Volume ใน Forex คืออะไร Tick volume, VWAP และ Volume profile ใช้ได้แค่ไหน
Forex ไม่มี Volume รวมศูนย์ ตัวเลขใน MT5 คือ tick volume ดูวิธีคิด VWAP จากแท่งเทียนทีละขั้น แถบ SD, Volume profile, POC, Value area 70% และสิ่งที่มันบอกไม่ได้
- Spot Forex ไม่มีใครเห็น Volume ทั้งตลาด ค่า Volume ใน MT5 คือ tick volume หรือจำนวนครั้งที่ราคาของโบรกนั้นขยับ
- VWAP คือราคาเฉลี่ยถ่วงด้วย Volume นับจากต้น session ใน Forex จึงเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงด้วยความคึกคัก
- สถาบันใช้ VWAP เป็นไม้บรรทัดวัดว่าซื้อขายได้ราคาดีแค่ไหน ไม่ใช่เส้นที่มีคนคอยปกป้อง
- POC และ Value area บอกว่าวันนั้นซื้อขายกันหนาแถวไหน เป็นข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะเด้ง
- ทองคำฟิวเจอร์สมี Volume จริงจากตลาด แต่ราคาต่างจาก CFD ต้องเลื่อนระดับก่อนนำมาใช้
ตำราเทคนิคจำนวนมากมาจากตลาดหุ้นและฟิวเจอร์ส ที่ทุกคำสั่งซื้อขายผ่านตลาดกลาง Volume (ปริมาณซื้อขาย) จึงเป็นตัวเลขจริงที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่ Spot Forex ไม่มีตลาดกลาง ตัวเลข Volume ใน MT5 จึงเป็นของอีกแบบหนึ่ง บทนี้อธิบายว่ามันนับอะไร เอาไปคิด VWAP และ Volume profile ได้ยังไง พร้อมตัวอย่างคำนวณทีละแท่ง และบอกตรง ๆ ว่าเครื่องมือพวกนี้ทำอะไรไม่ได้
Forex ไม่มี Volume รวมศูนย์
Forex ซื้อขายแบบ OTC คือตกลงกันตรงระหว่างธนาคาร ผู้ให้สภาพคล่อง แพลตฟอร์มจับคู่หลายแห่ง และโบรกเกอร์ แต่ละที่เห็นเฉพาะคำสั่งที่ผ่านตัวเอง ไม่มีใครรวมตัวเลขทั้งตลาดแบบเรียลไทม์ (ภาพรวมของชั้นตลาดอ่านได้ใน โครงสร้างตลาด Forex และสภาพคล่อง)
ข้อมูลปริมาณที่มีอยู่จริงจึงเป็นแค่ชิ้นส่วน เช่น Volume ของฟิวเจอร์สค่าเงินที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้า หรือตัวเลขของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่ละชิ้นเป็นส่วนเล็กของตลาดทั้งหมด
Tick volume ใน MT5 นับอะไร
ทุกแท่งใน MT5 เก็บ Volume ไว้สองช่อง
| ช่อง | ความหมาย | มีค่าเมื่อไร |
|---|---|---|
| Tick volume | จำนวน tick หรือจำนวนครั้งที่ราคาเปลี่ยนในแท่งนั้น | ทุกสัญลักษณ์ |
| Real volume | ปริมาณที่ซื้อขายจริง เช่น จำนวนสัญญา | เฉพาะสินค้าที่ซื้อขายในตลาดกลาง ที่โบรกส่งข้อมูลให้ |
คู่เงินและทองคำ CFD ส่วนใหญ่มีแค่ tick volume อินดิเคเตอร์ Volumes ใน MT5 ให้เลือกได้ว่าจะแสดงแบบ Tick หรือ Real ถ้าเลือก Real กับคู่เงิน มักได้ค่าศูนย์
ทำไมสองโบรกได้ tick volume ไม่เท่ากัน
- ราคาของแต่ละโบรกมาจากผู้ให้สภาพคล่องคนละชุด
- บางโบรกกรองหรือรวบราคาที่เปลี่ยนถี่ ๆ ก่อนส่งให้ลูกค้า
- เวลาเซิร์ฟเวอร์ต่างกัน ขอบแท่งจึงตัดคนละจุด
แล้วมันใช้ได้ไหม เหตุผลเบื้องหลังคือ ช่วงที่มีคนซื้อขายมาก ราคาจะถูกปรับบ่อย tick จึงถี่ตาม งานวิจัยที่เทียบจำนวน quote กับปริมาณซื้อขายจริง (เช่น เทียบกับ Volume ของฟิวเจอร์สค่าเงิน) พบโดยทั่วไปว่าสองตัวนี้ขึ้นลงไปด้วยกัน โดยเฉพาะรูปแบบตามช่วงเวลาของวัน แต่ไม่ได้ตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง สรุปที่ปลอดภัยคือ tick volume บอกได้ว่า ช่วงไหนคึก ช่วงไหนเงียบ ในฟีดเดียวกัน แต่ไม่ได้บอกว่ามีเงินซื้อขายกี่ล้าน และไม่ได้บอกว่าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายมากกว่า
รูปแบบที่เห็นชัดที่สุดคือรูปแบบตามเวลา tick volume เตี้ยช่วงเช้าเอเชีย กระโดดตอนลอนดอนเปิด สูงสุดช่วงลอนดอนทับนิวยอร์ก และพุ่งเป็นแท่งเดียวตอนข่าว ดูเวลาแต่ละตลาดได้ที่ ตลาด Forex เปิดกี่โมง ตามเวลาไทย
VWAP คืออะไร
VWAP (Volume Weighted Average Price) คือราคาเฉลี่ยที่ถ่วงน้ำหนักด้วย Volume นับสะสมตั้งแต่จุดเริ่ม (anchor) ที่ปกติคือต้น session แล้วเริ่มนับใหม่ทุก session
VWAP = Σ(ราคาตัวแทน × Volume) ÷ Σ(Volume)
เมื่อคิดจากแท่งเทียน ราคาตัวแทนที่นิยมคือ Typical price = (High + Low + Close) ÷ 3 ส่วน Volume ใน Forex ก็คือ tick volume ผลที่ได้จึงเป็น “ราคาเฉลี่ยถ่วงด้วยความคึกคัก” แท่งที่ราคาขยับบ่อยมีน้ำหนักมาก แท่งเงียบ ๆ แทบไม่มีผล
แถบรอบ VWAP ที่พบบ่อยคือ ±1 และ ±2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) แบบถ่วง Volume
- SD = √[ Σ Volume × (Typical price − VWAP)² ÷ Σ Volume ]
นอกจาก VWAP ราย session ยังมี Anchored VWAP คือเริ่มนับจากจุดที่เลือกเอง เช่น แท่งข่าว หรือจุดต่ำสุดของรอบ สูตรเหมือนกัน ต่างแค่จุดเริ่ม แต่ละแพลตฟอร์มนับต้น session ไม่เหมือนกัน ควรตรวจในการตั้งค่าว่าเส้นของคุณเริ่มนับใหม่ตอนกี่โมง
ตัวอย่าง: คิด VWAP ทีละแท่ง
EURUSD สมมติ 6 แท่งแรกของ session (ตัวเลขสมมติ คำนวณด้วยสคริปต์ ค่าในตารางปัดเศษ แต่คิดจากค่าไม่ปัด)
| แท่ง | High | Low | Close | Tick vol | Typical price | TP × Vol | Σ(TP × Vol) | Σ Vol | VWAP |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 1.0852 | 1.0840 | 1.0848 | 120 | 1.08467 | 130.160 | 130.160 | 120 | 1.08467 |
| 2 | 1.0856 | 1.0845 | 1.0853 | 150 | 1.08513 | 162.770 | 292.930 | 270 | 1.08493 |
| 3 | 1.0870 | 1.0850 | 1.0866 | 420 | 1.08620 | 456.204 | 749.134 | 690 | 1.08570 |
| 4 | 1.0875 | 1.0860 | 1.0862 | 380 | 1.08657 | 412.895 | 1,162.029 | 1,070 | 1.08601 |
| 5 | 1.0864 | 1.0851 | 1.0855 | 260 | 1.08567 | 282.273 | 1,444.303 | 1,330 | 1.08594 |
| 6 | 1.0860 | 1.0848 | 1.0858 | 190 | 1.08553 | 206.251 | 1,650.554 | 1,520 | 1.08589 |
ทำทีละขั้น
- แท่ง 3: Typical price = (1.0870 + 1.0850 + 1.0866) ÷ 3 = 1.08620
- คูณ tick volume: 1.08620 × 420 = 456.204
- บวกสะสม: 292.930 + 456.204 = 749.134 และ Volume สะสม 270 + 420 = 690
- VWAP หลังแท่ง 3 = 749.134 ÷ 690 = 1.08570
- จบแท่ง 6: VWAP = 1,650.554 ÷ 1,520 = 1.08589
เทียบกับค่าเฉลี่ยธรรมดาของ Typical price ทั้ง 6 แท่ง = 1.08563 VWAP สูงกว่า 2.6 pip เพราะแท่ง 3 และ 4 ที่คึกที่สุด (รวม 800 จาก 1,520 tick) ซื้อขายกันที่ราคาสูง
แถบ SD ตอนจบแท่ง 6 คิดจาก Σ Volume × (TP − VWAP)² ÷ 1,520 แล้วถอดราก ได้ 0.00058 หรือ 5.8 pip
- ±1 SD: 1.08531 ถึง 1.08647
- ±2 SD: 1.08472 ถึง 1.08706
ถ้าคุณทำเองใน Excel ให้ใช้สามคอลัมน์สะสม คือ Σ(TP × V), Σ V และ Σ(V × TP²) แล้ว SD = √[ Σ(V × TP²) ÷ Σ V − VWAP² ] จะได้ค่าเดียวกัน
อ่าน VWAP ในหนึ่งวัน
รูปข้างล่างใช้วิธีคิดเดียวกันกับ 48 แท่ง 30 นาที ทั้งวัน
สิ่งที่เห็นจากรูป ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสูตร ไม่ใช่ของตลาดนี้โดยเฉพาะ
- ต้นวันแถบแคบมาก หลังแท่งที่ 2 SD มีแค่ 0.7 pip ราคาจึงทะลุ ±2 SD ได้ง่ายช่วงเช้า สัญญาณ “ทะลุแถบ” ช่วงแรกของ session แทบไม่มีความหมาย
- ช่วงเงียบมีน้ำหนักน้อย ช่วง 04:00 ถึง 14:00 ซึ่งยาว 10 ชั่วโมง มี tick แค่ 22.9% ของทั้งวัน ส่วนช่วง 19:00 ถึง 04:00 มี 52.4% VWAP จึงถูกลากไปหาราคาช่วงนิวยอร์ก
- ท้ายวัน VWAP แทบไม่ขยับ หลัง 19:00 VWAP อยู่ระหว่าง 1.08588 ถึง 1.08612 กว้างแค่ 2.4 pip ขณะที่ราคาวิ่งจากจุดสูงสุด 1.08729 ลงไปปิดที่ 1.08438 เพราะ Volume สะสมก้อนใหญ่แล้ว แท่งใหม่แต่ละแท่งเปลี่ยนค่าเฉลี่ยได้น้อย
- แตะ +2 SD ไม่ได้แปลว่าเป็นยอด แท่ง 15:30 ปิดเหนือ +2 SD แต่ราคาขึ้นต่ออีกราว 7 pip ก่อนกลับตัวช่วงนิวยอร์ก และแท่ง 10:00 ถึง 21:00 ปิดเหนือ VWAP ติดกัน 23 แท่ง
สถาบันใช้ VWAP ทำอะไรจริง
ในตลาดหุ้น VWAP เป็น มาตรวัดคุณภาพการซื้อขาย (execution benchmark) กองทุนที่ต้องซื้อหุ้นจำนวนมาก สั่งให้โบรกหรืออัลกอริทึมทยอยซื้อทั้งวัน แล้ววัดผลว่าราคาเฉลี่ยที่ได้ดีกว่าหรือแย่กว่า VWAP ของวันนั้น อัลกอริทึมแบบ VWAP จะแบ่งคำสั่งตามรูปแบบ Volume ปกติของแต่ละช่วงเวลา ช่วงคึกส่งมาก ช่วงเงียบส่งน้อย เพื่อให้ราคาเฉลี่ยใกล้ VWAP ที่สุดและไม่ดันราคาเอง
ตัวอย่างวัดผล: สมมติวันในตารางข้างบน ผู้จัดการกองทุนซื้อ EURUSD 10 lot ได้ราคาเฉลี่ย 1.0862 ส่วน VWAP คือ 1.08589
- ส่วนต่าง = 1.0862 − 1.08589 = 3.1 pip แย่กว่า VWAP (ฝั่งซื้อ ราคาสูงกว่าคือแย่กว่า)
- มูลค่า pip ของ EURUSD 1 lot มาตรฐานคือ 10 ดอลลาร์ ต้นทุนส่วนเกิน = 3.1 × 10 × 10 = 310 ดอลลาร์
ใน Forex มาตรวัดที่ใช้กันมากกว่าคือราคา Fix เช่น WM/Reuters ช่วง 16:00 ตามเวลาลอนดอน (ราว 22:00 หรือ 23:00 เวลาไทย แล้วแต่ฤดู) และ TWAP ส่วนอัลกอริทึมแบบ VWAP ก็มีใช้ แต่ Volume ที่ใช้คิดเป็นข้อมูลของแพลตฟอร์มนั้น ๆ
VWAP เป็นไม้บรรทัด ไม่ใช่กำแพง สถาบันใช้มันวัดว่าตัวเองทำงานดีไหม ไม่มีใครมีหน้าที่ต้องดันราคากลับไปหามัน
ราคาที่กลับมาตัด VWAP บ่อย ๆ อธิบายได้ด้วยเลขคณิต เพราะ VWAP คือค่าเฉลี่ยของราคาวันเดียวกัน ราคาจึงต้องอยู่รอบ ๆ มันเป็นส่วนใหญ่ของวันอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคนรอซื้อที่เส้นนั้นเลย
Volume profile, POC และ Value area 70%
Volume profile เอา Volume ไปกองตามระดับราคาแทนที่จะกองตามเวลา ได้กราฟแท่งแนวนอนที่บอกว่าวันนั้นซื้อขายกันหนาแถวไหน
- POC (Point of Control) ระดับราคาที่มี Volume มากที่สุด
- Value area ช่วงราคารอบ POC ที่รวม Volume ได้ประมาณ 70% ของทั้งวัน ขอบบนเรียก VAH ขอบล่างเรียก VAL
ตัวเลข 70% มาจากแนวคิด Market Profile ของ J. Peter Steidlmayer ที่ตลาดฟิวเจอร์สชิคาโก (CBOT) ช่วงทศวรรษ 1980 เลือกให้ใกล้กับช่วง ±1 SD ของการแจกแจงปกติ ซึ่งครอบคลุมราว 68% ไม่ใช่ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าดีที่สุด
วิธีคิด Value area แบบง่าย
- เริ่มที่แถว POC
- ดูแถวที่ติดกันด้านบนและด้านล่าง เพิ่มแถวที่มี Volume มากกว่าเข้ามา
- ทำซ้ำจนรวมได้อย่างน้อย 70% ของ Volume ทั้งหมด
บางโปรแกรมเพิ่มทีละสองแถว หรือใช้ขนาดแถวต่างกัน ผลจึงต่างกันเล็กน้อย เมื่อมีแค่แท่งเทียน โปรแกรมต้องเดาว่า Volume ของแท่งกระจายอยู่ตรงไหน วิธีพื้นฐานคือเกลี่ยเท่า ๆ กันตั้งแต่ Low ถึง High ของแท่ง ถ้ามีข้อมูล tick ก็วางแต่ละ tick ตรงราคาที่เกิดจริงได้
รูปนี้ใช้วันเดียวกับรูปก่อน เกลี่ย tick volume ของแต่ละแท่งเท่า ๆ กันตามช่วงราคา แถวละ 1 pip
