Yield ใน DeFi มาจากไหน: Liquidity pool, Impermanent loss, Staking และการให้กู้
ผลตอบแทนคริปโตไม่ได้มาฟรี อธิบายพูล x·y=k สูตร Impermanent loss ค่าธรรมเนียมที่ต้องได้ถึงจะคุ้ม Real yield ของ Staking การโดน Liquidate และความเสี่ยงโค้ดถูกแฮ็ก
- วางเหรียญในพูลแบบ x·y=k แล้วราคาขยับ จะได้มูลค่าน้อยกว่าถือเฉย ๆ เสมอ ราคา ×2 หรือ ×0.5 เสีย 5.72% ราคา ×4 เสีย 20%
- ค่าธรรมเนียมที่ต้องเก็บได้ถึงจะเท่าถือเฉยคือ ½(√r − 1)² ของเงินฝาก ราคา ×2 ต้องได้ 8.58% ราคา ×4 ต้องได้ 50%
- Concentrated liquidity ขยายทั้งค่าธรรมเนียมและ IL พร้อมกัน ในตัวอย่างช่วง 80–125 IL ที่ขอบช่วงโตจาก 0.62% เป็น 5.87%
- รางวัล Staking 5% ในเครือข่ายที่เหรียญเฟ้อ 4% ต่อปี เพิ่มส่วนแบ่งจริงแค่ราว 0.96%
- ทุก yield มีคนจ่าย ถ้าตอบไม่ได้ว่าใคร ก็อาจเป็นเงินของเราเองที่ถูกจ่ายออกไป
คำว่า Yield ในคริปโตหมายถึงผลตอบแทนที่ได้จากการเอาเหรียญไปวางไว้ที่ไหนสักแห่ง เช่น พูลสภาพคล่อง ระบบ Staking หรือแพลตฟอร์มให้กู้ ตัวเลขบนหน้าจอดูเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก แต่กลไกข้างหลังต่างกันมาก ทุก yield มีคนจ่าย และมีต้นทุนที่ไม่ได้โชว์บนป้าย บทนี้ไล่ทีละแหล่ง คำนวณตัวเลขให้ดูทุกขั้น และจบด้วยกติกาที่ใช้ตรวจ yield ได้เอง ถ้ายังไม่คุ้นกับตลาดคริปโต อ่าน คริปโตต่างจาก Forex อย่างไร ก่อน
yield มาจาก 5 แหล่ง
| แหล่ง yield | ใครจ่าย | ต้นทุนที่คนรับ yield แบก |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียมการเทรดในพูล | คนที่มาแลกเหรียญ (Swap) | Impermanent loss, ความเสี่ยงโค้ด |
| ดอกเบี้ยเงินกู้ | ผู้กู้ | หลักประกันไม่พอจ่ายหนี้ (Bad debt), ถอนไม่ได้ตอนเงินถูกกู้ไปหมด |
| รางวัล Staking | เครือข่ายพิมพ์เหรียญใหม่ บวกค่าธรรมเนียมธุรกรรม | เหรียญเฟ้อ, ล็อกเหรียญ, โดนหักเหรียญ (Slashing) |
| เหรียญรางวัลแจก (Emissions) | โปรเจกต์พิมพ์เหรียญของตัวเองแจก | ราคาเหรียญรางวัลร่วงเมื่อคนรับแล้วขาย |
| เงินของคนฝากรายใหม่ | คนที่มาทีหลัง | แชร์ลูกโซ่ ล้มเมื่อเงินใหม่หยุดไหล |
แหล่งที่ 1–3 เป็นรายได้จากกิจกรรมจริง แหล่งที่ 4 เป็นการแจกที่อยู่ได้นานเท่าที่ราคาเหรียญรางวัลยังมีคนรับซื้อ แหล่งที่ 5 คือสิ่งที่อธิบายไว้ใน สัญญาณเตือนมิจฉาชีพ ผลตอบแทนคงที่สูง ๆ ที่อธิบายที่มาไม่ได้ มักอยู่ในกลุ่มนี้
ถ้าไม่รู้ว่า yield มาจากไหน yield ก็คือเรา
อีกแหล่งที่เทรดเดอร์ใช้คือรับ Funding จากสัญญา Perpetual โดยถือเหรียญจริงคู่กับเปิด Short (อ่าน Perpetual futures และ Funding) ผู้จ่ายคือฝั่ง Long ที่ยอมจ่ายเพื่อถือ Leverage และ Funding กลับทิศได้ บทนี้เน้นสามแหล่งแรก
Liquidity pool: ตลาดที่ไม่มีคนตั้งราคา
กระดานเทรดทั่วไปจับคู่คำสั่งซื้อกับคำสั่งขาย ส่วนกระดานแบบกระจายศูนย์ (DEX) จำนวนมากใช้ Liquidity pool คือกองเหรียญสองชนิดที่คนทั่วไปเอามาวางร่วมกัน เรียกว่า LP (Liquidity provider) ใครอยากแลกก็แลกกับกองนี้ ส่วน LP ได้ค่าธรรมเนียมเป็นสัดส่วนตามส่วนแบ่งของตัวเอง
แบบพื้นฐานที่สุดคือ Constant product กติกาเดียวคือ จำนวนเหรียญ A (x) คูณจำนวนเหรียญ B (y) ต้องเท่าเดิม
x · y = k
ราคาในพูลคือ y ÷ x ใครซื้อ A ออกไป x ลด y เพิ่ม ราคา A ในพูลจึงสูงขึ้นเอง เมื่อราคาข้างนอกเปลี่ยน จะมีคนทำ Arbitrage (ซื้อที่ถูกไปขายที่แพง) แลกกับพูลจนราคาในพูลเท่าข้างนอก ผลคือพูล ขายเหรียญที่กำลังขึ้นออกไป และรับเหรียญที่กำลังลงเข้ามา ตลอดทาง และส่วนต่างนั้นตกเป็นของคนทำ Arbitrage
ตัวอย่างคำนวณ: ราคาขึ้น 2 เท่า
ฝาก 10,000 ดอลลาร์ ครึ่งต่อครึ่ง เหรียญ A ราคา 100 ดอลลาร์ 50 เหรียญ กับ Stablecoin 5,000 (ตัวเลขสมมุติ ไม่คิดค่าธรรมเนียม)
- k = 50 × 5,000 = 250,000
- ราคา A ขึ้นเป็น 200 ในพูลต้องได้ y ÷ x = 200 และ x · y = 250,000 แก้ได้ x = √(250,000 ÷ 200) = 35.355 เหรียญ และ y = √(250,000 × 200) = 7,071.07
- มูลค่า LP = 35.355 × 200 + 7,071.07 = 14,142.14
- ถ้าถือเฉย ๆ (HODL) 50 × 200 + 5,000 = 15,000
- ส่วนต่าง = 14,142.14 ÷ 15,000 − 1 = −5.72% หรือ 857.86 ดอลลาร์
ส่วนต่างนี้เรียกว่า Impermanent loss (IL) พูลขาย A ไป 14.645 เหรียญระหว่างทางขึ้น ในราคาเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 200
สูตร Impermanent loss
ให้ r = ราคาตอนนี้ ÷ ราคาตอนฝาก (ของเหรียญหนึ่งเทียบอีกเหรียญ) สำหรับพูล 50/50 แบบ x·y=k
IL = 2√r ÷ (1 + r) − 1
ตรวจกับตัวอย่าง r = 2: 2 × 1.4142 ÷ 3 − 1 = −5.72% ตรงกัน ตัวเลขทุกแถวในตารางคำนวณจากเงินฝาก 10,000 ดอลลาร์ ด้วย node
| ราคา A เทียบตอนฝาก | มูลค่า LP | ถือเฉย 50/50 | IL | LP เทียบถือเงินสด 10,000 |
|---|---|---|---|---|
| ×0.5 | 7,071.07 | 7,500.00 | −5.72% | −29.29% |
| ×1.25 | 11,180.34 | 11,250.00 | −0.62% | +11.80% |
| ×2 | 14,142.14 | 15,000.00 | −5.72% | +41.42% |
| ×4 | 20,000.00 | 25,000.00 | −20.00% | +100.00% |
สามเรื่องที่ตารางบอก
- IL ไม่สนทิศ ราคา ×2 กับ ×0.5 เสียเท่ากัน วัดจากว่าราคาขยับไกลแค่ไหน ไม่ใช่ขึ้นหรือลง
- IL โตเร็วกว่าเส้นตรง ×1.25 เสียแค่ 0.62% แต่ ×4 เสีย 20%
- LP ยังรับความเสี่ยงราคาเต็ม ๆ คอลัมน์สุดท้ายเทียบกับถือเงินสด ราคาลงครึ่ง LP หายไป 29.29% การวางพูลไม่ใช่การฝากเงินรับดอกเบี้ย
ค่าธรรมเนียมต้องได้เท่าไรถึงคุ้ม
LP หวังว่าค่าธรรมเนียมจะชนะ IL ส่วนต่างระหว่างถือเฉยกับ LP เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของเงินฝากตอนแรก จัดรูปได้สั้นมาก
ค่าธรรมเนียมที่ต้องได้ = ½ × (√r − 1)² ของเงินฝาก
- ×1.25: ½ × (1.1180 − 1)² = 0.70% (69.66 จาก 10,000)
- ×0.5: ½ × (0.7071 − 1)² = 4.29% (428.93)
- ×2: ½ × (1.4142 − 1)² = 8.58% (857.86 ตรงกับตัวอย่างด้านบน)
- ×4: ½ × (2 − 1)² = 50% (5,000)
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่า Gas (ค่าธุรกรรมบนบล็อกเชน) ตอนฝากและถอน ข้อสังเกตสำคัญคือ คู่เหรียญที่ราคาวิ่งเป็นเทรนด์แรงทางเดียวเป็นศัตรูของ LP ค่าธรรมเนียมที่ได้มาจากปริมาณเทรด ส่วน IL มาจากระยะทางที่ราคาเดินไป ช่วงที่ราคาแกว่งไปกลับในกรอบแคบ LP ได้ค่าธรรมเนียมโดยแทบไม่เสีย IL ช่วงที่ราคาวิ่งทางเดียวไกล ๆ ตรงกันข้าม ความผันผวนของคริปโตที่หางยาว (อ่าน หางอ้วนและ Black swan) ทำให้การเดินไกลแบบ ×2 ×4 ไม่ใช่เรื่องหายาก
Concentrated liquidity ขยายทั้งสองฝั่ง
พูลรุ่นใหม่หลายแบบให้ LP เลือกช่วงราคาที่จะวางเหรียญ เรียกว่า Concentrated liquidity เงินก้อนเดียวกันจึงให้สภาพคล่องในช่วงนั้นได้หนาขึ้นหลายเท่า แลกกับ IL ที่หนักขึ้นในอัตราเดียวกันโดยประมาณ คล้ายการใช้ Leverage กับตำแหน่ง LP
ตัวอย่างคำนวณด้วยสูตรของพูลแบบช่วงราคา ฝาก 10,000 ดอลลาร์ ราคาเริ่ม 100 ช่วง 80–125 (กว้างเท่ากันทั้งสองข้างในเชิงสัดส่วน คือ ÷1.25 และ ×1.25)
- สภาพคล่องต่อดอลลาร์ หนากว่าแบบเต็มช่วงราว 9.47 เท่า ถ้าส่วนแบ่งปริมาณเทรดเป็นไปตามความหนานี้ ค่าธรรมเนียมต่อดอลลาร์ระหว่างที่ราคาอยู่ในช่วงก็สูงกว่าราว 9.47 เท่า
- ราคาไปแตะ 125 IL = −5.87% ขณะที่แบบเต็มช่วงเสียแค่ −0.62% ที่ราคาเดียวกัน
- ราคาเกิน 125 ตำแหน่งกลายเป็น Stablecoin ทั้งหมด (10,590.17) หยุดได้ค่าธรรมเนียม และไม่ได้กำไรจากราคาที่ขึ้นต่อ ที่ราคา 200 IL เป็น −29.40% เทียบกับ −5.72% ของแบบเต็มช่วง
- ราคาต่ำกว่า 80 ตำแหน่งกลายเป็นเหรียญ A ทั้งหมด (105.9 เหรียญ) คือซื้อเหรียญที่ลงไว้จนเต็มมือ
ช่วงแคบจึงเหมาะกับคนที่เฝ้าและย้ายช่วงได้ และการย้ายช่วงแต่ละครั้งคือการล็อก IL เป็นขาดทุนจริงบวกค่า Gas ตัวเลข APY ของช่วงแคบที่โชว์อยู่ มักคิดจากช่วงเวลาที่ราคายังอยู่ในกรอบ
Staking yield กับเหรียญเฟ้อ: Real yield
Staking คือการล็อกเหรียญไว้ช่วยยืนยันธุรกรรมของเครือข่ายแบบ Proof of Stake รางวัลส่วนใหญ่มาจากเหรียญที่เครือข่ายพิมพ์ใหม่ บวกค่าธรรมเนียมบางส่วน ถ้ารางวัลมาจากการพิมพ์ คนที่ไม่ได้ Stake ก็โดนเจือจางส่วนแบ่ง (Dilution) ส่วนคนที่ Stake ได้แค่รักษาส่วนแบ่งไว้
ตัวอย่างตัวเลขสมมุติ รางวัล 5% ต่อปี จำนวนเหรียญทั้งระบบเพิ่ม 4% ต่อปี
- ส่วนแบ่งของคน Stake เปลี่ยนไป = 1.05 ÷ 1.04 − 1 = +0.96%
- ส่วนแบ่งของคนไม่ Stake = 1 ÷ 1.04 − 1 = −3.85%
5% บนหน้าจอจึงเป็น “ส่วนแบ่งจริงเพิ่ม” ไม่ถึง 1% ส่วนที่เหลือเป็นการชดเชยเงินเฟ้อของเหรียญเอง ส่วนที่เรียกว่า Real yield คือรางวัลที่มาจากค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายจริง ไม่ใช่จากการพิมพ์เหรียญ และทั้งหมดนี้ยังวัดเป็นจำนวนเหรียญ ถ้าราคาเหรียญลง 30% รางวัลเป็นเหรียญไม่ได้ช่วยอะไรมาก ความเสี่ยงอื่นของ Staking คือช่วงรอถอน (Unbonding) ที่ขายไม่ได้ทันที การโดนหักเหรียญถ้าผู้ตรวจสอบ (Validator) ทำผิดกติกา และเหรียญตัวแทน Staking ที่ซื้อขายได้ ก็อาจซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าจริงในวันที่คนแห่ขาย
การให้กู้: ดอกเบี้ยมาจากผู้กู้ และผู้กู้โดน Liquidate ได้
แพลตฟอร์มให้กู้แบบ DeFi ให้คนฝากเหรียญรับดอกเบี้ย และให้อีกคนวางหลักประกันแล้วกู้ออกไป ดอกเบี้ยมักขึ้นตามสัดส่วนเงินที่ถูกกู้ (Utilization) ผู้กู้ต้องวางหลักประกันมากกว่ายอดกู้ และระบบใช้ Health factor ตัดสินว่าจะโดนบังคับขาย (Liquidate) เมื่อไร
Health factor = มูลค่าหลักประกัน × Liquidation threshold ÷ หนี้
ตัวอย่าง วางหลักประกัน 10,000 ดอลลาร์ กู้ Stablecoin 6,000 Liquidation threshold 80% (ค่านี้ต่างกันไปตามแพลตฟอร์มและเหรียญ เช็กในเอกสารของแต่ละที่)
- Health factor = 10,000 × 0.8 ÷ 6,000 = 1.33
- โดน Liquidate เมื่อ Health factor ต่ำกว่า 1 คือหลักประกันเหลือ 6,000 ÷ 0.8 = 7,500
- หลักประกันลง 25% ก็โดนแล้ว ถ้ากู้ 7,000 แทน ลงแค่ 12.5%
ตอนโดน Liquidate ระบบขายหลักประกันบางส่วนให้คนมาปิดหนี้ พร้อมค่าปรับที่ต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม ฝั่งคนฝาก ความเสี่ยงคือราคาหลักประกันร่วงเร็วจนขายไม่ทัน เกิดหนี้เสียที่ไม่มีใครจ่าย และช่วงที่เงินถูกกู้ไปเกือบหมด คนฝากอาจถอนไม่ได้จนกว่าจะมีคนคืนหนี้ หลักคิดเรื่องระยะห่างจากจุดโดนบังคับขายเหมือนกับ Leverage, Margin และ Stop out
ความเสี่ยงที่ไม่อยู่ในสูตร: โค้ด Oracle และ Bridge
ทุกอย่างข้างบนทำงานด้วย Smart contract โค้ดที่รันบนบล็อกเชน ถ้าโค้ดมีช่องโหว่ เงินในพูลหายได้ทั้งก้อนในธุรกรรมเดียว และส่วนใหญ่ไม่มีใครเรียกคืนให้ ช่องทางที่พบบ่อย
- บั๊กในโค้ด การผ่าน Audit ลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้รับประกัน โปรเจกต์ที่ผ่าน Audit แล้วถูกแฮ็กมีให้เห็นหลายครั้ง
- Oracle แหล่งราคาที่ระบบใช้ตัดสินการ Liquidate ถ้าถูกปั่นราคาในตลาดที่สภาพคล่องบาง ระบบอาจปล่อยกู้หรือบังคับขายผิดราคา
- กุญแจผู้ดูแล หลายโปรเจกต์มีกุญแจที่อัปเกรดหรือหยุดสัญญาได้ ถ้ากุญแจหลุด หรือทีมตั้งใจเชิดเงินหนี (Rug pull) ก็จบ
- Bridge สะพานโอนเหรียญข้ามเชนเก็บเหรียญจำนวนมากไว้ที่จุดเดียว ในปี 2022 มีสะพานหลายแห่งถูกแฮ็ก บางครั้งเสียหายหลักร้อยล้านดอลลาร์ เหรียญที่ “ห่อ” ข้ามมาจะมีค่าเท่าที่สะพานยังค้ำได้
ความเสี่ยงพวกนี้นาน ๆ เกิดที ไม่ได้ออกมาในรูปความผันผวนรายวัน แต่เมื่อเกิดก็เสียหมด ซ้อนกันกับความเสี่ยงกระดานและ Stablecoin ใน ความเสี่ยงคริปโตที่ไม่ใช่ราคา ทางรับมือเดียวที่ใช้ได้จริงคือคุมขนาดเงินที่วางไว้ในแต่ละที่
กติกาตรวจ yield ก่อนวางเงิน
- ตอบให้ได้ว่าใครจ่าย ค่าธรรมเนียมจากคนเทรด ดอกเบี้ยจากผู้กู้ เหรียญพิมพ์ใหม่ หรือเงินคนมาทีหลัง ถ้าตอบไม่ได้ ไม่วาง
- แยก yield เป็นส่วน ค่าธรรมเนียมจริงกี่ % เหรียญรางวัลกี่ % ส่วนที่เป็นเหรียญรางวัล ให้คิดว่าราคาอาจลดลงมาก
- คำนวณ IL ก่อน ไม่ใช่หลัง ถามตัวเองว่าคู่นี้ขยับ ×2 ได้ไหมในช่วงที่จะวาง แล้วค่าธรรมเนียมถึง 8.58% ของเงินฝากไหม
- เทียบกับทางเลือกที่ง่ายกว่า LP เทียบกับถือเฉย Staking เทียบกับเงินเฟ้อของเหรียญ ไม่ใช่เทียบกับศูนย์
- คุมขนาดตามความเสี่ยงโค้ด ใช้เงินที่เสียทั้งก้อนแล้วไม่กระทบชีวิต และแบ่งหลายที่
- ระวังตัวเลข APY ตัวเลขช่วงสั้นคูณขึ้นเป็นปีไม่ใช่สิ่งที่จะได้จริง และไม่มีใครรับประกันผลตอบแทนใน DeFi ได้
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่าวางพูลคือฝากเงินรับดอกเบี้ย LP ยังรับความเสี่ยงราคาเต็ม ราคาลงครึ่ง มูลค่าหาย 29.29% ก่อนบวกค่าธรรมเนียม
- ดูแค่ค่าธรรมเนียม ไม่ดู IL ค่าธรรมเนียมเห็นทุกวัน IL เห็นตอนถอน
- เลือกช่วงแคบเพราะ APY สูงสุด ช่วงแคบคือ Leverage ราคาหลุดกรอบแล้วเหลือแต่เหรียญที่แย่กว่า และไม่ได้ค่าธรรมเนียม
- นับรางวัล Staking เป็นกำไรเต็ม ๆ ลืมหักเงินเฟ้อของเหรียญและราคาเหรียญที่เปลี่ยน
- กู้ใกล้เพดาน Health factor 1.14 โดน Liquidate เมื่อหลักประกันลงแค่ 12.5% ซึ่งคริปโตลงได้ในวันเดียว
- เชื่อ Audit เป็นใบรับประกัน Audit เป็นการตรวจ ณ เวลาหนึ่ง โค้ดและการตั้งค่าเปลี่ยนได้ภายหลัง
คำถามที่พบบ่อย
Impermanent loss หายไปได้จริงไหม
หายได้ถ้าราคากลับมาที่อัตราส่วนเดียวกับตอนฝาก จึงเรียกว่า Impermanent แต่ถ้าถอนตอนราคาห่างจากจุดเดิม ส่วนที่เสียจะกลายเป็นขาดทุนจริงทันที และไม่มีอะไรรับประกันว่าราคาจะกลับมา
พูล Stablecoin คู่ Stablecoin ไม่มี Impermanent loss ใช่ไหม
ตราบที่ทั้งสองตัวอยู่ใกล้ 1 ดอลลาร์ IL แทบเป็นศูนย์ แต่ถ้าตัวหนึ่งหลุด Peg พูลจะขายตัวที่ยังดีออกและรับตัวที่หลุดเข้ามา คนวางสภาพคล่องจะถือตัวที่หลุดเต็มมือ นี่คือความเสี่ยงหลักของพูลแบบนี้
APY สูงแปลว่าน่าฝากไหม
ไม่ได้แปลอย่างนั้น ตัวเลข APY มักคิดจากช่วงสั้น ๆ ที่ผ่านมา และมักรวมเหรียญรางวัลที่ราคาลงได้ ถามก่อนว่าใครจ่าย จ่ายด้วยอะไร และเราแบกความเสี่ยงอะไรแลกมา
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด