เรียนรู้ › EA และเทรดอัตโนมัติ
Pairs Trading และ Cointegration: เทรดส่วนต่างของสองตัว ทำไม Correlation ไม่พอ
เทรดส่วนต่างของสองสินทรัพย์แบบ Statistical arbitrage ตั้งแต่ hedge ratio จาก regression, z-score, half-life ไปจนถึงตอนความสัมพันธ์พัง พร้อมตัวอย่างคำนวณที่หักต้นทุนสองขา
- สองตัวที่ correlation สูงอาจเดินห่างกันไปเรื่อย ๆ ได้ ต้องเป็น cointegration คือส่วนต่างมีแรงดึงกลับ ถึงจะเทรดแบบรอให้ส่วนต่างกลับมาได้
- Hedge ratio หาจาก regression ราคาตัวหนึ่งบนอีกตัว แล้วทดสอบว่าส่วนที่เหลือ (spread) กลับหาค่าเฉลี่ยจริงไหม ตามแนวคิด Engle–Granger สองขั้น
- กติกาพื้นฐานคือเข้าเมื่อ z-score ของ spread แตะ ±2 ออกเมื่อกลับถึง 0 และต้องมี stop เพราะความสัมพันธ์พังได้ทุกเมื่อ
- ทุกไม้มีสองขา จ่าย spread swap และ margin สองชุด กำไรต่อไม้ของกลยุทธ์นี้มักเล็ก ต้นทุนจึงกินได้มาก
Pairs trading คือการเทรด ส่วนต่าง ระหว่างสองสินทรัพย์ที่ปกติเดินไปด้วยกัน เมื่อส่วนต่างถ่างออกผิดปกติ ก็ขายตัวที่แพงกว่าและซื้อตัวที่ถูกกว่าพร้อมกัน แล้วรอให้ส่วนต่างกลับมา เป็นกลยุทธ์กลุ่ม Statistical arbitrage ที่นิยมเขียนเป็น EA เพราะกติกาเป็นตัวเลขล้วน บทนี้อธิบายกลไกทีละขั้น ตั้งแต่เหตุผลที่ Correlation ไม่พอ วิธีหา hedge ratio, z-score และ half-life ไปจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์พัง ตัวเลขทุกตัวมาจากราคาสมมติที่เราคำนวณด้วยสคริปต์ ไม่ใช่ตลาดจริง
Pairs trading ได้เงินจากอะไร
ไม้เดียวมีสองขาเสมอ เช่น Sell B 1 หน่วย คู่กับ Buy A จำนวน β หน่วย ถ้าตลาดทั้งก้อนขึ้นหรือลง สองขาหักล้างกันเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เหลือคือกำไรขาดทุนจาก spread หรือส่วนต่างที่ปรับสัดส่วนแล้ว
spread = ราคา B − α − β × ราคา A
ถ้าสองตัวนี้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ผูกกันจริง spread จะแกว่งรอบค่าเฉลี่ย ถ่างออกแล้วถูกดึงกลับ คนเทรดจึงไม่ได้เดาว่าตลาดไปทางไหน แต่เดาว่า “ส่วนต่างจะกลับมา” ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอ
งานวิจัยที่คนมักอ้างถึงคือ Gatev, Goetzmann และ Rouwenhorst (2006) ซึ่งทดสอบการจับคู่หุ้นสหรัฐฯ ที่ราคาเดินคล้ายกันในอดีต และเปิดสถานะเมื่อส่วนต่างถ่างเกินสองเท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งเป็นที่มาของกติกา ±2 ที่ใช้กันทั่วไป
Correlation ไม่พอ ต้องเป็น Cointegration
ใน บทเรื่อง Correlation เราบอกว่าต้องวัดจากผลตอบแทนรายแท่ง ไม่ใช่จากเส้นราคา สำหรับการคุมความเสี่ยงพอร์ต นั่นถูกต้อง แต่สำหรับ pairs trading คำถามเปลี่ยนไป เราไม่ได้ถามว่า “สองตัวขยับพร้อมกันวันนี้ไหม” เราถามว่า “ถ้าห่างกันแล้ว จะกลับมาไหม”
- Correlation สูง = รายแท่งมักขยับทางเดียวกัน แต่ความต่างเล็ก ๆ ที่สะสมทุกวันอาจพาสองตัวห่างกันไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรดึงกลับ
- Cointegration = ราคาแต่ละตัวเดินแบบสุ่มได้ แต่มีสัดส่วน β ที่ทำให้ spread กลับหาค่าเฉลี่ย (mean reversion) คิดภาพคนจูงหมาเดินเล่น ทั้งคู่เดินไปไหนก็ได้ แต่สายจูงทำให้ห่างกันได้ไม่ไกล
เราสร้างราคาสมมติ 500 แท่ง ราคา A เป็น random walk แล้วสร้างราคา B สองแบบจาก A ชุดเดียวกัน แบบแรกบวก spread ที่มีแรงดึงกลับหาศูนย์ แบบที่สองบวก random walk ที่ไม่มีแรงดึงกลับ
- Correlation ของผลตอบแทนรายแท่งระหว่าง A กับ B ได้ 0.79 (แบบแรก) และ 0.75 (แบบที่สอง) แทบเท่ากัน
- แต่ spread ของแบบแรกแกว่งอยู่ระหว่าง −2.57 ถึง +2.94 ตลอด 500 แท่ง ส่วนแบบที่สองไปไกลถึง −10.62
ถ้าเลือกคู่จาก Correlation อย่างเดียว ทั้งสองคู่ผ่านเหมือนกัน แต่คู่ที่สองไม่มีอะไรรับประกันว่า spread จะกลับมาเลย
หา hedge ratio ด้วย regression
Hedge ratio (β) คือจำนวนหน่วยของ A ที่ใช้คู่กับ B 1 หน่วย วิธีพื้นฐานคือ regression แบบ OLS (Ordinary Least Squares หาเส้นตรงที่ใกล้ทุกจุดที่สุด) ของราคา B บนราคา A
B = α + β × A + ส่วนที่เหลือ
ส่วนที่เหลือนั่นแหละคือ spread ของเรา ต้องทำในช่วงข้อมูลหนึ่ง (ช่วงหาค่า) แล้วเอา β ไปใช้กับข้อมูลที่ตามมา ห้ามคำนวณ β จากข้อมูลทั้งหมดแล้วย้อนไปทดสอบ เพราะนั่นคือการแอบดูอนาคต อ่านเรื่องนี้เพิ่มได้ที่ อินดิเคเตอร์ repaint และ look-ahead
ข้อควรรู้สองเรื่อง
- β ที่ได้เป็นค่าประมาณ ในตัวอย่างนี้เราใส่ค่าจริงไว้ 0.8 แต่ regression จาก 250 แท่งได้ 0.854 ข้อมูลจริงคลาดได้มากกว่านี้
- regression B บน A กับ A บน B ให้ β และผลทดสอบไม่เท่ากัน ต้องเลือกแบบหนึ่งแล้วใช้ให้คงที่
ทดสอบ Cointegration แบบ Engle–Granger สองขั้น
แนวคิดนี้มาจาก Engle และ Granger (1987) ทำเป็นสองขั้น
- Regression หา α และ β แล้วคำนวณ spread
- ทดสอบว่า spread กลับหาค่าเฉลี่ยไหม โดยดูว่าแท่งที่ spread อยู่สูง แท่งถัดไปมักลดลงไหม ใช้สมการ Δspread = b × spread แท่งก่อน ถ้า b ติดลบชัดเจน แปลว่ามีแรงดึงกลับ ค่าที่ใช้ตัดสินคือ t-stat ของ b (การทดสอบแบบ Dickey–Fuller)
จุดที่คนพลาดบ่อย ค่าวิกฤตของขั้นที่สอง ไม่ใช่ ค่าเดียวกับการทดสอบ Dickey–Fuller ทั่วไป เพราะ spread ถูกสร้างจาก β ที่ regression เลือกมาให้ดูนิ่งที่สุดแล้ว ต้องใช้ตาราง Engle–Granger (ของ MacKinnon) ซึ่งสำหรับสองตัวแปรที่ระดับ 5% อยู่ราว −3.34 ไม่ใช่ราว −2.86 ของการทดสอบเดี่ยว ไลบรารีสถิติส่วนใหญ่มีฟังก์ชันทดสอบนี้ให้พร้อมค่าวิกฤตที่ถูกต้อง