ผลที่ได้: POC อยู่ที่ 1.0852 ถึง 1.0853 Value area คือ 1.0850 ถึง 1.0867 (17 แถว รวม 72.6% ของ tick ทั้งวัน เพราะแถวสุดท้ายที่เติมเข้ามาทำให้เกิน 70%) สามเรื่องที่ควรสังเกต
- POC ไม่ใช่ VWAP VWAP ปลายวันอยู่ที่ 1.08588 ห่างจาก POC ราว 6 pip ตัวหนึ่งเป็นค่าเฉลี่ย อีกตัวเป็นจุดที่หนาที่สุด
- กองหนาเกิดจากเวลาที่ราคาค้าง ราคาเดินวนแถว 1.0850 ถึง 1.0855 ทั้งช่วงเช้าและช่วงท้ายวัน tick จึงกองตรงนั้น ไม่ได้แปลว่ามีคนตั้งใจสะสมของ
- กองใหญ่นอก Value area ก็มีได้ แถว 1.0868 ถึง 1.0870 ที่ราคาค้างตอนขึ้นไปสูงสุด หนาไม่แพ้แถวใน Value area แต่อยู่นอกช่วง 70%
คนที่ใช้ Volume profile มักมองแถวหนา (HVN) เป็นที่ที่ราคาอาจช้าลง และแถวบาง (LVN) เป็นที่ที่ราคาอาจวิ่งผ่านเร็ว ซึ่งเป็นการอ่านแบบเดียวกับโซนแนวรับแนวต้าน (แนวรับแนวต้านและโซน Supply Demand) คือบอกว่าเคยเกิดอะไรขึ้นที่ราคานั้น ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอีก
ทองคำ: Volume จริงในฟิวเจอร์ส กับ tick volume ใน CFD
ทองคำ CFD ที่เทรดใน MT5 มีแค่ tick volume ของโบรกนั้น แต่ทองคำฟิวเจอร์สที่ซื้อขายในตลาดกลาง เช่น COMEX มี Volume จริง เป็นจำนวนสัญญา ที่ทุกคนเห็นตรงกัน (ความต่างของทองแต่ละแบบอ่านได้ใน ทองคำ CFD ฟิวเจอร์ส Spot และ ETF ต่างกันยังไง) บางคนจึงดู Volume profile จากฟิวเจอร์สแล้วนำระดับมาใช้กับ CFD ทำได้ แต่มีเรื่องต้องจัดการ
| เรื่อง | ฟิวเจอร์ส | CFD ทองคำ |
|---|---|---|
| Volume | จำนวนสัญญาจริงจากตลาด | tick volume ของโบรก |
| ราคา | ราคาสัญญาเดือนนั้น มักต่างจากสปอตตามดอกเบี้ยและเวลาถึงหมดอายุ (basis) | อ้างอิงราคาสปอต บวก spread ของโบรก |
| ความต่อเนื่อง | Volume ย้ายไปสัญญาเดือนถัดไปเมื่อใกล้หมดอายุ (roll) | กราฟต่อเนื่อง |
แปลว่า POC 2,000.0 บนฟิวเจอร์ส ไม่ได้อยู่ที่ 2,000.0 บน CFD ต้องดูส่วนต่างระหว่างสองราคาในเวลาเดียวกันแล้วเลื่อนระดับ และส่วนต่างนี้ค่อย ๆ เปลี่ยนจนถึงวันหมดอายุ ช่วงที่ Volume ย้ายสัญญา Volume profile ของสัญญาเก่าจะบางลงผิดปกติ ควรดูสัญญาที่ซื้อขายมากที่สุดในเวลานั้น ตัวเลข Volume จริงช่วยเรื่องความแม่น แต่ข้อจำกัดเรื่อง “บอกอดีต ไม่บอกอนาคต” ยังอยู่เหมือนเดิม
ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้
ทำได้
- บอกว่าตอนนี้คึกหรือเงียบเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันวันอื่นในฟีดเดียวกัน
- VWAP บอกว่าราคาตอนนี้แพงหรือถูกเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายกันตั้งแต่ต้น session
- Volume profile สรุปว่าวันนั้นราคาค้างนานแถวไหน ใช้เป็นบริบทประกอบโซนที่คุณวาดอยู่แล้ว
ทำไม่ได้
- บอกปริมาณเงินจริงหรือฝั่งที่ซื้อขายมากกว่า (tick volume ไม่มีทิศทาง)
- ให้ตัวเลขที่เทียบข้ามโบรกได้ ระดับ POC และค่า VWAP ของแต่ละฟีดเลื่อนกันได้เล็กน้อย
- ทำนายว่าราคาจะเด้งหรือกลับมาที่ระดับไหน ระดับพวกนี้เป็นค่าบรรยายข้อมูลที่ผ่านไปแล้ว
ใช้คู่กับการคุมความเสี่ยง
- ใช้ VWAP และ Value area เป็น บริบท ไม่ใช่จุดเข้าเดี่ยว ๆ ถ้าจะใช้ ให้เขียนกฎให้ชัดและทดสอบก่อน
- อย่าวาง Stop loss ตรงเส้น VWAP หรือ POC พอดี ให้เผื่อตามความผันผวน เช่น ATR แล้วคิดขนาดไม้จากระยะนั้น (คำนวณขนาดไม้จาก Stop loss)
- ช่วงข่าว tick volume พุ่งและ spread กว้าง ทั้ง VWAP และแถบจะกระโดด ไม่ควรตีความว่าเป็นสัญญาณ
- ต้น session แถบแคบเกินจริง ถ้ากฎของคุณใช้แถบ ให้รอจน session ผ่านไปสักพัก
- ถ้าเปลี่ยนโบรกหรือเปลี่ยนแหล่งข้อมูล ให้ทดสอบกฎที่อิง Volume ใหม่ เพราะตัวเลขพื้นฐานเปลี่ยน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- อ่าน tick volume เป็นปริมาณเงิน มันคือจำนวนครั้งที่ราคาของโบรกนั้นขยับ ไม่ใช่ล็อตหรือดอลลาร์
- เทียบ Volume ข้ามโบรก หรือข้ามกราฟ ตัวเลขแต่ละฟีดคนละฐาน เทียบได้แค่แท่งในกราฟเดียวกัน
- เชื่อว่าสถาบันปกป้อง VWAP VWAP เป็นมาตรวัดผลงาน ไม่มีใครต้องดันราคากลับไปหา
- ใช้แถบ ±2 SD เป็นจุดกลับตัว วันมีเทรนด์ ราคาอยู่นอกแถบได้นาน อย่างในรูปที่แตะ +2 SD แล้วยังขึ้นต่อ
- ยกระดับจากฟิวเจอร์สมาใช้กับ CFD ตรง ๆ ต้องเลื่อนตามส่วนต่างราคา และดูว่าสัญญาไหนที่ Volume อยู่
- เห็น POC เป็นแนวรับที่ต้องเด้ง POC บอกว่าเคยซื้อขายกันหนาตรงนั้น ราคาผ่านไปได้เสมอ
คำถามที่พบบ่อย
Tick volume ของแต่ละโบรกเกอร์ไม่เท่ากัน ใช้ได้จริงไหม
ใช้ได้ในความหมายว่าช่วงไหนคึกหรือเงียบ เทียบแท่งในกราฟเดียวกันจากโบรกเดียวกัน ห้ามเอาตัวเลขข้ามโบรกมาเทียบกัน และอย่าอ่านละเอียดถึงระดับว่าแท่งนี้มากกว่าแท่งนั้น 10% แปลว่าอะไร
ราคาชอบกลับมาหา VWAP จริงไหม
VWAP คือค่าเฉลี่ยของราคาวันเดียวกัน ราคาจึงตัดผ่านมันบ่อยโดยธรรมชาติของค่าเฉลี่ย ไม่ได้แปลว่ามีคนรอซื้อที่เส้นนั้น วันที่มีเทรนด์ชัด ราคาอยู่ฝั่งเดียวของ VWAP ได้ทั้งวัน
Volume profile ใน Forex ต่างจากในหุ้นหรือฟิวเจอร์สยังไง
หุ้นและฟิวเจอร์สใช้ Volume จริงที่ทุกคนเห็นตรงกัน Forex ใช้ tick volume ของฟีดที่คุณเปิดอยู่ POC และ Value area จึงเป็นของฟีดนั้น โบรกอื่นอาจได้ระดับเลื่อนไปเล็กน้อย
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด