เรียนรู้ › คริปโต

ความเสี่ยงคริปโตที่ไม่ใช่ราคา: กระดานล้ม กระเป๋า Seed phrase และ Stablecoin

เหรียญไม่ได้หายเพราะราคาอย่างเดียว อธิบายความเสี่ยงการฝากเหรียญ Hot กับ Cold wallet, Proof of reserves, Stablecoin หลุด Peg, โอนผิดเครือข่าย และสแกมขอ Approve

กลาง อ่าน 13 นาที 21 ตุลาคม 2569

อ่านจบแล้วจะรู้
  • เหรียญบนกระดานเทรดคือสิทธิเรียกร้องต่อกระดาน ไม่ใช่เหรียญที่เราถือเอง ถ้ากระดานล้มหรือระงับการถอน เราเป็นแค่เจ้าหนี้
  • ถือกุญแจเองย้ายความเสี่ยงจากกระดานมาที่ตัวเรา ทำ Seed phrase หายหรือโดนหลอกเซ็น ไม่มีใครกู้คืนให้
  • Proof of reserves บอกว่าวันนั้นมีเหรียญอยู่ในกระเป๋าที่ระบุ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระดานไม่มีหนี้ก้อนอื่น
  • Stablecoin มี 3 แบบ แต่ละแบบหลุด Peg ด้วยเหตุต่างกัน แบบอัลกอริทึมคือแบบที่พังมาแล้วจนเกือบเป็นศูนย์
  • แบ่งเงินหลายที่ไม่ได้ลดความเสียหายเฉลี่ย แต่ลดความเสียหายก้อนใหญ่ในปีที่โชคร้าย

เวลาคิดถึงความเสี่ยงคริปโต คนส่วนใหญ่นึกถึงราคาที่แกว่ง 10% ในวันเดียว แต่มีอีกกลุ่มความเสี่ยงที่ทำให้เงินหายได้แม้ราคาไม่ขยับเลย คือ เหรียญอยู่ที่ไหน ใครถือกุญแจ และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเงินดอลลาร์นั้นค้ำด้วยอะไร บทนี้ไล่ทีละเรื่อง ตั้งแต่กระดานเทรด กระเป๋า Seed phrase, Proof of reserves, บัญชี Earn, Stablecoin ไปจนถึงความผิดพลาดตอนโอนและสแกมขอ Approve แล้วคำนวณให้ดูว่าการแบ่งเงินหลายที่ช่วยอะไรได้จริงและช่วยอะไรไม่ได้ ถ้ายังไม่คุ้นกับตลาดคริปโต อ่าน คริปโตต่างจาก Forex อย่างไร ก่อน

“Not your keys, not your coins” แปลว่าอะไร

เหรียญคริปโตไม่ได้อยู่ในกระเป๋า มันเป็นยอดบนบล็อกเชนที่ผูกกับที่อยู่ (Address) ใครถือ Private key (กุญแจลับ) ของที่อยู่นั้น คนนั้นสั่งโอนได้ จบแค่นั้น ไม่มีธนาคารให้โทรไปยกเลิก

พอฝากเหรียญไว้บนกระดานเทรด กุญแจอยู่กับกระดาน ตัวเลขในแอปคือ สิ่งที่กระดานบอกว่าติดเราอยู่ กระดานมักรวมเหรียญของลูกค้าทุกคนไว้ในกระเป๋าใหญ่ไม่กี่ใบ ยอดของแต่ละคนเป็นแค่บัญชีในฐานข้อมูลของกระดาน ปกติก็ถอนได้ตามนั้น แต่ในวันที่กระดานขาดสภาพคล่อง ถูกแฮ็ก หรือถูกทางการสั่งระงับ ตัวเลขในแอปไม่ได้แปลว่าเราจะได้เหรียญคืน

ถ้ากุญแจไม่ใช่ของเรา เหรียญก็ไม่ใช่ของเราจริง เราถือแค่สัญญาว่าจะได้คืน และสัญญานั้นดีเท่ากับคนที่ให้สัญญา

นี่ไม่ใช่ความกลัวลอย ๆ ตลาดคริปโตมีกระดานเทรดรายใหญ่ล้มมาแล้วหลายครั้ง ครั้งที่คนจำได้มากที่สุดคือปลายปี 2022 ที่กระดานระดับโลกแห่งหนึ่งหยุดให้ถอนภายในไม่กี่วัน แล้วยื่นล้มละลาย ลูกค้าต้องรอกระบวนการทางกฎหมายนานเป็นปี ในปีเดียวกันแพลตฟอร์มให้กู้และรับฝากคริปโตหลายแห่งก็ระงับการถอนแล้วล้มตามกัน

กระดานเทรด Hot wallet หรือ Cold wallet

Hot wallet คือกระเป๋าที่กุญแจอยู่บนอุปกรณ์ที่ต่ออินเทอร์เน็ต เช่น แอปมือถือหรือส่วนขยายเบราว์เซอร์ Cold wallet คือกระเป๋าที่สร้างและเก็บกุญแจแบบออฟไลน์ เช่น อุปกรณ์เฉพาะ (Hardware wallet) ที่เซ็นธุรกรรมในตัวเครื่อง กุญแจไม่ออกมาสู่คอมพิวเตอร์เลย

ฝากความเชื่อใจไว้กับคนอื่น รับผิดชอบกุญแจเองทั้งหมด เก็บบนกระดานเทรด กุญแจ: กระดานถือ สะดวก: มากที่สุด เสี่ยง: กระดานล้ม ถูกระงับถอน ถูกแฮ็ก เหมาะ: เงินที่กำลังเทรด Hot wallet กุญแจ: เราถือ บนเครื่องออนไลน์ สะดวก: ปานกลาง เสี่ยง: มัลแวร์ ฟิชชิ่ง เซ็นอนุมัติสัญญาอันตราย เหมาะ: เงินใช้จ่ายจำนวนน้อย Cold wallet กุญแจ: เราถือ แบบออฟไลน์ สะดวก: น้อย ต้องใช้อุปกรณ์ เสี่ยง: ทำ Seed phrase หาย ไม่มีใครกู้คืนให้ เหมาะ: เงินเก็บระยะยาว ไม่มีแบบไหนไร้ความเสี่ยง แค่เปลี่ยนว่าความเสี่ยงไปอยู่ที่คนอื่นหรือที่ตัวเรา
แผนภาพเปรียบเทียบทางเก็บเหรียญ 3 แบบ (ไม่ใช่ข้อมูลตลาด) หลายคนใช้ผสมกัน ตามว่าเงินก้อนไหนต้องใช้บ่อยแค่ไหน

แนวที่ใช้กันบ่อยคือแบ่งตามการใช้งาน เงินที่เทรดอยู่ไว้บนกระดาน เงินใช้จ่ายเล็ก ๆ ใน Hot wallet ส่วนเงินเก็บที่ไม่ได้แตะเป็นเดือนไว้ใน Cold wallet สองข้อที่คนมักลืมเกี่ยวกับ Cold wallet

  • ซื้ออุปกรณ์จากช่องทางของผู้ผลิตโดยตรง ไม่ซื้อมือสองหรือเครื่องที่มากับ Seed phrase เขียนไว้แล้ว ถ้าเครื่องมาพร้อมคำ 24 คำที่คนอื่นเขียนให้ คนเขียนก็มีกุญแจเหมือนเรา
  • เช็กที่อยู่บนจอของอุปกรณ์ ก่อนกดยืนยัน ไม่ใช่บนจอคอมพิวเตอร์ เพราะมัลแวร์เปลี่ยนสิ่งที่แสดงบนคอมพิวเตอร์ได้

Seed phrase: ทั้งกระเป๋าอยู่ในคำไม่กี่คำ

กระเป๋าสมัยใหม่ส่วนใหญ่สร้างกุญแจทุกตัวจาก Seed phrase (หรือ Recovery phrase) คำภาษาอังกฤษ 12 หรือ 24 คำ ใครมีชุดคำนี้ก็กู้กระเป๋าทั้งใบบนเครื่องไหนก็ได้ และย้ายเหรียญออกได้หมด กติกาที่ควรถือ

  1. ไม่เก็บเป็นดิจิทัล ไม่ถ่ายรูป ไม่จดในแอปโน้ต ไม่ส่งในแชต ไม่เก็บบนคลาวด์
  2. เขียนบนกระดาษหรือแผ่นโลหะ เก็บมากกว่าหนึ่งชุดในที่ปลอดภัยต่างกัน กันไฟไหม้หรือน้ำท่วม
  3. ไม่พิมพ์ลงเว็บหรือฟอร์มใด กระเป๋าของจริงไม่เคยขอ Seed phrase ผ่านเว็บ ใครขอคือมิจฉาชีพ ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นแอดมินหรือฝ่ายซัพพอร์ต
  4. ทดลองกู้ก่อนฝากเงินก้อนใหญ่ ลองล้างอุปกรณ์แล้วกู้จากคำที่จดไว้ ดูว่าได้ที่อยู่เดิม จะได้รู้ว่าจดถูก
  5. คิดเรื่องคนข้างหลัง ถ้าเราเป็นอะไรไป ครอบครัวรู้ไหมว่ามีกระเป๋าอยู่และกู้ได้ยังไง โดยไม่ต้องเปิดเผยคำให้ใครรู้ตอนนี้

บางกระเป๋ามีตัวเลือก Passphrase (คำเสริมที่ต่อท้าย Seed phrase) ทำให้แม้มีคนเจอคำ 24 คำก็ยังเข้ากระเป๋าไม่ได้ แต่ถ้าเราลืม Passphrase เองก็เข้าไม่ได้เหมือนกัน ทุกชั้นป้องกันที่เพิ่ม คือโอกาสที่เราจะล็อกตัวเองออกเพิ่มขึ้นด้วย

Proof of reserves พิสูจน์อะไร และไม่ได้พิสูจน์อะไร

หลังกระดานใหญ่ล้มในปี 2022 กระดานหลายแห่งเริ่มเผยแพร่ Proof of reserves (PoR) ซึ่งปกติมีสองส่วน

  • ฝั่งสินทรัพย์: ประกาศที่อยู่กระเป๋าของกระดาน ใครก็เปิดบล็อกเชนดูได้ว่ามีเหรียญเท่าไร
  • ฝั่งหนี้ต่อลูกค้า: รวมยอดของลูกค้าทุกคนด้วยโครงสร้างที่เรียกว่า Merkle tree ลูกค้าแต่ละคนตรวจได้ว่ายอดของตัวเองถูกนับรวมอยู่ในยอดรวม โดยไม่เห็นยอดของคนอื่น

ถ้าเหรียญในกระเป๋ามากกว่ายอดที่ติดลูกค้า ก็ดูดี แต่ PoR ไม่ได้พิสูจน์

  • หนี้ก้อนอื่น เช่น เงินที่กระดานไปกู้มา PoR นับแค่สิ่งที่ติดลูกค้า จึงไม่ใช่การพิสูจน์ว่าบริษัทไม่ล้มละลาย และไม่เท่ากับงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ
  • วันอื่น เป็นภาพ ณ วันเดียว เหรียญอาจถูกยืมมาวางให้ครบในวันนั้นแล้วคืนไป
  • ภาระผูกพัน เหรียญในกระเป๋าอาจถูกนำไปค้ำประกันไว้แล้ว และหลายรายงานครอบคลุมแค่เหรียญหลักไม่กี่ตัว

PoR ดีกว่าไม่มี และช่วยให้เราตรวจยอดของตัวเองได้ แต่ควรอ่านมันเป็น “หลักฐานบางส่วน” ไม่ใช่ใบรับประกัน

บัญชี Earn และการให้กู้: ดอกเบี้ยมาจากไหน

บริการ “ฝากเหรียญรับดอกเบี้ย” (Earn, Lending, Savings) ต้องหาเงินมาจ่ายจากที่ใดที่หนึ่ง ส่วนใหญ่คือเอาเหรียญไปให้คนอื่นกู้ ไปวางเป็นสภาพคล่อง หรือนำไป Stake ดอกเบี้ยยิ่งสูงยิ่งต้องถามว่าความเสี่ยงไปอยู่ที่ใคร