ผลจากตัวอย่างของเรา (ช่วงหาค่า 250 แท่ง)
- คู่ที่ cointegrated: b = −0.2071, t = −5.33 ต่ำกว่า −3.34 ผ่าน
- คู่ที่แค่ correlated: t = −1.73 ไม่ผ่าน
การทดสอบนี้ผิดได้ทั้งสองทาง เราจำลองซ้ำ 1,000 ชุดด้วยกติกาเดียวกัน คู่ที่ cointegrated ผ่าน 99.9% ส่วนคู่ที่ไม่ใช่ ก็ยังผ่านโดยบังเอิญ 4.3% ใกล้กับ 5% ที่ระดับนัยสำคัญยอมให้ผิด ถ้าไล่ทดสอบ 100 คู่ จะมีคู่หลอกหลุดมาได้หลายคู่ เป็นปัญหาเดียวกับใน การทดสอบหลายครั้ง (data snooping)
Half-life: spread กลับมาเร็วแค่ไหน
แบบจำลองที่ใช้กันคือ Ornstein–Uhlenbeck อธิบายง่าย ๆ คือ ทุกแท่ง spread ถูกดึงกลับหาค่าเฉลี่ยเป็นสัดส่วนคงที่ของระยะห่าง บวกกับแรงสุ่ม ยิ่งห่างมาก แรงดึงยิ่งมาก เหมือนสปริง
Half-life คือจำนวนแท่งที่ระยะห่างโดยเฉลี่ยลดลงครึ่งหนึ่ง คำนวณจาก b ในขั้นที่สองได้เลย
half-life = −ln 2 ÷ ln(1 + b)
ตัวอย่างของเรา b = −0.2071 ได้ −0.6931 ÷ ln(0.7929) = −0.6931 ÷ (−0.2320) = 3.0 แท่ง (ค่าจริงที่เราใส่ไว้คือ 4.3 แท่ง ใน 1,000 ชุดจำลอง ค่ากลางที่ประมาณได้คือ 3.7 การประมาณจาก spread ที่ regression ปรับมาแล้วมักเห็นแรงดึงกลับเร็วกว่าความจริง)
ใช้ half-life ทำอะไร
- เลือก timeframe half-life 3 แท่งของ H1 คือไม่กี่ชั่วโมง ของ D1 คือหลายวัน ซึ่งมีค่า swap ตามมา
- ตั้ง time stop ถ้าถือนานเกินหลายเท่าของ half-life แล้ว spread ยังไม่กลับ นั่นคือสัญญาณว่าพฤติกรรมเปลี่ยน (เป็นหลักคิด ไม่ใช่ตัวเลขที่เราทดสอบในบทนี้)
- ถ้า half-life ยาวมากเทียบกับข้อมูลที่มี เช่น 100 แท่งจากข้อมูล 250 แท่ง ผลทดสอบแทบไม่มีความหมาย
กติกา z-score: เข้า ±2 ออกที่ 0
z-score บอกว่า spread อยู่ห่างค่าเฉลี่ยกี่เท่าของ SD (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
z = (spread − ค่าเฉลี่ย) ÷ SD
กติกาพื้นฐาน ค่าเฉลี่ยและ SD มาจากช่วงหาค่าเท่านั้น
- z ≥ +2 → Sell spread คือ Sell B 1 หน่วย Buy A β หน่วย
- z ≤ −2 → Buy spread คือ Buy B 1 หน่วย Sell A β หน่วย
- ออกเมื่อ z กลับถึง 0
- Stop เมื่อ |z| ≥ 4 แล้วหยุดเทรดคู่นี้จนกว่าจะทดสอบใหม่
ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น
ราคาสมมติ 500 แท่ง ใช้ 250 แท่งแรกหาค่า แล้วทดลองเทรด 250 แท่งหลัง ต้นทุน 0.04 ต่อหน่วยต่อขาต่อรอบ (เข้าและออก)
- Regression ได้ α = 5.137 และ β = 0.8541 ค่าเฉลี่ยของ spread ≈ 0 และ SD = 0.7745
