คำนวณขนาดไม้คริปโต ยอมเสียเท่าเดิม แต่เหรียญแกว่งไม่เท่ากัน
ขนาดไม้คริปโต = เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop loss เป็นดอลลาร์ ตัวอย่าง BTC และ ETH ใช้ ATR% เทียบเหรียญ รวมค่าธรรมเนียมสองขาในความเสี่ยง และถือหลายเหรียญที่วิ่งไปด้วยกัน
- จำนวนเหรียญ = เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะจากราคาเข้าถึง Stop loss เป็นดอลลาร์ต่อเหรียญ
- ยอมเสียเท่ากัน Stop loss กว้างกว่า มูลค่าที่ซื้อก็ต้องเล็กลง มูลค่า = เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop loss เป็น %
- ค่าธรรมเนียมเกิดทั้งตอนเข้าและตอนออก ต้องบวกเข้าไปในความเสี่ยงก่อนคิดขนาด ยิ่ง Stop loss แคบ ค่าธรรมเนียมยิ่งกินสัดส่วนใหญ่
- ถือ BTC ETH และเหรียญอื่นพร้อมกัน ส่วนใหญ่คือการเดิมพันทางเดียว ควรนับความเสี่ยงรวมกัน
ในคริปโตไม่มี lot หรือ pip ให้คิด ขนาดไม้คือ จำนวนเหรียญ และคำถามที่ถูกไม่ใช่ “ซื้อเท่าไร” แต่เป็น “ถ้าราคาไปถึง Stop loss จะเสียเท่าไร” บทนี้คิดขนาดไม้ทีละขั้นด้วย BTC และ ETH ดูว่าทำไมเหรียญที่แกว่งแรงต้องซื้อน้อยลง แล้วเติมสามเรื่องที่คนมักลืม คือค่าธรรมเนียมสองขา ราคากระโดดข้าม Stop loss และการถือหลายเหรียญที่จริง ๆ วิ่งไปทางเดียวกัน
สูตรเดียวที่ต้องใช้
จำนวนเหรียญ = เงินที่ยอมเสีย ÷ (ราคาเข้า − ราคา Stop loss)
ตัวหารคือระยะ Stop loss เป็น ดอลลาร์ต่อหนึ่งเหรียญ ผลจึงออกมาเป็นจำนวนเหรียญตรง ๆ ส่วนเงินที่ยอมเสียมาจากทุนคูณ % ที่ยอมเสียต่อไม้ ดูที่มาของตัวเลข 1% ได้ใน เสี่ยงไม้ละ 1% และหลักเดียวกันฝั่ง Forex ใน คิด lot จากระยะ Stop loss
ทุกตัวอย่างในบทนี้ใช้ทุน 5,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% = 50 ดอลลาร์ต่อไม้ ราคาเหรียญทั้งหมดเป็น ราคาสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง และไม่ใช่การคาดการณ์ราคา
ตัวอย่าง BTC
ราคาสมมติ: เข้า BTC ที่ 60,000 ดอลลาร์ วาง Stop loss ใต้แนวรับที่ 58,200
- ระยะ Stop loss = 60,000 − 58,200 = 1,800 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (= 3% ของราคาเข้า)
- จำนวนเหรียญ = 50 ÷ 1,800 = 0.02778 BTC
- มูลค่าที่ซื้อ = 0.02778 × 60,000 ≈ 1,667 ดอลลาร์
เช็ก: ถ้าราคาลงถึง 58,200 จะเสีย 0.02778 × 1,800 ≈ 50 ดอลลาร์ ตรงกับที่ตั้งไว้ (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม ดูหัวข้อถัดไป)
ตัวอย่าง ETH
ราคาสมมติ: เข้า ETH ที่ 2,500 ดอลลาร์ วาง Stop loss ที่ 2,375
- ระยะ Stop loss = 2,500 − 2,375 = 125 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (= 5% ของราคาเข้า)
- จำนวนเหรียญ = 50 ÷ 125 = 0.4 ETH
- มูลค่าที่ซื้อ = 0.4 × 2,500 = 1,000 ดอลลาร์
เสี่ยงเท่ากัน 50 ดอลลาร์ทั้งสองไม้ แต่ซื้อ BTC ได้มูลค่า 1,667 ดอลลาร์ ขณะที่ ETH ได้แค่ 1,000 เพราะ Stop loss ของ ETH ห่างเป็น % มากกว่า
ทำไม Stop loss เป็น % ต่างกันในแต่ละเหรียญ
ถ้าหารสูตรด้านบนด้วยราคาเข้าทั้งสองฝั่ง จะได้อีกรูปหนึ่งที่ไม่ขึ้นกับราคาเหรียญเลย
มูลค่าที่ซื้อ = เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop loss เป็น %
เช่น 50 ÷ 3% = 1,667 และ 50 ÷ 5% = 1,000 ตรงกับสองตัวอย่างข้างบน ราคาเหรียญแพงหรือถูกไม่สำคัญ สิ่งที่กำหนดขนาดคือ Stop loss ห่างกี่ %
แล้วทำไมต้องห่างไม่เท่ากัน เพราะแต่ละเหรียญ แกว่งไม่เท่ากัน โดยทั่วไป BTC แกว่งเป็น % น้อยกว่า ETH และเหรียญเล็กที่สภาพคล่องน้อยมักแกว่งแรงกว่าอีก ถ้าใช้ Stop loss 3% กับเหรียญที่แกว่งปกติวันละ 7% ราคาจะเด้งไปโดน Stop loss จากการแกว่งธรรมดาแทบทุกวัน Stop loss ที่ห่างพอจึงต้องกว้างขึ้นตามความผันผวน และขนาดไม้ต้องเล็กลงตาม
ใช้ ATR% เทียบความแกว่งของแต่ละเหรียญ
ATR (Average True Range) คือความกว้างเฉลี่ยที่ราคาแกว่งต่อแท่ง ค่าเริ่มต้นคือ 14 แท่ง ใช้การเฉลี่ยแบบ Wilder อธิบายเต็มใน ATR วัดความผันผวน ATR เป็นหน่วยราคา ATR ของ BTC เป็นพันดอลลาร์ ของเหรียญราคา 10 ดอลลาร์ไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์ เทียบตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงเป็น % ของราคาก่อน
ATR% = ATR ÷ ราคา × 100
ตัวอย่างด้วยค่าสมมติ ATR(14) กราฟรายวัน และวาง Stop loss ห่าง 2 เท่า ATR ทุกเหรียญ เสี่ยง 50 ดอลลาร์เท่ากัน
| เหรียญ (สมมติ) | ราคา | ATR(14) | ATR% | SL 2×ATR | มูลค่าที่ซื้อได้ | จำนวนเหรียญ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| BTC | 60,000 | 1,800 | 3% | 6% | 833 USD | 0.0139 |
| ETH | 2,500 | 100 | 4% | 8% | 625 USD | 0.25 |
| เหรียญเล็ก A | 10.00 | 0.70 | 7% | 14% | 357 USD | 35.71 |
วิธีคิดแถว ETH: Stop loss = 2 × 100 = 200 ดอลลาร์ต่อเหรียญ จำนวน = 50 ÷ 200 = 0.25 ETH มูลค่า = 0.25 × 2,500 = 625 ดอลลาร์ = 50 ÷ 8% ตรงกัน
กฎง่าย ๆ ที่ได้จากตาราง: ATR% สูงกว่าสองเท่า มูลค่าที่ซื้อต้องเล็กลงราวครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้ Stop loss กี่เท่า ATR เท่ากัน ATR% ยังใช้เทียบเหรียญเดียวกันข้ามช่วงเวลาได้ด้วย เดือนที่ตลาดเงียบ ATR% ต่ำ ขนาดไม้ก็ใหญ่ขึ้นได้เอง เดือนที่ตลาดคึก ขนาดก็หดเองโดยเสี่ยงเท่าเดิม
ATR บอกแค่ว่าที่ผ่านมาแกว่งกว้างแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทางไหน และไม่ได้รับประกันว่าวันพรุ่งนี้จะแกว่งเท่าเดิม
ค่าธรรมเนียมสองขาต้องนับในความเสี่ยง
ทุกครั้งที่ไม้โดน Stop loss คุณจ่ายค่าธรรมเนียม สองครั้ง ตอนซื้อหนึ่งครั้ง ตอนขายออกอีกหนึ่งครั้ง กระดานส่วนใหญ่คิดเป็น % ของมูลค่าที่ซื้อขาย และคำสั่งที่จับคู่ทันที (taker) อย่าง Market order หรือ Stop market มักโดนอัตราสูงกว่าคำสั่งที่รออยู่ในกระดาน (maker) อัตราจริงแต่ละที่ไม่เท่ากัน ดูในหน้าค่าธรรมเนียมของกระดานที่ใช้
ตัวอย่างนี้ สมมติค่าธรรมเนียม taker 0.1% ต่อขา ใช้ไม้ BTC เดิม (เข้า 60,000 Stop loss 58,200)
ถ้าซื้อ 0.02778 BTC ตามสูตรเดิมโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม
- ค่าธรรมเนียมขาเข้า = 0.02778 × 60,000 × 0.1% ≈ 1.67 ดอลลาร์
- ค่าธรรมเนียมขาออกที่ Stop loss = 0.02778 × 58,200 × 0.1% ≈ 1.62 ดอลลาร์
- เสียรวม = 50.00 + 1.67 + 1.62 ≈ 53.28 ดอลลาร์ เกินที่ตั้งไว้ราว 6.6%
วิธีแก้คือบวกค่าธรรมเนียมต่อเหรียญเข้าไปในระยะ Stop loss
จำนวนเหรียญ = เงินที่ยอมเสีย ÷ [ระยะ Stop loss + ค่าธรรมเนียม% × (ราคาเข้า + ราคา Stop loss)]
- ค่าธรรมเนียมต่อเหรียญ = 0.1% × (60,000 + 58,200) = 118.2 ดอลลาร์
- ความเสี่ยงต่อเหรียญ = 1,800 + 118.2 = 1,918.2 ดอลลาร์
- จำนวนเหรียญ = 50 ÷ 1,918.2 ≈ 0.02607 BTC (มูลค่าราว 1,564 ดอลลาร์)
เช็ก: เสียจากราคา 0.02607 × 1,800 ≈ 46.92 บวกค่าธรรมเนียม ≈ 3.08 = 50.00 ดอลลาร์พอดี ใช้วิธีเดียวกันกับ ETH ในตัวอย่างแรกได้ 50 ÷ (125 + 4.875) ≈ 0.3850 ETH แทน 0.4
ค่าธรรมเนียมกินสัดส่วนของความเสี่ยงราว 2 × ค่าธรรมเนียม% ÷ ระยะ Stop loss% ที่ Stop loss 3% คือราว 0.2 ÷ 3 ≈ 7% (ค่าเต็ม 6.6%) แต่ถ้า Stop loss แคบแค่ 0.5% (เข้า 60,000 Stop loss 59,700) ค่าธรรมเนียมต่อเหรียญ 119.7 ดอลลาร์ เทียบกับระยะ 300 ดอลลาร์ เท่ากับราว 40% ของระยะ Stop loss นี่คือเหตุผลที่การเทรดสั้นมากด้วย Stop loss แคบในคริปโตแพงกว่าที่คิด แนวคิดเดียวกับ spread ใน ค่า spread ต่อไม้
เครื่องคำนวณ ขนาดเหรียญคริปโต ของเว็บคิดจากระยะราคาอย่างเดียว ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม ถ้าจะใช้ ให้ลดเงินที่ยอมเสียที่กรอกลงตามสัดส่วนข้างบนก่อน
ตลาด 24/7 และราคากระโดดข้าม Stop loss
คริปโตเปิดตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน จึงไม่มีช่องว่างวันจันทร์แบบ Forex ที่ปิดเสาร์อาทิตย์ แต่ไม่ได้แปลว่าราคาจะลื่นทุกจุด ช่วงกลางคืนและวันหยุดสภาพคล่องมักบางลง ข่าวใหญ่ที่ออกตอนคุณหลับทำให้ราคาวิ่งผ่านหลายระดับในเวลาสั้น และกระดานอาจปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว
ผลคือ Stop loss ไม่ได้รับประกันราคา Stop market จะขายที่ราคาถัดไปที่มีคนรับ ซึ่งอาจแย่กว่า Stop loss ที่ตั้ง ส่วน Stop limit กำหนดราคาต่ำสุดได้ แต่ถ้าราคาวิ่งผ่านไปเร็ว คำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่เลยและไม้ยังเปิดค้าง ดูความต่างของคำสั่งแต่ละแบบใน ประเภทคำสั่งซื้อขาย
ขนาดไม้คิดจาก Stop loss แต่ความเสียหายจริงในวันที่ตลาดกระโดดอาจมากกว่านั้น เหรียญที่สภาพคล่องบางยิ่งต้องเผื่อมาก
วิธีเผื่อแบบง่าย: เสี่ยงต่อไม้ในเหรียญเล็กน้อยกว่าใน BTC หรือ ETH และไม่ถือไม้ใหญ่ข้ามคืนถ้ารับการกระโดดไม่ได้
BTC + ETH + เหรียญอื่น ส่วนใหญ่คือเดิมพันเดียว
เหรียญส่วนใหญ่มักเคลื่อนไหวไปทางเดียวกับ BTC โดยเฉพาะวันที่ตลาดร่วงแรง ซึ่งเป็นวันที่ Stop loss ทำงานพร้อมกันหลายตัว ถ้าเปิด BTC ETH และเหรียญเล็ก A ไม้ละ 50 ดอลลาร์ พร้อมกันในทิศเดียว ในวันแบบนั้นอาจเสียครบ 150 ดอลลาร์ หรือ 3% ของทุนในคราวเดียว แม้แต่ละไม้จะ “เสี่ยงแค่ 1%”
วิธีคิดที่ปลอดภัยกว่า: ตั้งเพดานความเสี่ยงรวมของไม้คริปโตที่ไปทางเดียวกันก่อน แล้วค่อยแบ่ง เช่น ถ้าตั้งเพดานรวมไว้ 2% = 100 ดอลลาร์ แบ่ง 3 ไม้ได้ไม้ละราว 33.33 ดอลลาร์ ตัวเลข 2% เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน เพดานรวมนี้ใช้คู่กับ เพดานขาดทุนต่อวัน ได้ดี
Stop loss บน Spot กับ Futures
Spot คือซื้อเหรียญจริง ขาดทุนสูงสุดคือเงินที่ซื้อ ไม่มี liquidation คำสั่ง Stop ที่มีให้ต่างกันไปตามกระดาน บางที่มีแค่ Stop limit หรือ OCO บางที่มี Stop market ด้วย เช็กก่อนว่าที่ใช้มีแบบไหน และ Stop ที่ตั้งไว้ถูกส่งเข้ากระดานจริงหรือยัง
Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึง Perpetual) ใช้ Leverage และเปิด Short ได้ สูตรขนาดไม้ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง Leverage เปลี่ยนแค่เงินประกันที่ต้องวาง เช่น ไม้ 0.02607 BTC มูลค่าราว 1,564 ดอลลาร์ ที่ Leverage 5 เท่า วางเงินประกันราว 312.79 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาถึง Stop loss ก็ยังเสียราว 50 ดอลลาร์เท่าเดิม
สิ่งที่ต้องเช็กเพิ่มบน Futures
- ราคา liquidation ต้องอยู่ไกลกว่า Stop loss มาก ถ้าอยู่ใกล้กว่า ระบบจะบังคับปิดก่อน Stop loss จะทำงาน ดูกลไกใน Leverage, margin และ stop out
- ราคาที่ใช้ทริกเกอร์ บางกระดานให้เลือกว่า Stop ใช้ราคาซื้อขายล่าสุดหรือ mark price ผลอาจต่างกันในตลาดที่วิ่งเร็ว
- Funding fee ของ Perpetual จ่ายหรือรับเป็นรอบตราบที่ถือไม้อยู่ ถือนานต้องนับเป็นต้นทุนด้วย อ่านต่อใน Perpetual futures และ funding
รอบ funding อัตราค่าธรรมเนียม และวิธีคิด liquidation ต่างกันไปตามกระดานและสัญญา ดูในเอกสารสัญญา (contract specification) ของที่ใช้จริง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดขนาดจากเงินที่มี ไม่ใช่จากเงินที่ยอมเสีย เช่น ซื้อ 1,000 ดอลลาร์ทุกไม้ ทำให้ไม้ที่ Stop loss กว้างเสี่ยงมากกว่าไม้ที่แคบหลายเท่า
- ใช้ Stop loss % เท่ากันทุกเหรียญ เหรียญที่แกว่งแรงจะโดน Stop loss จากการแกว่งปกติ ใช้ ATR% ดูก่อน
- บีบ Stop loss ให้แคบเพื่อซื้อได้มากขึ้น ความเสี่ยงเป็นดอลลาร์เท่าเดิม แต่โอกาสโดน Stop loss สูงขึ้น และค่าธรรมเนียมกินสัดส่วนใหญ่ขึ้น
- ลืมค่าธรรมเนียมขาออก ไม้ที่ตั้งใจเสีย 50 เสียจริงเกิน 50 ทุกครั้ง
- นับ Leverage เป็นตัวลดความเสี่ยง Leverage ลดเงินประกัน ไม่ได้ลดเงินที่เสียที่ Stop loss
- ถือหลายเหรียญแล้วคิดว่ากระจายความเสี่ยง ส่วนใหญ่ยังวิ่งตาม BTC ให้นับความเสี่ยงรวม
- ไม่จดผลจริงเทียบกับที่คำนวณ จด slippage และค่าธรรมเนียมจริงไว้ใน บันทึกการเทรด จะรู้ว่าต้องเผื่อเท่าไรสำหรับเหรียญที่เทรด
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ Leverage แล้วต้องคิดขนาดไม้ต่างไปไหม
ไม่ต่าง ขนาดยังคิดจากเงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop loss เหมือนเดิม Leverage แค่ลดเงินประกันที่ต้องวางไว้ ไม่ได้ลดเงินที่เสียเมื่อราคาถึง Stop loss สิ่งที่ต้องเช็กเพิ่มคือราคา liquidation ต้องอยู่ไกลกว่า Stop loss มาก
Stop loss ควรห่างกี่ % สำหรับคริปโต
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกเหรียญ เพราะแต่ละเหรียญแกว่งไม่เท่ากัน วิธีที่ใช้กันคือวางตามโครงสร้างกราฟหรือตามความผันผวน เช่น 1.5–3 เท่า ATR แล้วปล่อยให้ขนาดไม้ปรับตาม ไม่ใช่บีบ Stop loss ให้แคบเพื่อซื้อได้มากขึ้น
เครื่องคำนวณคริปโตของเว็บรวมค่าธรรมเนียมหรือยัง
ยังไม่รวม มันคำนวณจากระยะราคาอย่างเดียว ถ้าจะรวมค่าธรรมเนียม ให้ใส่เงินที่ยอมเสียลดลงตามสัดส่วนในบทนี้ หรือใช้สูตรที่บวกค่าธรรมเนียมเข้าไปในระยะ Stop loss
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด