็นเงินเท่าเดิม ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนการนับ

ถ้าสนใจวิธีอ่านโครงสร้างราคาแนวอื่นที่ถูกนำมาทดสอบ อ่านต่อได้ที่ Smart Money Concepts และ Wyckoff Power of Three

ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Elliott Wave ใช้ได้จริงไหม

ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดว่ามันช่วยทำนายทิศได้ ส่วนหนึ่งเพราะทดสอบยาก คนสองคนนับกราฟเดียวกันได้ไม่เหมือนกัน และการนับมักถูกแก้หลังราคาเดินไปแล้ว ส่วนที่มีประโยชน์ชัดคือมันบังคับให้เรากำหนดจุดที่ความคิดของเราผิด ก่อนเข้าเทรด

ทำไมเรานับไม่ตรงกับคนอื่น

เพราะกฎ 3 ข้อตัดได้แค่การนับที่ผิดชัด ๆ ส่วนการตัดสินว่าคลื่นเล็ก ๆ ในขานั้นนับเป็นคลื่นย่อยหรือไม่ ขึ้นกับสายตาและไทม์เฟรมที่ใช้ ถ้าการนับของทั้งสองคนผ่านกฎทั้งคู่ ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งคู่ จนกว่าราคาจะไปยกเลิกแบบใดแบบหนึ่ง

ควรนับจากไทม์เฟรมไหน

เริ่มจากไทม์เฟรมใหญ่ที่เห็นจุดเริ่มคลื่นชัด เช่น Daily หรือ H4 แล้วค่อยซูมลงมาดูคลื่นย่อย ถ้าเริ่มจากกราฟเล็ก จะเจอคลื่นย่อยเยอะจนนับได้แทบทุกแบบ

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

วิเคราะห์หลาย Timeframe (Top-down) ใช้ H4 H1 M15 ยังไงไม่ให้สับสน

วิธีดูกราฟหลาย timeframe แบบ Top-down ใหญ่ดูทิศ กลางหาจุดตั้ง เล็กหาจังหวะเข้า อัตราส่วน 4–6 เท่า แท่ง H1 เกิดจาก M15 ยังไง เมื่อกราฟขัดกัน และวาง Stop loss

อ่าน 10 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Chart pattern หัวไหล่ Double bottom สามเหลี่ยม ธง ลิ่ม: เป้า Stop loss ผลทดสอบ

นิยามแบบชัดของ Head and Shoulders, Double top/bottom, สามเหลี่ยม, Flag และ Wedge วิธีวัดเป้าจากความสูงรูป จุดวาง Stop loss และผลทดสอบซื้อก้นบนทองคำของเรา

อ่าน 13 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

เลขกลม 00 กับ 50 ทำไมคำสั่งกองตรงนั้น และควรวาง Stop loss ตรงไหน

งานวิจัยของ Carol Osler พบว่า Take profit กองที่เลขกลมพอดี ส่วน Stop loss กองเลยไปไม่กี่ pip อธิบายกลไก ข้อจำกัด และวิธีวาง Stop loss ให้พ้นกองพร้อมคิด lot

อ่าน 9 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์