ประเด็นที่คนมองข้ามคือ ข้อตกลงการใช้บริการ หลายบริการเขียนว่าเมื่อฝากเข้า Earn กรรมสิทธิ์ในเหรียญโอนไปเป็นของแพลตฟอร์ม เราได้แค่สิทธิเรียกร้องคืน ในคดีล้มละลายของแพลตฟอร์มให้กู้รายใหญ่ช่วงต้นปี 2023 ศาลในสหรัฐตัดสินว่าเหรียญในบัญชี Earn เป็นทรัพย์สินของบริษัทตามข้อตกลงนั้น ผู้ฝากจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไป ไม่ได้เหรียญของตัวเองคืนก่อน ก่อนกดฝากจึงควรอ่านว่า “ใครเป็นเจ้าของเหรียญระหว่างฝาก” และ “ถ้าบริษัทล้ม เราอยู่ลำดับไหน” ดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติเป็นสัญญาณเดียวกับที่อธิบายไว้ใน สัญญาณเตือนมิจฉาชีพ

Stablecoin 3 แบบ และเหตุที่หลุด Peg

Stablecoin คือเหรียญที่พยายามรักษาราคาให้ใกล้ 1 ดอลลาร์ เทรดเดอร์ใช้พักเงินระหว่างเทรด และเป็นหน่วยของสัญญา Perpetual ส่วนใหญ่ (อ่าน Perpetual futures และ Funding) แต่ “ใกล้ 1 ดอลลาร์” ไม่ได้เท่ากับ “เป็นเงินดอลลาร์” การหลุดจาก 1 ดอลลาร์เรียกว่า Depeg

แบบค้ำด้วยอะไรราคาถูกดึงกลับ 1 ดอลลาร์ยังไงเหตุที่หลุด Peg ได้
ค้ำด้วยเงินจริง (Fiat-backed)เงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นที่ผู้ออกถือไว้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแลกกับผู้ออกได้ 1:1สำรองไม่ครบ เงินสำรองติดอยู่ในธนาคารที่มีปัญหา ผู้ออกระงับการแลก
ค้ำด้วยคริปโต (Crypto-collateralised)คริปโตที่ล็อกไว้มากกว่ามูลค่าเหรียญที่ออกถ้าหลักประกันลดต่ำ ระบบขายหลักประกันทิ้งราคาหลักประกันร่วงเร็วจนขายไม่ทัน
อัลกอริทึม (Algorithmic)ส่วนใหญ่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำเต็มจำนวน ใช้เหรียญคู่กันพิมพ์หรือเผาแรงจูงใจให้คนเก็งกำไรแลกระหว่างสองเหรียญความเชื่อมั่นหาย คนแห่ออก เกิดวงจรพิมพ์เหรียญคู่จนราคาพัง

สองเหตุการณ์ที่ควรรู้

  • พฤษภาคม 2022: TerraUSD (UST) Stablecoin แบบอัลกอริทึมที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น หลุด Peg แล้วไม่กลับมา ระบบพิมพ์เหรียญคู่ (LUNA) ออกมามหาศาลเพื่อรับการแลก ทำให้ทั้งสองเหรียญร่วงจนมูลค่าแทบเป็นศูนย์ภายในไม่กี่วัน นี่คือรูปแบบ “Death spiral” ที่เป็นจุดอ่อนของแบบอัลกอริทึม
  • มีนาคม 2023: USDC แบบค้ำด้วยเงินจริง ร่วงลงต่ำกว่า 0.90 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ หลังผู้ออกแจ้งว่าเงินสำรองส่วนหนึ่งฝากอยู่ใน Silicon Valley Bank ที่ล้ม พอทางการสหรัฐประกาศคุ้มครองเงินฝากของธนาคารนั้น ราคาก็กลับมาใกล้ 1 ดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน

บทเรียนคือ แม้แบบที่ค้ำด้วยเงินจริงก็มีความเสี่ยงของธนาคารที่เก็บเงินสำรอง และผู้ถือรายย่อยมักแลกกับผู้ออกโดยตรงไม่ได้ ต้องขายบนกระดานในราคาตลาดตอนนั้น อีกข้อหนึ่ง ผู้ออก Stablecoin แบบรวมศูนย์ส่วนใหญ่ อายัดเหรียญในที่อยู่ใดที่อยู่หนึ่งได้ ถ้าได้รับคำสั่งจากทางการ

สูตรคิดความเสียหายเฉลี่ยของการ Depeg ง่าย ๆ คือ มูลค่าที่ถือ × โอกาสเกิด × ความลึกที่ต้องขาย ตัวอย่างสมมุติ ถือ 10,000 ดอลลาร์ ถ้ามีโอกาส 2% ต่อปีที่ต้องขายตอนราคา 0.90 = 10,000 × 0.02 × 0.10 = 20 ดอลลาร์ ดูน้อย แต่ถ้าเป็นแบบที่มีโอกาส 0.5% จะเหลือ 0.05 ดอลลาร์ = 10,000 × 0.005 × 0.95 = 47.5 ดอลลาร์ ตัวเลขเฉลี่ยไม่ได้บอกว่าปีที่เกิดจริงเราเสียเกือบหมด เรื่องนี้พาไปสู่ตัวอย่างหลักด้านล่าง

ตัวอย่างคำนวณ: แบ่งเงินหลายที่ช่วยอะไร (ตัวเลขสมมุติ)

สมมุติพอร์ต 10,000 ดอลลาร์ ทุกที่ที่ฝากมีโอกาสล้ม 3% ต่อปี และถ้าล้มได้คืน 50% (เสีย 50% ของเงินที่ฝากไว้ที่นั้น) ตัวเลขทั้งสองเป็นสมมติฐานเพื่อดูกลไก ไม่ใช่สถิติของกระดานใด

แบบที่ 1: ฝากที่เดียว 100%

  1. Expected loss (ความเสียหายเฉลี่ย) = 10,000 × 0.03 × 0.5 = 150 ดอลลาร์ต่อปี
  2. ถ้าที่นั้นล้ม เสีย 10,000 × 0.5 = 5,000

แบบที่ 2: 4 ที่ ที่ละ 2,500 ล้มแยกกันโดยอิสระ

  1. Expected loss = 4 × (2,500 × 0.03 × 0.5) = 4 × 37.5 = 150 ดอลลาร์ เท่าเดิม
  2. โอกาสเจออย่างน้อยหนึ่งที่ล้ม = 1 − 0.97⁴ = 1 − 0.8853 = 11.47% สูงกว่าแบบเดียว
  3. ที่ล้มหนึ่งที่ เสีย 2,500 × 0.5 = 1,250
  4. จะเสียตั้งแต่ 3,000 ขึ้นไป (30% ของพอร์ต) ต้องล้มอย่างน้อย 3 ใน 4 ที่ โอกาส = 4 × 0.03³ × 0.97 + 0.03⁴ = 0.0106%
วิธีแบ่งExpected lossโอกาสเสียบ้างเสียถ้าที่ใหญ่สุดล้มโอกาสเสีย ≥ 3,000
ที่เดียว 100%1503.00%5,0003.00%
70 / 301505.91%3,5003.00%
50 / 501505.91%2,5000.09%
4 ที่ × 25%15011.47%1,2500.0106%
4 ที่ × 25% มีวิกฤตร่วม1508.76%1,2501.00%

แถวสุดท้ายคือจุดที่ต้องระวัง ปี 2022 แสดงให้เห็นว่าการล้มในคริปโตลามต่อกันได้ เพราะแพลตฟอร์มให้กู้และกู้ยืมกันเอง ถ้าสมมุติว่ามีโอกาส 1% ต่อปีที่เกิดวิกฤตจนทุกที่ล้มพร้อมกัน (และปรับโอกาสล้มแยกเหลือ 2.02% ให้โอกาสล้มรวมของแต่ละที่ยังเป็น 3%) โอกาสเสีย ≥ 3,000 กระโดดจาก 0.0106% เป็น 1.00% หรือราว 100 เท่า การแบ่งหลายที่ช่วยได้เฉพาะกับความเสี่ยงที่ไม่เกิดพร้อมกัน หลักเดียวกับ Correlation และความเสี่ยงของพอร์ต

25% → 1,250 50% → 2,500 70% → 3,500 100% → 5,000 Expected loss 150 ทุกแบบ โอกาสเสียตั้งแต่ 3,000 (30% ของพอร์ต) ต่อปี 3.00%3.00%0.09% 0.01%1.00% เสียถ้าที่ที่ใหญ่สุดล้ม (ดอลลาร์) 5,0002,500 0 3%2% 1%0 0%25%50% 75%100% สัดส่วนพอร์ตที่อยู่ในที่ที่ใหญ่ที่สุด ที่เดียว 100%70 / 3050 / 50 4 ที่ × 25%4 ที่ × 25% ล้มแยกกันมีวิกฤตร่วม 1%
ตัวเลขสมมุติ คำนวณจากพอร์ต 10,000 ดอลลาร์ โอกาสล้ม 3% ต่อปีทุกที่ ได้คืน 50% ไม่ใช่สถิติของกระดานใด การแบ่งเงินไม่ได้ลด Expected loss แต่ลดความเสียหายก้อนใหญ่ ยกเว้นเมื่อทุกที่ล้มพร้อมกัน

การแบ่งเงินหลายที่ไม่ได้ลดความเสียหายเฉลี่ย มันเปลี่ยน “ปีที่โชคร้ายเสียครึ่งพอร์ต” ให้กลายเป็น “ปีที่โชคร้ายเสียก้อนเล็กกว่า” ซึ่งคือสิ่งที่ทำให้อยู่รอดได้

ถ้าย้ายไปถือเองก็ต้องคิดความเสี่ยงของตัวเองด้วย สมมุติฝากกระดาน 5,000 (โอกาสล้ม 3% ได้คืนครึ่งหนึ่ง) อีก 5,000 ถือเองใน Cold wallet โดยให้โอกาส 1% ต่อปีที่เราทำ Seed phrase หายหรือโดนหลอก ซึ่งถ้าเกิดเสียหมด Expected loss = 5,000 × 0.03 × 0.5 + 5,000 × 0.01 × 1 = 75 + 50 = 125 ดอลลาร์ ต่ำกว่าแบบเดียว แต่ก็แค่เมื่อเรามั่นใจว่าโอกาสพลาดของตัวเองต่ำขนาดนั้นจริง คนที่เพิ่งเริ่มและยังไม่เคยลองกู้กระเป๋า โอกาสพลาดอาจสูงกว่าที่คิด

โอนผิดเครือข่าย ค่าธรรมเนียม และที่อยู่ปลอม

ความเสียหายแบบที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่กระดานล้ม แต่เป็นความผิดพลาดตอนโอนของเราเอง

  • เหรียญเดียวกันอยู่ได้หลายเครือข่าย Stablecoin ตัวเดียวอาจมีบนหลายบล็อกเชน ที่อยู่รับฝากต้องตรงกับเครือข่ายที่ส่ง ถ้าส่งผิดเครือข่าย ปลายทางอาจไม่รองรับ และเงินอาจกู้คืนไม่ได้หรือต้องเสียค่าดำเนินการ
  • ที่อยู่หน้าตาเหมือนกันแต่คนละเครือข่าย หลายเครือข่ายใช้รูปแบบที่อยู่เดียวกัน (ขึ้นต้นด้วย 0x) ระบบไม่เตือนว่าเลือกเครือข่ายผิด
  • Memo หรือ Tag บางเหรียญเวลาฝากเข้ากระดานต้องใส่รหัส Memo/Tag ด้วย ลืมใส่ เงินเข้าไปกองรวมที่กระดานโดยไม่ระบุว่าเป็นของใคร
  • ค่าธรรมเนียมเครือข่าย (Gas) ต้องมีเหรียญหลักของเครือข่ายนั้นไว้จ่ายค่าธรรมเนียม ไม่งั้นโอนออกไม่ได้ และค่าธรรมเนียมขึ้นลงตามความแออัด
  • Address poisoning มิจฉาชีพโอนเงินจำนวนเล็กมากจากที่อยู่ที่ต้นและท้ายเหมือนที่อยู่ที่เราใช้บ่อย หวังให้เราคัดลอกจากประวัติผิดตัว และมัลแวร์บางตัวเปลี่ยนที่อยู่ในคลิปบอร์ดตอนเราวาง

นิสัยที่ช่วยได้มาก: ทดลองโอนจำนวนน้อยก่อนทุกครั้งที่ใช้ที่อยู่ใหม่ เช็กตัวอักษรทั้งหัว กลาง และท้ายของที่อยู่ และคัดลอกที่อยู่จากต้นทางที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่จากประวัติธุรกรรม

สแกมขอ Approve และการเซ็นที่อ่านไม่ออก

บนบล็อกเชนที่มี Smart contract การใช้แอป DeFi มักต้องกด Approve ให้สัญญานั้นดึงเหรียญชนิดหนึ่งออกจากกระเป๋าเราได้ หลายแอปขอสิทธิ์แบบไม่จำกัดจำนวน (Unlimited) เพื่อไม่ต้องขอซ้ำ ปัญหาคือสิทธิ์นี้ค้างอยู่จนกว่าเราจะยกเลิก ถ้าสัญญานั้นถูกแฮ็กหรือเป็นของมิจฉาชีพตั้งแต่ต้น เหรียญชนิดนั้นถูกดึงออกได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องรู้ Seed phrase เลย

รูปแบบที่พบบ่อยคือเว็บแจกเหรียญฟรี (Airdrop) ปลอม เว็บหน้าตาเหมือนแอปจริง หรือ “แอดมิน” ที่ทักมาช่วย แล้วให้เรากดเซ็นข้อความ (Signature) ที่ไม่เสียค่า Gas แต่มีผลเป็นการให้สิทธิ์ใช้เหรียญ วิธีป้องกัน

  • อ่านหน้าจอยืนยันทุกครั้ง ถ้าเห็นคำว่า Approve, Permit หรือ Set approval for all กับเว็บที่ไม่แน่ใจ ให้ยกเลิก
  • ใช้กระเป๋าแยกใบสำหรับลองแอปใหม่ ใส่เงินแค่จำนวนที่ยอมเสีย
  • ตรวจและยกเลิกสิทธิ์ที่ค้างอยู่เป็นระยะด้วยเครื่องมือตรวจสิทธิ์ (Token approval checker) ที่เข้าจากที่อยู่ที่พิมพ์เอง
  • ใครทักมาก่อนเรื่องกระเป๋า ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • คิดว่ายอดในแอปกระดานคือเหรียญของเรา มันคือสิทธิเรียกร้องต่อกระดาน ปลอดภัยเท่ากับฐานะของกระดานนั้น
  • เก็บ Seed phrase เป็นรูปหรือไฟล์ และไม่เคยทดลองกู้ รู้ตัวว่าจดผิดก็ตอนอุปกรณ์เสียไปแล้ว
  • อ่าน Proof of reserves เป็นใบรับประกัน มันไม่ได้นับหนี้ทั้งหมดของบริษัท และเป็นภาพแค่วันเดียว
  • ฝาก Earn เพราะดอกเบี้ยสูงโดยไม่อ่านข้อตกลง ไม่รู้ว่ากรรมสิทธิ์ในเหรียญโอนไปแล้ว
  • คิดว่า Stablecoin ทุกตัวเหมือนกัน แต่ละแบบเสี่ยงคนละทาง และทั้งแบบอัลกอริทึมกับแบบค้ำด้วยเงินจริงหลุด Peg มาแล้ว
  • แบ่งหลายที่แล้วคิดว่าหมดความเสี่ยง ถ้าทุกที่เชื่อมกัน วิกฤตเดียวทำให้ล้มพร้อมกันได้
  • โอนก้อนใหญ่ไปที่อยู่ใหม่ครั้งเดียว ไม่ลองโอนเล็กก่อน และไม่เช็กเครือข่ายกับ Memo

ความเสี่ยงพวกนี้ไม่มีกราฟให้ดู และ Stop loss ป้องกันไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือรู้ว่าเงินแต่ละก้อนอยู่ที่ไหน ใครถือกุญแจ ถ้าที่นั้นหายไปพรุ่งนี้เราเสียเท่าไร แล้วคุมตัวเลขนั้นให้อยู่ในระดับที่รับได้ เหมือนที่คุมขนาดสถานะใน ขนาดสถานะคริปโตตามความผันผวน

ลองกับตัวเลขของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย

เก็บเหรียญบนกระดานเทรดผิดไหม

ไม่ผิด ถ้าเป็นเงินที่กำลังเทรดอยู่ แค่ต้องรู้ว่ากำลังรับความเสี่ยงของกระดานนั้น ยอดที่ไม่ได้ใช้เทรดและมากจนเสียแล้วกระทบชีวิต ควรคิดว่าจะแบ่งไว้ที่อื่นหรือถือเอง และถ้าถือเองต้องพร้อมดูแล Seed phrase ให้ได้

ถ่ายรูป Seed phrase เก็บไว้ในมือถือได้ไหม

ไม่ควร รูปในมือถือมักซิงก์ขึ้นคลาวด์ ใครเข้าบัญชีคลาวด์หรือเครื่องได้ก็ย้ายเหรียญได้ทั้งหมด เขียนบนกระดาษหรือแผ่นโลหะ เก็บมากกว่าหนึ่งชุดในที่ปลอดภัยต่างกัน และไม่พิมพ์ลงเว็บหรือแอปใดนอกจากตอนกู้กระเป๋าบนอุปกรณ์ของตัวเอง

Stablecoin เท่ากับเงินดอลลาร์ไหม

ไม่เท่า มันเป็นเหรียญที่ผู้ออกหรือกลไกพยายามรักษาราคาไว้ใกล้ 1 ดอลลาร์ ความปลอดภัยขึ้นกับว่าเบื้องหลังมีอะไรค้ำ ใครแลกคืนได้ และสำรองฝากไว้ที่ไหน ราคาบนกระดานหลุดจาก 1 ดอลลาร์ได้ และเคยหลุดมาแล้ว

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านต่อ

คริปโต
คริปโตขั้นสูง

Yield ใน DeFi มาจากไหน: Liquidity pool, Impermanent loss, Staking และการให้กู้

ผลตอบแทนคริปโตไม่ได้มาฟรี อธิบายพูล x·y=k สูตร Impermanent loss ค่าธรรมเนียมที่ต้องได้ถึงจะคุ้ม Real yield ของ Staking การโดน Liquidate และความเสี่ยงโค้ดถูกแฮ็ก

อ่าน 11 นาที
คริปโต
คริปโตกลาง

Perpetual Futures คืออะไร Funding rate, Mark price และราคา Liquidation

สัญญา Perpetual ไม่มีวันหมดอายุ แต่มี Funding ที่จ่ายกันทุกรอบ อธิบาย Mark price, Isolated กับ Cross margin และคำนวณราคา Liquidation ทีละขั้น

อ่าน 8 นาที
คริปโต
คริปโตเริ่มต้น

คำนวณขนาดไม้คริปโต ยอมเสียเท่าเดิม แต่เหรียญแกว่งไม่เท่ากัน

ขนาดไม้คริปโต = เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop loss เป็นดอลลาร์ ตัวอย่าง BTC และ ETH ใช้ ATR% เทียบเหรียญ รวมค่าธรรมเนียมสองขาในความเสี่ยง และถือหลายเหรียญที่วิ่งไปด้วยกัน

อ่าน 10 นาที
เครื่องมือ ทักไลน์