เรียนรู้ › วิเคราะห์กราฟ

Wyckoff และ Power of Three (AMD) อธิบายละเอียด พร้อมทดสอบว่าใช้ได้จริงไหม

อ่าน Accumulation และ Distribution แบบ Wyckoff ทีละเฟส ตั้งแต่ SC, Spring ถึง UTAD รู้จัก Power of Three ของ ICT แล้วดูผลเมื่อเขียนเป็นกติกาและทดสอบจริง

ขั้นสูง อ่าน 13 นาที 21 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Wyckoff แบ่งกรอบสะสมเป็น Phase A–E และตั้งชื่อเหตุการณ์ เช่น SC, AR, Spring, SOS เพื่อใช้เป็นแผนที่อ่านกรอบราคา
  • Spot Forex ไม่มี Volume รวมศูนย์ ตัวเลขใน MT5 คือ tick volume จึงใช้หลัก Effort vs Result ได้แบบหยาบ ๆ เท่านั้น
  • Power of Three (AMD) ของ ICT คือสะสม หลอก แล้ววิ่งจริง แต่ในราคาสุ่มล้วน วันขึ้น 77.7% ก็มีรูปทรงนี้อยู่แล้ว
  • กติกา Spring ที่เขียนเป็นตัวเลขเกิดในราคาสุ่มราว 6 ครั้งต่อ 1,000 แท่ง และชนะ 25.4% ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน 26.0% เล็กน้อย
  • ในการทดสอบย้อนหลังของเราบนทองคำปี 2026 การเข้าแบบ PO3/AMD 10 แบบไม่มีแบบไหนกำไรเกิน Drawdown และอีก 10 แบบขาดทุนทั้งหมด

Wyckoff เป็นวิธีอ่านกรอบราคาที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่ง และยังเป็นรากของแนวคิด Smart money ที่เทรดเดอร์รุ่นใหม่ใช้กันทุกวันนี้ ส่วน Power of Three หรือ AMD ของ ICT คือฉบับย่อที่บีบเรื่องเดียวกันให้อยู่ในแท่งเทียนแท่งเดียว บทนี้อธิบายทั้งสองแบบละเอียดทีละขั้น แล้วทำสิ่งที่บทความส่วนใหญ่ไม่ทำ คือเขียนเป็นกติกาที่วัดได้ แล้วนับดูว่าเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในราคาที่สุ่มล้วน ๆ และผลทดสอบย้อนหลังของเราบนทองคำ

Wyckoff มองตลาดแบบไหน

Richard D. Wyckoff เป็นนักเทรดและนักเขียนชาวอเมริกันช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาสอนให้มองตลาดเหมือนมีผู้เล่นใหญ่คนเดียวคุมเกม เรียกว่า Composite operator (หรือ Composite man) ผู้เล่นคนนี้ค่อย ๆ เก็บของตอนราคาถูกโดยไม่ให้ราคาวิ่ง แล้วค่อยปล่อยของตอนราคาแพงให้คนที่ไล่ซื้อตามข่าว

Wyckoff ไม่ได้บอกว่ามีคนแบบนั้นจริง มันเป็นภาพจำลองให้เราถามตัวเองตลอดว่า “ถ้าเป็นผู้เล่นใหญ่ ตอนนี้จะอยากให้รายย่อยทำอะไร” แนวคิดนี้วางอยู่บนกฎสามข้อ

  1. Supply and demand ราคาขึ้นเมื่อแรงซื้อมากกว่าแรงขาย และลงเมื่อกลับกัน ฟังดูธรรมดา แต่ทุกอย่างที่เหลือมาจากข้อนี้
  2. Cause and effect กรอบที่ราคาแกว่งนาน (เหตุ) สร้างแรงให้การวิ่งที่ตามมา (ผล) กรอบยิ่งกว้างและยาว การวิ่งหลังหลุดกรอบก็มักไปได้ไกลกว่า สาย Wyckoff ใช้กราฟ Point and Figure นับขนาดกรอบเพื่อตั้งเป้า
  3. Effort vs result ความพยายาม (Volume) ควรสอดคล้องกับผล (ระยะที่ราคาวิ่ง) ถ้า Volume พุ่งแต่ราคาแทบไม่ไปไหน แปลว่ามีอีกฝั่งรับอยู่

Accumulation ทีละเฟส: จาก PS ถึง LPS

Accumulation คือกรอบที่เกิดหลังขาลงยาว ซึ่ง Wyckoff มองว่าเป็นช่วงที่ผู้เล่นใหญ่เก็บของ การแบ่งเป็น Phase A–E และภาพ Schematic ที่เห็นกันทุกวันนี้ ถูกจัดระบบโดยผู้สอนรุ่นหลังที่สืบต่อวิธีของเขา

เฟสเหตุการณ์ความหมาย
A หยุดขาลงPS (Preliminary support)แรงซื้อแรกเริ่มโผล่ ขาลงช้าลง
SC (Selling climax)ขายตื่นตระหนก ราคาดิ่งแรง Volume สูง แล้วมีคนรับ
AR (Automatic rally)เด้งแรงหลังแรงขายหมด จุดสูงของ AR กลายเป็นขอบบนกรอบ
ST (Secondary test)ราคากลับมาทดสอบแถว SC อีกครั้ง โดยทั่วไป Volume เบากว่า
B สร้างเหตุST หลายรอบแกว่งในกรอบนาน ผู้เล่นใหญ่ค่อย ๆ เก็บของ
C ทดสอบครั้งสุดท้ายSpring แล้วตามด้วย Testหลุดขอบล่างสั้น ๆ แล้วกลับเข้ากรอบ ไล่ Stop loss คนที่ถือ Buy และหลอกคนเปิด Sell
D เริ่มเป็นขาขึ้นSOS (Sign of strength)วิ่งขึ้นแรง Volume เพิ่ม ทะลุหรือเข้าใกล้ขอบบน
LPS (Last point of support)ย่อตัวตื้น ๆ แล้วยืนได้ จุดเข้าที่สาย Wyckoff ชอบ
E ขาขึ้นMarkupราคาออกจากกรอบและเป็นเทรนด์
PSSCARSTSpringTestSOSLPS ขอบบน (AR)ขอบล่าง (SC)ปริมาณ (สมมติ)ขาลงเดิม ช่วง Aช่วง BCDE
Accumulation แบบ Wyckoff วาดจากเส้นราคาสมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ราคาตลาดจริง แถบเหลืองคือ Phase C ที่ Spring หลุดขอบล่าง แถบล่างคือ Volume สมมติ คำนวณจากระยะที่ราคาขยับแต่ละแท่ง บวกแรงเพิ่มช่วง SC และ SOS ตามที่ Schematic บรรยาย

Spring เป็นจุดที่คนพูดถึงมากที่สุด เพราะถ้าอ่านถูก จะได้จุดเข้าใกล้ก้นกรอบและวาง Stop loss ใต้จุดต่ำของ Spring ได้แคบ ตำราของ Wyckoff ไม่ได้บอกว่าต้องมี Spring ทุกกรอบ บางกรอบออกจาก Phase C ไปเลยโดยไม่หลุดขอบล่าง

Distribution: ภาพกลับหัวที่ยอด

Distribution คือกรอบหลังขาขึ้นยาว ซึ่งในภาพของ Wyckoff ผู้เล่นใหญ่ทยอยขายของให้คนที่ไล่ซื้อ ชื่อเหตุการณ์เป็นคู่กลับด้านของ Accumulation

  • PSY (Preliminary supply) แรงขายแรกเริ่มโผล่ ขาขึ้นช้าลง
  • BC (Buying climax) ไล่ซื้อแรง Volume สูง ทำยอด
  • AR (Automatic reaction) ร่วงหลังแรงซื้อหมด จุดต่ำของ AR เป็นขอบล่างกรอบ
  • ST ทดสอบแถว BC ซ้ำ บางครั้งมี UT (Upthrust) ทะลุขอบบนแล้วกลับ
  • UTAD (Upthrust after distribution) คู่ของ Spring ทะลุขอบบนช่วงท้ายกรอบให้ดูเหมือน Breakout แล้วตกกลับเข้ากรอบ
  • SOW (Sign of weakness) ร่วงแรงหลุดหรือเข้าใกล้ขอบล่าง
  • LPSY (Last point of supply) เด้งอ่อน ๆ ที่ไปไม่ถึงขอบบน ก่อนเข้าสู่ขาลง (Markdown)

Effort vs Result และปัญหาเรื่อง Volume ใน Forex

Wyckoff พัฒนาวิธีนี้กับตลาดหุ้น ซึ่งทุกคำสั่งซื้อขายผ่านตลาดกลาง Volume จึงเป็นตัวเลขจริงที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่ Spot Forex ซื้อขายกระจายผ่านธนาคารและผู้ให้สภาพคล่องหลายแห่ง (อ่านเพิ่มใน โครงสร้างตลาด Forex และสภาพคล่อง) ไม่มีใครเห็น Volume รวมทั้งตลาด

ตัวเลข Volume ใน MT5 สำหรับคู่เงินและทองคำ CFD คือ tick volume คือจำนวนครั้งที่ราคาในฟีดของโบรกเกอร์นั้นขยับระหว่างแท่ง มันบอกได้ว่าช่วงไหนตลาดคึกหรือเงียบ แต่ไม่ได้บอกว่ามีเงินซื้อขายเท่าไร และสองโบรกเกอร์อาจได้ตัวเลขต่างกัน

ผลในทางปฏิบัติคือ

  • ใช้ tick volume เทียบแท่งในกราฟเดียวกันได้ เช่น แท่ง SC คึกกว่าแท่งรอบ ๆ ชัดเจนไหม
  • อย่าอ่านละเอียดเกินข้อมูล เช่น “Volume ของ ST เบากว่า SC 30% จึงยืนยัน” ตัวเลขแบบนี้ไม่มีความหมายกับ tick volume
  • tick volume มักพุ่งช่วงเปิดตลาดลอนดอน นิวยอร์ก และตอนข่าวออก ซึ่งเป็นรูปแบบตามเวลา ไม่ใช่ร่องรอยการเก็บของ

Power of Three (AMD) แบบ ICT

ICT นำแนวคิด “เก็บของ หลอก แล้ววิ่งจริง” มาย่อเป็นสามจังหวะ เรียกว่า Power of Three หรือ AMD

  1. Accumulation ราคาแกว่งแคบใกล้ราคาเปิด มักผูกกับช่วงเอเชีย
  2. Manipulation ราคาวิ่งสวนทิศจริงไปกวาด Stop loss ฝั่งหนึ่ง ICT เรียกการวิ่งหลอกช่วงนี้ว่า Judas swing มักผูกกับช่วงเปิดลอนดอน
  3. Distribution ราคาวิ่งไปทางจริงจนปิดใกล้ปลายอีกด้านของแท่ง มักผูกกับช่วงนิวยอร์ก

ในวันขาขึ้น ราคาจะลงไปใต้ราคาเปิดก่อนเพื่อทำจุดต่ำของวัน แล้วค่อยวิ่งขึ้น ผลคือแท่งรายวันสีขึ้นที่มีไส้ล่าง วันขาลงใช้ภาพกลับด้าน ICT ใช้กรอบคิดเดียวกันกับแท่งรายสัปดาห์และแท่ง H4 ด้วย

A · สะสมช่วงเอเชียM · หลอกช่วงลอนดอนD · กระจายช่วงนิวยอร์กแท่งรายวัน HighCloseOpenLow จุดต่ำของวัน ราคาเปิด
Power of Three ของวันขาขึ้น วาดจากเส้นราคาสมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ราคาตลาดจริง แท่งด้านขวาคำนวณจาก Open, High, Low, Close ของเส้นทางซ้ายมือ จุดสีส้มคือจุดต่ำของวันที่เกิดระหว่างช่วงหลอก

ระวังคำศัพท์ชนกัน Distribution ของ Wyckoff คือกรอบที่ยอดซึ่งผู้เล่นใหญ่ขายของออก ส่วน Distribution ของ AMD คือช่วงที่ราคาวิ่งไปทางจริง คนละเหตุการณ์กันเลย

ปัญหาใหญ่ของ AMD คือเรขาคณิตของแท่งเทียน แท่งรายวันสีขึ้นเกือบทุกแท่งมีไส้ล่าง ซึ่งแปลว่าราคาเคยลงไปใต้ราคาเปิดก่อน เราลองจำลองราคาสุ่มล้วน 100,000 วัน วันละ 96 ก้าว (เท่ากับแท่ง 15 นาทีใน 24 ชั่วโมง) ไม่มีผู้เล่นใหญ่ ไม่มีการหลอก ผลคือ

  • วันขึ้นมี 50,153 วัน
  • ในนั้น 38,960 วัน หรือ 77.7% ลงไปใต้ราคาเปิดแล้วทำจุดต่ำก่อนจุดสูง คือ “มีรูป AMD”
  • 69.5% ของวันขึ้นทำจุดต่ำนั้นในครึ่งแรกของวันด้วย

แปลว่าถ้ามองย้อนหลังหลังรู้แล้วว่าวันนั้นปิดขึ้น เราจะเห็น “การหลอก” ในวันขึ้นส่วนใหญ่ได้เสมอ แม้ราคาจะสุ่มก็ตาม คำถามที่มีประโยชน์จึงไม่ใช่ “เห็นรูป AMD ไหม” แต่เป็น “ตอนที่ราคากำลังลงใต้ราคาเปิดอยู่ จะรู้ล่วงหน้าได้ไหมว่าวันนี้จะปิดขึ้น”

ตัวอย่างคำนวณ: เขียน Spring เป็นกติกา แล้วนับในราคาสุ่ม

Wyckoff เป็นวิธีที่ต้องตีความ วิธีเดียวที่จะรู้ว่ามันให้ข้อมูลเพิ่มไหม คือเขียนเป็นกติกาให้ชัด เราลองนิยาม Spring แบบนี้ (หน่วยราคาคือ “ก้าวเฉลี่ย” ของแท่ง)

  1. กรอบ ราคาปิดสูงสุดลบต่ำสุดของ 40 แท่งก่อนหน้า ไม่เกิน 8 หน่วย (กรอบแคบ)
  2. Spring แท่งปิดต่ำกว่าขอบล่างของกรอบอย่างน้อย 0.5 หน่วย
  3. ยืนยัน ภายใน 3 แท่ง มีแท่งที่ปิดกลับขึ้นมาเหนือขอบล่าง เข้า Buy ที่ราคาปิดแท่งนั้น
  4. ออก เป้าคือขอบบนของกรอบ Stop loss คือราคาปิดต่ำสุดระหว่าง Spring

แล้วรันกับราคาที่สร้างจากการสุ่มล้วน (แต่ละแท่งขยับขึ้นลงแบบสุ่มเฉลี่ย 0 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 หน่วย) 200 ชุด ชุดละ 5,000 แท่ง รวม 1,000,000 แท่ง ไม่มีผู้เล่นใหญ่ ไม่มีใครเก็บของ

  • เงื่อนไขกรอบแคบเป็นจริงราว 45% ของแท่งทั้งหมด
  • เกิด Spring ตามกติกา 6,164 ครั้ง หรือราว 6.2 ครั้งต่อ 1,000 แท่ง ถ้าเป็นกราฟ H1 ของตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ (120 แท่งต่อสัปดาห์) 1,000 แท่งเท่ากับราว 8 สัปดาห์ คือเห็น “Spring” ได้ราว 6 ครั้งในสองเดือน จากความบังเอิญล้วน
  • จบผลได้ 6,149 ครั้ง (อีก 15 ครั้งข้อมูลหมดก่อน) ถึงเป้า 1,563 ครั้ง โดน Stop loss 4,586 ครั้ง
  • อัตราชนะ = 1,563 ÷ 6,149 = 25.4%
กรอบ 40 แท่ง Spring: ปิดหลุดขอบล่าง ปิดกลับเข้ากรอบ = จุดเข้า ถึงขอบบน
ตัวอย่างหนึ่งจาก 6,164 ครั้งที่กติกา Spring ทำงานในราคาสุ่ม เราเลือกครั้งที่ถึงเป้ามาแสดง ซึ่งดูเหมือน Accumulation ในตำรา แต่ในภาพรวมมีแค่ 25.4% ที่จบแบบนี้ เส้นราคาสร้างจากการสุ่ม ไม่ใช่ราคาตลาดจริง

25.4% ฟังดูแย่ แต่ต้องดูคู่กับขนาดกำไรและขาดทุน ไม้ที่ชนะได้เฉลี่ย 6.04 หน่วย ไม้ที่แพ้เสียเฉลี่ย 2.13 หน่วย

  1. RR = 6.04 ÷ 2.13 = 2.84
  2. อัตราชนะคุ้มทุน = 1 ÷ (1 + 2.84) = 26.0% (สูตรอธิบายใน อัตราชนะกับจุดคุ้มทุน)
  3. ชนะจริง 25.4% ต่ำกว่าเส้นคุ้มทุน 0.6 จุด
  4. ผลเฉลี่ยต่อไม้ −0.051 หน่วย ค่าคลาดเคลื่อนมาตรฐาน 0.047 ห่างจากศูนย์ราว 1 เท่าของค่าคลาดเคลื่อน คือแยกจากศูนย์ไม่ได้ Profit factor 0.97

นี่คือผลที่คาดไว้ เพราะราคาสุ่มไม่มีความได้เปรียบให้เก็บ ประเด็นคือ ตัวเลขชุดนี้คือ ตัวเทียบ ถ้าเอากติกาเดียวกันไปทดสอบกับราคาจริง แล้วได้อัตราชนะ 26–27% ที่ RR ใกล้ ๆ กัน นั่นยังไม่ใช่หลักฐานว่า Spring ได้ผล ต้องเหนือเส้นคุ้มทุนให้ชัดหลังหัก Spread และต้องเกินกว่าที่ราคาสุ่มให้ได้

ถ้ารูปแบบหนึ่งเกิดในราคาสุ่มได้บ่อยพอ ๆ กับในราคาจริง การที่เราเห็นมันบนกราฟ ยังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับผู้เล่นใหญ่เลย

ผลทดสอบย้อนหลังของเรา: PO3/AMD บนทองคำ

ในการทดสอบย้อนหลังของเรา เราเขียน Power of Three เป็นกติกาแล้วรันใน Strategy Tester ของ MT5 บนทองคำ (XAUUSD) ด้วยข้อมูล tick จริง ผลทั้งหมดเป็นผลทดสอบย้อนหลัง ผลในอดีตไม่ได้บอกผลในอนาคต

ชุดที่ 1: เข้าแบบ PO3 บน M1 มกราคมถึงสิงหาคม 2026 กล่อง = 40 แท่งที่แคบเมื่อเทียบกับ ATR เมื่อราคาทะลุกล่องแรงพอถือเป็น “การหลอก” ทดสอบ 3 แบบเข้า คือสวนทิศที่ทะลุ (ตามหลัก AMD) ตามทิศที่ทะลุ และแบบเข้ม รอให้ปิดกลับเข้ากล่องก่อนค่อยสวน จับคู่กับวิธีออกหลายแบบ รวม 10 แบบ

  • ไม่มีแบบไหนที่กำไรสุทธิมากกว่า Drawdown สูงสุดของตัวเอง
  • แบบที่ดีที่สุดคือสวนทิศ ออกตามกติกาเดิม (Stop loss 5 เท่า ATR, เป้า 0.86 เท่าของ Stop loss) กำไร 351 ดอลลาร์ ระหว่างทางทุนลดลงสูงสุด 597 ดอลลาร์ จาก 1,424 ไม้ ที่ lot 0.01
  • อัตราชนะ 53.8% ฟังดูดี แต่จุดคุ้มทุนที่ RR 0.86 คือ 1 ÷ 1.86 = 53.8% พอดี
  • แบบ AMD เข้มที่รอปิดกลับเข้ากล่อง ขาดทุนทั้งสองวิธีออก (−831 และ −719 ดอลลาร์)

ชุดที่ 2: AMD บนกล่องหลายขนาด มกราคมถึงกันยายน 2026 กล่องบน M5, M15 และ H1 รอแทงหลุดแล้วปิดกลับเข้ากล่อง เข้าสวน เป้าที่ขอบตรงข้ามและที่ 161.8% ของกล่อง 10 แบบ ขาดทุนทุกแบบ Profit factor ของกล่อง M5 อยู่ที่ 0.80–0.82 กล่อง M15 อยู่ที่ 0.96–0.98 กล่อง H1 เกิดแค่ 34–84 ไม้และชนะแค่ 0–14%

สิ่งที่อธิบายผลนี้ได้ดีมาจากการนับอีกชุดของเรา บนทองคำ M1 ปี 2026 เมื่อราคาทะลุกล่องแคบ มันไปต่อทางเดิม 56% เทียบกับ 50% ของตัวเทียบสุ่ม (นับ 7,800–25,000 เหตุการณ์ต่อขนาดกล่อง) คือการทะลุกรอบบนข้อมูลชุดนี้มีแนวโน้มเป็นของจริงมากกว่าเป็นการหลอก ตรงข้ามกับสมมติฐานหลักของ AMD

ข้อจำกัด: นี่คือการตีความของเราในรูปกติกาตายตัว ตลาดเดียว ปีเดียว คนที่อ่าน Wyckoff ด้วยดุลยพินิจและดูบริบทใหญ่กว่าอาจได้ผลต่างออกไป แต่ผลนี้บอกได้ว่ารูปแบบ “กล่อง หลอก แล้วกลับ” ในแบบที่เขียนเป็นกติกาได้ ยังไม่มีหลักฐานว่าได้เปรียบ ดูผลทดสอบแนวคิด ICT อื่นเพิ่มใน ICT บนทองคำ และ Smart Money Concepts ทดสอบจริง

ทำไม Schematic ถึงดูแม่นเสมอเมื่อมองย้อนหลัง

Schematic ของ Wyckoff ยืดหยุ่นมาก Phase B ยาวเท่าไรก็ได้ ST มีกี่ครั้งก็ได้ Spring จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ากรอบหลุดลงไปเลยก็เรียกใหม่ว่าเป็น Re-distribution ความยืดหยุ่นนี้ทำให้กราฟแทบทุกกราฟ “เข้ากับ Wyckoff” ได้เมื่อรู้ตอนจบแล้ว ซึ่งเป็นอาการเดียวกับ Hindsight bias

ลองเช็คตัวเองง่าย ๆ ระหว่างที่กรอบยังไม่จบ ให้เขียนลงสมุดว่าตอนนี้อยู่ Phase ไหน และอะไรจะทำให้การตีความนี้ผิด ถ้าเขียนแบบนี้ไม่ได้ แปลว่าเราใช้ Schematic เล่าเรื่องหลังเห็นผล ไม่ได้ใช้ตัดสินใจ

Wyckoff มีประโยชน์ในฐานะแผนที่ช่วยถามคำถามที่ดี แต่ป้ายชื่อ SC, Spring หรือ UTAD ที่ติดหลังราคาวิ่งไปแล้ว ไม่ใช่หลักฐาน

ใช้ Wyckoff ให้เกิดประโยชน์จริง

  • ใช้เป็นบริบท ไม่ใช่สัญญาณเดี่ยว คำถามแบบ Wyckoff ช่วยได้จริง เช่น ขาลงช้าลงไหม แท่งที่คึกที่สุดเกิดตรงไหน หลุดกรอบแล้วกลับเข้ามาเร็วไหม ใช้ร่วมกับ แนวรับแนวต้าน ที่วัดได้
  • เขียนนิยามเป็นตัวเลขก่อน กรอบกี่แท่ง หลุดเท่าไรนับเป็น Spring ต้องกลับภายในกี่แท่ง ถ้านิยามเปลี่ยนตามกราฟ จะวัดผลไม่ได้
  • วาง Stop loss ตามโครงสร้าง แล้วคำนวณ lot จากระยะนั้น Stop loss ใต้จุดต่ำของ Spring หรือเหนือยอดของ UTAD ระยะแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ใช้ ขนาด lot จากระยะ Stop loss ให้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่
  • เทียบกับจุดคุ้มทุน ไม่ใช่ 50% Spring มักได้ RR สูงเพราะ Stop loss แคบ อัตราชนะต่ำจึงเป็นเรื่องปกติ ใช้ เครื่องคำนวณ RR หาเส้นคุ้มทุน
  • อย่าลองหลายนิยามแล้วเก็บตัวที่ดีที่สุด ยิ่งลองหลายแบบ ยิ่งมีแบบที่ดูดีเพราะบังเอิญ (Multiple testing) และจำไว้ว่าใต้จุดต่ำเดิมมี Stop loss กองอยู่จริง (Stop loss กองที่เลขกลม) การหลุดแล้วกลับจึงเกิดได้โดยไม่ต้องมีใครวางแผนหลอก

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • ติดป้าย Phase หลังเห็นผล กรอบที่หลุดขึ้นเรียก Accumulation กรอบที่หลุดลงเรียก Distribution แบบนี้ไม่เคยผิด แต่ก็ไม่เคยช่วยตัดสินใจ
  • เข้าทุกครั้งที่หลุดขอบล่าง Spring จริงต้องปิดกลับเข้ากรอบ การหลุดที่ยังไม่กลับคือ Breakout ซึ่งบนข้อมูลของเรามักไปต่อมากกว่ากลับ
  • อ่าน tick volume เหมือน Volume หุ้น ใช้เทียบความคึกในกราฟเดียวกันได้ แต่ไม่ใช่ปริมาณเงิน และต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
  • ดูอัตราชนะอย่างเดียว ชนะ 75% อาจยังขาดทุนถ้าเป้าแคบกว่า Stop loss มาก และชนะ 25% อาจคุ้มทุนถ้า RR สูง ต้องเทียบกับ 1 ÷ (1 + RR) ทุกครั้ง
ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

Wyckoff กับ Power of Three เป็นเรื่องเดียวกันไหม

เกี่ยวกันแต่ไม่เหมือนกัน Wyckoff อธิบายกรอบสะสมและกรอบกระจายที่อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ส่วน Power of Three ของ ICT ย่อแนวคิดลงมาเหลือสามจังหวะในแท่งเดียว เช่นหนึ่งวัน คำว่า Distribution ก็ใช้คนละความหมาย ของ Wyckoff คือขายของออกที่ยอดก่อนราคาลง ของ AMD คือช่วงที่ราคาวิ่งไปทางจริง

Forex ไม่มี Volume จริง แล้วอ่าน Wyckoff ได้ไหม

อ่านโครงของราคาได้ แต่หลักฐานฝั่ง Volume จะอ่อนลง tick volume นับจำนวนครั้งที่ราคาขยับในแท่ง บอกว่าตลาดคึกหรือเงียบได้คร่าว ๆ แต่ไม่ใช่ปริมาณเงินที่ซื้อขาย และแต่ละโบรกเกอร์นับไม่เท่ากัน จึงควรเทียบแท่งในกราฟเดียวกันเท่านั้น

ถ้าจะลองใช้ Spring ควรเริ่มยังไง

เขียนนิยามให้เป็นตัวเลขก่อน เช่น กรอบกี่แท่ง หลุดลงไปเท่าไร ต้องปิดกลับเข้ากรอบภายในกี่แท่ง แล้วจดสัญญาณล่วงหน้าทุกครั้ง วาง Stop loss ใต้จุดต่ำของ Spring คำนวณขนาด lot จากระยะนั้น และเทียบอัตราชนะกับจุดคุ้มทุน 1 ÷ (1 + RR) ไม่ใช่กับ 50%

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Keltner Channels คืออะไร สูตร EMA ± ATR ต่างจาก Bollinger และ Squeeze

Keltner Channels คือ EMA 20 บวกลบ 2 เท่า ATR อธิบายที่มา สูตรพร้อมตัวอย่างคำนวณ ความต่างจาก Bollinger Bands จังหวะ Squeeze และผลทดสอบบนข้อมูลสังเคราะห์

อ่าน 11 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟกลาง

Supertrend ทดสอบจริง: สูตรเต็ม ทำไมบนภาพดูแม่น และเจ็บตรงไหนในตลาดไซด์เวย์

สูตร Supertrend ทีละขั้น ค่า 10 กับ 3 ตัวอย่างคำนวณ ผลทดสอบบนราคาจำลอง 4 สภาพตลาดพร้อม spread และวิธีใช้เป็น Trailing stop คู่กับตัวกรองเทรนด์

อ่าน 13 นาที
กราฟ
วิเคราะห์กราฟขั้นสูง

ตลาดมีเทรนด์หรือแกว่งกลับ วัดด้วย Variance ratio และ Hurst exponent

ถ้าแต่ละแท่งไม่เกี่ยวกัน ความแปรปรวน k แท่งต้องเท่ากับ k เท่าของแท่งเดียว วิธีวัด VR และ Hurst ทดลองกับราคาจำลอง ค่าสั่นแค่ไหนบนข้อมูลสั้น และใช้เลือกกลยุทธ์

อ่าน 12 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์