- แท่ง 278 ราคา B = 80.383 ราคา A = 85.021 spread = 80.383 − 5.137 − 0.8541 × 85.021 = 80.383 − 5.137 − 72.616 = 2.630 z = 2.630 ÷ 0.7745 = 3.40 (แท่งก่อนหน้า z = 1.79 แล้วกระโดดข้าม 2 ในแท่งเดียว)
- z ≥ 2 จึง Sell B 1 หน่วยที่ 80.383 และ Buy A 0.8541 หน่วยที่ 85.021
- แท่ง 293 z = −1.04 ข้าม 0 แล้ว ปิดทั้งสองขาที่ B = 75.627 และ A = 83.481
- ขา B: 80.383 − 75.627 = +4.756 ขา A: 0.8541 × (83.481 − 85.021) = 0.8541 × (−1.540) = −1.315 รวมก่อนต้นทุน = 4.756 − 1.315 = +3.44
- ต้นทุน = 0.04 × (1 + 0.8541) = 0.074 สุทธิ +3.37
สังเกตว่าขา A ขาดทุน แต่ขา B ได้มากกว่า กำไรมาจากส่วนต่างที่หดลง ไม่ได้มาจากการเดาทิศตลาด
ทั้งช่วงทดลอง ได้ 8 ไม้ กำไรก่อนต้นทุนรวม 18.78 ต้นทุน 8 × 0.074 = 0.59 สุทธิ +18.19 หน่วยราคาต่อ B 1 หน่วย ชนะครบ 8 ไม้ เพราะข้อมูลนี้เราสร้างให้ cointegrated จริงตลอด ตลาดจริงไม่ได้สะอาดแบบนี้
เมื่อความสัมพันธ์พัง
ความสัมพันธ์ของสองสินทรัพย์มาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ และเหตุผลนั้นเปลี่ยนได้ (structural change) เช่น ธนาคารกลางสองประเทศเริ่มเดินนโยบายดอกเบี้ยคนละทาง สินค้าส่งออกหลักของประเทศหนึ่งราคาเปลี่ยนแรง หรือบริษัทหนึ่งในคู่หุ้นถูกซื้อกิจการ อ่านเพิ่มเรื่อง ตลาดเปลี่ยนสภาพ
เราใช้ราคาชุดเดิมทุกแท่ง แต่ตั้งแต่แท่ง 330 ให้ spread เลื่อนขึ้นทีละ 0.06 ต่อแท่ง (ความสัมพันธ์เดิมพัง) แล้วใช้กติกาเดิม
- ไม่มี stop สองไม้แรกยังได้กำไร แต่ไม้ที่สามเปิด Sell spread ที่แท่ง 341 (z = 2.18) แล้ว spread ไม่กลับอีกเลย ถึงแท่ง 499 z = 12.64 ไม้นี้ขาดทุน −8.17 equity จากจุดสูงสุด +5.25 จบที่ −3.08 ที่น่าสนใจคือขาดทุนส่วนใหญ่มาจากขา A ที่ร่วง 8.76 แต่ B ไม่ตามลงมา
- มี stop ที่ |z| = 4 ไม้ที่สามโดนปิดที่แท่ง 355 แต่ z กระโดดไปถึง 4.70 ในแท่งเดียว ขาดทุน −2.03 มากกว่าที่วางแผนไว้ราว (4 − 2) × 0.7745 = 1.55 แล้วหยุดเทรด จบที่ +3.07
- ในชุดที่ความสัมพันธ์ไม่พัง stop เดียวกันไม่ถูกแตะเลย ผลยังเป็น +18.19
ผลจากจำลองซ้ำ 1,000 ชุดด้วยกติกาเดียวกัน (สุทธิหลังต้นทุน หน่วยราคาต่อ B 1 หน่วย)
| สถานการณ์ | ค่าเฉลี่ย | ชุดที่ขาดทุน | แย่สุด |
|---|---|---|---|
| คงที่ ไม่มี stop | +10.38 | 0.3% | −0.94 |
| คงที่ มี stop z ±4 | +9.15 | 2.9% | −2.24 |
| พัง ไม่มี stop | −4.19 | 92.6% | −11.46 |
| พัง มี stop z ±4 | +2.05 | 19.2% | −3.45 |
| ไม่ cointegrated ตั้งแต่ต้น | −0.56 | 47.6% | −33.45 |
Stop มีต้นทุน ในช่วงที่ความสัมพันธ์ดี มันตัดไม้ที่จะกลับมาได้บ้าง แต่ในช่วงที่พัง มันคือสิ่งเดียวที่กันไม่ให้ไม้เดียวกินกำไรทั้งหมด และไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าตอนนี้อยู่ช่วงไหน
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสังเคราะห์ที่เรากำหนดกลไกเอง ตัวเลขบอกทิศทางของผล ไม่ได้บอกว่าตลาดจริงจะได้เท่านี้ และผลในอดีตไม่ได้บอกอนาคต
แถวสุดท้ายสำคัญ คู่ที่ไม่ cointegrated เฉลี่ยแทบเท่าศูนย์ แต่บางชุดเสียหนักมาก กติกาเดียวกันดูดีหรือแย่ขึ้นกับว่าสมมติฐานจริงไหม ไม่ได้ขึ้นกับตัวกติกา
ต้นทุนของสองขา
ทุกไม้ของ pairs trading คือสองไม้ ต้นทุนจึงมาเป็นคู่
- Spread สองครั้ง ต่อรอบ ดู ต้นทุน spread ต่อไม้
- Swap สองขา ข้างหนึ่งอาจได้ อีกข้างอาจเสีย ผลสุทธิแล้วแต่ดอกเบี้ยของแต่ละสกุลและโบรกเกอร์ ดู ค่า swap ข้ามคืน
- Margin สองขา บางที่คิด margin ลดลงเมื่อถือสถานะหักล้างกัน บางที่ไม่ ต้องดู contract specification ของบัญชีตัวเอง
- ความเสี่ยงจากการส่งคำสั่งไม่พร้อมกัน ขาแรกเข้าแล้ว ขาที่สองราคาขยับก่อน กำไรที่คำนวณไว้หายไปบางส่วน
กำไรต่อไม้ของกลยุทธ์นี้มักเล็ก ในตัวอย่างของเรา เฉลี่ยไม้ละ 2.35 ก่อนต้นทุน
| ต้นทุนต่อหน่วยต่อขา | ต้นทุนต่อไม้ | ต้นทุนรวม 8 ไม้ | สุทธิ |
|---|---|---|---|
| 0.04 | 0.074 | 0.59 | +18.19 |
| 0.25 | 0.46 | 3.71 | +15.07 |
| 0.50 | 0.93 | 7.42 | +11.37 |
ที่ต้นทุน 0.50 ต้นทุนกินไปราว 40% ของกำไรก่อนต้นทุน ยิ่งตั้ง threshold ใกล้ เช่น ±1 จะได้ไม้ถี่ขึ้น แต่กำไรต่อไม้เล็กลง และต้นทุนสัดส่วนสูงขึ้น
ตัวอย่างใน Forex: AUDUSD กับ NZDUSD
AUDUSD กับ NZDUSD เป็นคู่ที่มักถูกยกเป็นตัวอย่าง เพราะเศรษฐกิจออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ใกล้กันทั้งภูมิศาสตร์และคู่ค้า แต่ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ cointegrated ความสัมพันธ์แบบนี้อ่อนลงหรือหายไปได้เมื่อนโยบายดอกเบี้ยของสองประเทศแยกทางกัน ต้องทดสอบเองจากข้อมูลล่าสุด
ถ้าจะทดสอบ
- ใช้ราคาปิดช่วงเดียวกันเป๊ะของทั้งสองคู่ จาก timeframe เดียวกัน
- Regression AUDUSD บน NZDUSD ในช่วงหาค่า ได้ β แล้วทดสอบ spread แบบ Engle–Granger
- ทั้งสองคู่ quote เป็นดอลลาร์ และ 1 lot เท่ากับ 100,000 หน่วยสกุลหน้า กำไรขาดทุนต่อจุดราคาจึงเท่ากันต่อ lot สัดส่วนจำนวน lot จึงเท่ากับ β ได้ตรง ๆ คือ AUDUSD 1 lot ต่อ NZDUSD β lot คู่ที่ quote คนละสกุลต้องแปลงมูลค่าก่อน
- ทดสอบต่อแบบ out-of-sample หรือ walk-forward แล้วทดสอบ cointegration ซ้ำเป็นระยะ
อีกทางคือเทรด AUDNZD ตรง ๆ ซึ่งราคาเท่ากับ AUDUSD ÷ NZDUSD จ่าย spread ครั้งเดียว แต่สัดส่วนจะถูกล็อกไว้แบบมูลค่าเท่ากัน ไม่ใช่ β จาก regression
คุมความเสี่ยงอย่างไร
- วัดความเสี่ยงจาก spread ไม่ใช่จากขาใดขาหนึ่ง ระยะ stop คือ (z ของ stop − z ตอนเข้า) × SD ตัวอย่างนี้ (4 − 2) × 0.7745 = 1.55 หน่วยราคาต่อ B 1 หน่วย แล้วคำนวณขนาดไม้ให้ขาดทุนตรงนั้นไม่เกินที่ตั้งไว้ เช่น 1% ด้วย เครื่องคำนวณ lot
- เผื่อกระโดดข้าม stop ตัวอย่างข้างบนเสีย 2.03 แทน 1.55 ในวันข่าวอาจไกลกว่านี้
- นับเป็นเดิมพันเดียว ถ้าถือหลายคู่ที่มีสกุลร่วมกัน เช่น หลายคู่ที่มี AUD ความเสี่ยงซ้อนกันตามที่อธิบายใน บทเรื่อง Correlation
- ทดสอบ β และ cointegration ใหม่ตามรอบ ถ้าไม่ผ่านแล้ว หยุดเทรดคู่นั้น ไม่ใช่เปลี่ยน threshold ให้ดูดี
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เลือกคู่จาก Correlation ตัวเลขสูงไม่ได้แปลว่าส่วนต่างจะกลับมา
- หา β และ SD จากข้อมูลทั้งหมด แล้วย้อนทดสอบในช่วงเดียวกัน ผลจะดีเกินจริง เพราะ spread ถูกปรับให้ดูนิ่งที่สุดในช่วงนั้นแล้ว
- ใช้ค่าวิกฤต Dickey–Fuller ทั่วไป ทำให้คู่ที่ไม่ใช่หลุดผ่านง่ายขึ้น
- ไล่ทดสอบหลายร้อยคู่แล้วเลือกคู่ที่ดีที่สุด โดยไม่ทดสอบต่อนอกช่วง จะได้คู่หลอกปนมา
- ไม่มี stop เพราะเชื่อว่า “ต้องกลับแน่” ความสัมพันธ์ที่พังคือจุดที่บัญชีเสียหนักที่สุด ไม่ต่างจาก การถัวขาดทุน
- ลืมต้นทุนขาที่สอง คิด spread และ swap แค่ขาเดียว
- คิดว่าถือสองขาแล้วไม่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงยังอยู่ แค่ย้ายจากทิศตลาดไปอยู่ที่ spread ดู การ hedge ไม้ที่ขาดทุน ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
AUDUSD กับ NZDUSD เป็นคู่ที่ cointegrated ไหม
บทนี้ไม่ได้ทดสอบข้อมูลจริง และไม่ได้บอกว่าคู่นี้ cointegrated ตอนนี้ สองคู่นี้มักถูกยกเป็นตัวอย่างเพราะเศรษฐกิจออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ใกล้กัน แต่ความสัมพันธ์แบบนี้เปลี่ยนได้ ต้องทดสอบเองจากข้อมูลล่าสุด และทดสอบซ้ำเป็นระยะ
ใช้ Correlation แทนการทดสอบ cointegration ได้ไหม
ไม่ได้ Correlation ของผลตอบแทนบอกว่าสองตัวขยับพร้อมกันรายแท่งแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าส่วนต่างจะกลับมา ในตัวอย่างของบทนี้ คู่ที่ cointegrated กับคู่ที่ไม่ใช่ มี correlation ของผลตอบแทนใกล้กันมาก (0.79 กับ 0.75) แต่ spread ของคู่หลังเดินห่างไปได้เรื่อย ๆ
ถ้า spread วิ่งเกิน z = 4 ควรถัวเพิ่มไหม
ไม่ควรทำเป็นกติกา z ที่ไกลมากอาจแปลว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ราคาถูกลง การถัวในจังหวะนั้นคือการเพิ่มขนาดเดิมพันบนสมมติฐานที่อาจพังไปแล้ว ปิดตาม stop แล้วหยุดเทรดคู่นั้นจนกว่าจะทดสอบใหม่ปลอดภัยกว่า
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด